ตลาดหุ้นอืด!...แต่เซียน 'รวย' 'เซียนรายใหญ่' กำไรถ้วนหน้า!!!
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นักลงทุนรายใหญ่ลงทุนปี 2554 'ยิ้มหน้าบาน' โกยกำไรตามเป้าหมาย สวนทางดัชนี 'ต้นปี-ปลายปี' ปิด 'เท่าทุน' เซียนต้นตำรับ 'ดร.นิเวศน์' หอบกำไร 30%
ตลาดหุ้นปีกระต่าย (2554) ต้นปีกับปลายปีดัชนีใกล้เคียงกันมาก SET Index ปิดสิ้นปี 2553 ที่ระดับ 1,032 จุด ระหว่างปีขึ้นไปสูงสุด 1,148 จุด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 และลงไปต่ำสุดที่ระดับ 843 จุด เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ล่าสุดดัชนีเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 1,030 จุด เท่ากับว่าเล่นหุ้นปีนี้ "เสมอตัว" ไม่ให้ผลตอบแทนนักลงทุน แต่เมื่อสอบถามนักลงทุนรายใหญ่ระดับแนวหน้า ต่างพากัน "โกยกำไร" เข้ากระเป๋าไม่น้อย
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร แวลูอินเวสเตอร์ระดับตำนานของเมืองไทย เล่าให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังด้วยน้ำเสียงสดใสว่า สมเป็นปี "กระต่ายทอง" จริงๆ (หัวเราะ) เพราะปีนี้ สามารถทำกำไรจากการลงทุนได้มากถึง 30% เรียกได้ว่า "ทะลุเป้า" จากที่ตั้งใจถ้าได้ผลตอบแทนปีละ 10-15% ก็พอใจแล้ว
"หุ้นทุกตัวที่ผมลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามใจปรารถนา เพราะหุ้นในพอร์ตไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วม และหนี้สินยุโรป โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก ที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยตรงกันข้ามมีแต่ได้ประโยชน์ จะเรียกว่ากลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO ฯลฯ) เป็น “พระเอก” ในพอร์ตก็ได้ แต่หุ้นตัวเล็กตัวน้อยที่ถืออยู่ก็สร้างผลตอบแทนไม่น้อยหน้าเหมือนกัน"
อาจารย์นิเวศน์วิเคราะห์ให้ฟัง เหตุผลที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกแรงดีไม่มีตกเป็นเพราะนักลงทุนเริ่มสนใจหุ้นค้าปลีกมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ยังสามารถเติบโตได้ปีละกว่า 10% และสามารถทนทานได้ต่อทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่สะทกสะท้าน
จุดเด่นอีกประการของหุ้นกลุ่มค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) ธุรกิจมีไซส์ขนาดใหญ่มากขึ้นและมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ และยังได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการที่รัฐบาลจะปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ฉะนั้นไม่แปลกที่หุ้นกลุ่มนี้กำลังได้รับความนิยม
แวลูอินเวสเตอร์พันล้าน บอกต่อว่า ในปี 2555 ยังคงตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนเหมือนเดิมที่ 10-15% ยังเน้นลงทุนในหุ้นที่อิงผลประโยชน์ในประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน, ค้าปลีก และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ถามว่าจะเน้นหุ้นกลุ่มไหนเป็นพิเศษหรือไม่! อาจารย์นิเวศน์ ตอบว่า ขอรอดูสถานการณ์ต้นปี 2555 ก่อน แต่ไม่ว่าจะถือหุ้นตัวไหนก็จะนอนกอดยาวๆ
สำหรับคำแนะนำจาก "เซียนต้นตำรับ" นักลงทุนที่นิยมความเสี่ยงสูง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 ให้ลงทุนในตลาดหุ้นไปเลย 50-57% ที่เหลือให้นำไปลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาล กองทุนต่างๆ และทองคำ ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยหน่อยให้ลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 30-50% กลยุทธ์การลงทุนนี้หวังผลตอบแทน 10-15%
อาจารย์นิเวศน์ ยังฝากถึงนักลงทุนแนววีไอว่า ขอให้อย่าลืม! การลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือ การลงทุน "ระยะยาว" เน้นซื้อบริษัทพื้นฐานดีๆ ไม่ใช่เล่นสั้นๆ
"ผมเห็นพักหลังๆ มีนักลงทุนหนุ่มๆ ออกแนว “มือไว ใจเร็ว อารมณ์ร้อน” ที่พยายามบอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแนว VI แต่กลับหันไปลงทุนแบบ “เก็งกำไร” มากขึ้น..ซื้อขายสั้นมาก ถือว่าคุณ "เดินไม่ถูกทาง" ถ้าคุณยังยึดหลัก VI ต้องไม่ลงทุนแบบนี้ มันผิดหลักการ" ผู้เผยแพร่แนวคิด VI คนแรกของเมืองไทยระบายความอึดอัดที่อยู่ในใจ
เซียนหุ้นรายใหญ่ระดับแถวหน้าอีกคน นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ประเมินว่า
จากสถานการณ์น้ำท่วม และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ที่ลดลงจาก 4% เหลือ 2% รวมถึงปัญหาหนี้สินยุโรป ทำให้การลงทุนในปีกระต่ายของตนเอง "พลาดเป้าหมายเล็กน้อย" จากเดิมที่คาดว่าจะโกยกำไร 10% ถึงตอนนี้ยังทำได้เพียง 5-6% เท่านั้น แต่ก็ไม่ถือว่า “ขี้เหร่” รับได้ (เจ้าตัวหัวเราะ!)
"ปีนี้ ผมเน้นลงทุนหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน และกลุ่มพลังงาน หุ้นกลุ่มนี้ไม่ยอมปรับตัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย ตรงกันข้ามกลับลดลงค่อนข้างมาก ตอนหุ้นหล่นทำผมใจหาย..เชื่อมั้ย!! (ลงทุนไว้เยอะ) เมื่อหุ้นไม่เป็นดั่งใจ ทำให้ผมลดการลงทุนลง 30-40% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในหลักร้อยล้านบาท"
หมอบุญ เชื่อมั่นว่า ในปีมังกร (2555) พอร์ตลงทุนของตนเองจะเด้งกลับมาเหมือนเดิม เพราะปัญหาการเงินยุโรปจะเริ่ม "นิ่ง" ขึ้น แถมเศรษฐกิจเมืองไทยมีโอกาสเติบโต 4-6% ฉะนั้นในช่วง 6 เดือนแรกให้นักลงทุนซื้อหุ้น 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด เรียกได้ว่าสูงกว่าปีก่อนที่เชียร์ให้ลงหุ้นเพียง 40% ที่เหลืออีก 30% ให้นำไปซื้อกองทุนต่างๆ และพันธบัตรเอกชน คาดว่าจะให้ผลตอบแทน 5-6% รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลที่จะให้ผลตอบแทน 3% ส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นเงินสด เผื่อหุ้นตัวดีๆ ลดลงมา เราก็จะได้มีเงินสดไว้ซื้อ ไม่อยากให้นักลงทุนทุกท่านตกรถไฟ
ถามว่าปีหน้าหุ้นกลุ่มไหนจะเป็น “ดาวเด่น” หมอใหญ่ มองว่าโดดเด่นที่สุด คือ กลุ่มสถาบันการเงิน, พลังงาน, อาหาร และท่องเที่ยว เพราะเศรษฐกิจในประเทศจะเติบโตมากขึ้น ฉะนั้นหุ้นพวกนี้ก็จะได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็น่าสนใจ ถ้าหุ้นปรับตัวลดลง "ช้อนเก็บไว้" เชื่อว่าถ้าลงทุนตามสูตรนี้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี ไม่ใช่เรื่องยาก
คุณหมอนักลงทุน แนะนำว่า ครึ่งปีแรกให้ซื้อหุ้นไปเลย 50% (ถือเงินสดให้น้อย) แต่ถ้าเฉลี่ยทั้งปี 2555 ควรซื้อหุ้นเฉลี่ยที่ 30% ที่เหลือ 40% ซื้อพันธบัตรรัฐบาล และเก็บไว้เป็นเงินสด 30% เพราะมองว่าหุ้นน่าจะดีช่วง "ครึ่งปีแรก" แม้ยุโรปจะเริ่มดีขึ้น แต่มันมีตัวแปรอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง หากรุนแรงขึ้นมาวันไหนตลาดหุ้นกระทบแน่นอน
ถามแหย่! ว่า ในปีหน้าจะได้เห็นหมอบุญ ไปเทคโอเวอร์กิจการอะไรอีกหรือไม่! เจ้าตัวหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยบอกสั้นๆ ว่า "เรื่องนี้สงสัยต้องคุยกันยาว"
ถามอีกคน นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี นักลงทุนพอร์ตใหญ่ระดับ "สองพันล้านบาท" เจ้าของคลินิกเสริมความงาม
“พงศ์ศักดิ์คลินิก” เจ้าตัวเล่าว่า ผลตอบแทนการลงทุนปีนี้ เรียกได้ว่า "เกินเป้าหมาย" จากปกติตั้งเป้าทำได้ปีละ 10-15% แต่จะเกินมาเท่าไรขอไม่เปิดเผย "ผมหวังไม่เยอะ (หัวเราะ) ส่วนมูลค่าพอร์ตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน"
คุณหมอพงศ์ศักดิ์ บอกว่า ปี 2554 ถือเป็นปีที่ตนเอง "เปลี่ยนหุ้นเล่น" ค่อนข้างเยอะ จากปกติที่แทบไม่เคยปรับเปลี่ยนอะไรบ่อยๆ เมื่อเรามองเห็นโอกาสที่ดีกว่าก็ควรเปลี่ยน การลงทุนแนว VI ไม่ได้หมายความว่าต้องถือหุ้นระยะยาวเสมอไป เพราะหากระหว่างทางราคาหุ้นดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ก็ควร "ขาย" เพื่อไปซื้อตัวที่คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า
“ในพอร์ตผมมีหุ้นประมาณ 8 ตัว ทุกตัวถือว่าเป็น “พระเอก” เพราะก่อนลงทุนจะศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบแล้ว”
สำหรับในปี 2555 นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งใจจะลงทุนในตลาดหุ้น 90% ลงเยอะเพราะรู้ว่า "ไม่เสี่ยง" เขามองว่า ปีหน้าไม่มีอะไรน่ากังวล แม้ปัญหาหนี้สินยุโรปจะยังหาข้อสรุปไม่ได้แต่ตลาดก็รับรู้ไปมากแล้ว ซึ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ ถ้าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10-15% ได้แค่นี้ก็ดีใจแล้ว ส่วนหุ้นที่คิดว่า "น่าสนใจ" ยังเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายในประเทศ เช่นกลุ่มท่องเที่ยว, สุขภาพ (โรงพยาบาล-ประกัน) หรือค้าปลีกก็ยังน่าสนใจมาก โดยเฉพาะบริษัทที่ขายของให้กับ "คนชนชั้นกลาง"
"หากนักลงทุนติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องก็จะรู้เลยว่าหุ้นกลุ่มไหนจะได้รับประโยชน์บ้าง มันเห็นๆ กันอยู่ ของดีอยู่รอบๆ ตัวเรานี่แหละ! อย่ามองผ่านเลยไป หรือมัวไปมองอย่างอื่น"
คุณหมอทำนายตลาดหุ้นปี 2555 ว่า "น่าจะโอเค" เพราะได้ปัจจัยหนุนรัฐบาลลงทุนในโครงการใหม่ๆ ค่อนข้างมาก และยังปรับค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากขึ้น ส่วนในมุมของต่างประเทศยังต้องจับตาดูปัญหาหนี้สินยุโรป แต่โดยรวมๆ ตลาดหุ้นไทย "ยังลงทุนได้"
“ต้องมองตลาดหุ้นยาวๆ เชื่อว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า หุ้นไทยจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ปีหน้าทุกคนคงเริ่มเห็นอะไรๆ ดีขึ้น หลังรัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และมีแผนใช้เงินในโปรเจคใหม่ๆ รวมถึงใช้เงินเพื่อฟื้นฟูน้ำท่วม”
สำหรับคำแนะนำนักลงทุนมือใหม่ หากยังไม่เคยลงทุนหุ้นตัวไหนเลย แรกๆ ควรซื้อหุ้นเพียง 20% เพราะตลาดหุ้นต้องใช้เวลาศึกษานานๆ ต้องเข้าใจอารมณ์การลงทุนด้วย...อยากฝากบอกนักลงทุนแนว VI ว่าก่อนลงทุน สิ่งสำคัญต้อง "มีศรัทธา" แม้วันนี้คุณจะมองไม่เห็นสิ่งที่ควรเห็น แต่ถ้ามีแรงศรัทธาวันหนึ่งก็จะเห็น เมื่อมีศรัทธาที่ดี ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์รอบด้าน มั่นใจในสิ่งที่ทำ คุณก็จะเป็นนักลงทุนที่ดี...นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าว
ด้าน พีรเจต สุวรรณนภาศรี ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ยูเนี่ยน อินทราโก้ หนึ่งในนักลงทุนแนว VI เปิดเผยว่า ในปี 2554 พอร์ตลงทุนส่วนตัวเพิ่มขึ้นราวๆ 10% และได้กำไรจากการลงทุน 10-20% ถือว่า "เข้าเป้า" แม้ในช่วงครึ่งปีหลังหุ้นบางตัวจะโดนผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และบางช่วงต้อง Cut Loss (ตัดขาดทุน) หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 20-30% ยอมขาดทุนไป 9% เพราะไม่มั่นใจว่าแลนด์แบงก์ที่เขามีแถวบางบัวทอง และปทุมธานี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือไม่
สำหรับมุมมองในปี 2555 พีรเจต ประเมินว่า GDP ในประเทศมีโอกาสทะลุ 6% แน่นอน เพราะบริษัทที่หยุดผลิตหลังน้ำท่วมจะกลับมาทำงานเหมือนเดิมในช่วงเดือนมกราคม ส่วนมุมต่างประเทศ หนี้สินยุโรปยังตามหลอกหลอนเหมือนเดิมทุกอย่างจะจบไม่จบขึ้นอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ถ้าผู้นำบอกว่า “ไม่” อะไรหลายอย่างคงแย่ลง
"ผมมองว่าปีหน้า ควรซื้อลงทุนระยะปานกลาง 6-8 เดือน น่าจะปลอดภัยที่สุด ไม่เชียร์ให้ถือยาว 3-5 ปี หรือซื้อทิ้งๆ ไม่ดูแล เพราะรอบโลกยังมีปัจจัยอีกมากมายที่พร้อมจะกระทบราคาหุ้น ทุกครั้งที่มีข่าวร้ายก็จัด “ชุดใหญ่” ตลอด ตั้งตัวไม่เคยติด ฉะนั้นเราควรมอนิเตอร์หุ้นตัวเองทุกๆ 1 ไตรมาส"
สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในมือแล้ว 20-30% ก็ควรซื้อไม่ให้เกินเพดาน 60% ของพอร์ต ถ้าซื้อตัวใหม่ต้องขายตัวเก่า “อย่าลืม” ที่เหลือถือเป็นเงินสด มีโอกาสเสมอที่หุ้นจะตกแรงๆ เราจะได้มีเงินช้อนซื้อไม่เสียโอกาส ทุกปีจะมี “เซอร์ไพรส์” (เรื่องร้ายๆ) เสมอ ส่วนตัวมักจะถือเงินสด 20-30% ไว้เสมอ และไม่แนะนำให้ซื้อหุ้นเต็มพอร์ต 100%
“ตอนนี้ผมยังไม่คิดซื้อหุ้นเพิ่มเติม ในพอร์ตมีอยู่ 10 ตัว ถามว่าปี 2555 กลุ่มไหนจะกลับมาเท่าที่มองตอนนี้น่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ และหุ้นค้าปลีกบางตัว ส่วนหุ้นพลังงานก็น่าสนใจ ปีหน้าราคาน่าจะขึ้นได้" พีรเจต ประเมิน
