ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 91

โพสต์

มีครับ แต่ยังไม่บอก อิ อิ แต่ ใครที่เคยไปเรียนบัญชีกับผมน่าจะพอหาคำตอบได้ เพราะผมยกตัวอย่างเรื่องชาเขียวเอาไว้ เอามาประยุกต์ได้

เอางั้นขอเสียง ศิษย์เก่าบัญชีหน่อย

ส่วน VRISA ที่เอามาให้คิดคราวที่แล้ว ใครก็ได้ช่วยเอาไปวิเคราะห์มาให้ดูหน่อย แล้วผมจะเฉลย อย่ารอผมเลย ไม่สนุกนะจะบอกให้
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ply33
Verified User
โพสต์: 592
ผู้ติดตาม: 0

Re: มาช่วยคุย..

โพสต์ที่ 92

โพสต์

path2544 เขียน:quote="Mon money"]

เรื่องที่จะคุยต่อไปก็คือเรื่องที่คุณ PLYต้องการทราบ คาดว่าวันสองวันนี้จะสรุปมาคุยกัน
รอรับฟังคำสั่งสอนครับ
0--- ฉลามเสือดาว ล่องลอยไปในทะเลกว้างใหญ่ ---0
ภาพประจำตัวสมาชิก
ply33
Verified User
โพสต์: 592
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 93

โพสต์

Mon money เขียน:

วิธีการวิเคราะห์ก็คือการตั้งคำถามตามหัวข้อที่ให้ไว้ คือ

Value: ทรัพยากรที่บริษัทใช้นั้นสามารถสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณค่าต่อลูกค้าหรือไม่?

Rareness: มีเพียงบริษัทนี้เท่านั้นหรือไม่ที่มีทรัพยากรนี้? ถ้าไม่ ความสามารถที่บริษัทใช้ทรัพยากรนี้สูงกว่าคู่แข่งอย่างไร?

Immutability: บริษัทอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายหรือไม่?

Substitutability: มีทรัพยากรอย่างอื่นที่สามารถทดแทนกันและสามารถสร้างคุณค่าต่อลูกค้าได้เท่าเทียมกันหรือไม่?

Appropriability: ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จริงๆจากทรัพยากรนี้

เอาแค่นี้ก่อน ส่วนใครจะลองเอาไปวิเคราะห์ดูแล้วเอามาอวดกันก็ดี เพราะผมคุยอยู่คนเดียวไม่สนุก เริ่มเบื่อแล้ว

หัวข้อ 5 อันนี้ คล้ายๆกับ 5 Forces Model ของ Porter หรือป่าวครับ
0--- ฉลามเสือดาว ล่องลอยไปในทะเลกว้างใหญ่ ---0
ภาพประจำตัวสมาชิก
path2544
Verified User
โพสต์: 543
ผู้ติดตาม: 0

ขออภัยครับ

โพสต์ที่ 94

โพสต์

ขออภัยคุณ ply33 ที่เข้ามาคั้น และตอบกระทู้แทน ตอนแลกผมก็สงสัยว่า ใครคือ PLY (ตอนแลกผมคิดวาเป็นผม แล้วท่านประธาน เขียนชื่อผิด เพราะผมก็ถามท่านประธานครับ)  :D  :D  :D มาไล่อ่านที่หลังถึงพอจะสรุปว่าเป็นคุณ ply33 ครับ (พิมพ์ไปแย้วมันแก้ไม่ได้อ่ะ) ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยครับ  :bow:  :bow:

อีกอย่าง ผมกลัว ท่านประธานจะลืม มาตอบ (ผมอยากได้ความรู้เลยต้องคอยเตืือนความจำ)  :lol:  :lol:  :lol:
ไม่เก่งทั้งวิเคราะห์เทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน แต่เราก็ยังรั้นที่จะรวยเพราะหุ้น
sattaya
Verified User
โพสต์: 1372
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 95

โพสต์

Mon money เขียน:เออ นี่ตกลงว่ามีคนคุยกับผมแค่ สองสามคนเท่านั้นหรือนี่ เหงาอ่ะ
ขออนุญาตตามศึกษาก่อนนะครับ ยังมิกล้าแสดงความเห็น เพราะยังอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์
ภาพประจำตัวสมาชิก
ply33
Verified User
โพสต์: 592
ผู้ติดตาม: 0

Re: ขออภัยครับ

โพสต์ที่ 96

โพสต์

[quote="path2544"]ขออภัยคุณ ply33 ที่เข้ามาคั้น และตอบกระทู้แทน ตอนแลกผมก็สงสัยว่า ใครคือ PLY (ตอนแลกผมคิดวาเป็นผม แล้วท่านประธาน เขียนชื่อผิด เพราะผมก็ถามท่านประธานครับ)
0--- ฉลามเสือดาว ล่องลอยไปในทะเลกว้างใหญ่ ---0
ภาพประจำตัวสมาชิก
path2544
Verified User
โพสต์: 543
ผู้ติดตาม: 0

ขอถามก่อนครับ

โพสต์ที่ 97

โพสต์

หลักเกณฑ์การคำนวณของประธานมนตรี นั้น เดี่ยวเสาร์นี้จะลองคำนวณแล้วเอามาลงให้ตรวจนะครับ

แต่ตอนนี้มีคำถามจากชีวิตจริงก่อนครับ
Value: ทรัพยากรที่บริษัทใช้นั้นสามารถสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณค่าต่อลูกค้าหรือไม่?

Rareness: มีเพียงบริษัทนี้เท่านั้นหรือไม่ที่มีทรัพยากรนี้? ถ้าไม่ ความสามารถที่บริษัทใช้ทรัพยากรนี้สูงกว่าคู่แข่งอย่างไร?

Immutability: บริษัทอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายหรือไม่?

Substitutability: มีทรัพยากรอย่างอื่นที่สามารถทดแทนกันและสามารถสร้างคุณค่าต่อลูกค้าได้เท่าเทียมกันหรือไม่?

Appropriability: ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จริงๆจากทรัพยากรนี้
การวิเคราะห์โดยตั้งคำถามตามนี้สามารถจะมีตัวบ่งชี้ในอนาคตได้ไหมครับว่า อีกนานไหม ธุรกิจนี้กำลังจะเข้าสู่ภาวะ ถดถอย หรือ เสื่อมโทรม Decline Stage และช่วงที่เลวร้ายที่สุด คือ ช่วงถอนตัว Exit Stage ครับ

โดยเท่าที่เจอ การวิเคราะห์โดยตั้งคำถามในปัจจุบันผลที่ออกมาจะเห็นว่าธุรกิจยังอยู่ในช่วง เจริญเติบโต Growth Stage หรือ ช่วงมั่นคง  Established Stage หรือแม้แต่ ช่วงแผ่ขยาย Expansion Stage

เนื่องจากที่ผ่านมาหุ้นบ้านเรา Business Life Cycle มันสั้น และมีการตกแต่งบัญชีก่อนการถดถอย และการถอนตัว ทุกครั้งไป
ไม่เก่งทั้งวิเคราะห์เทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน แต่เราก็ยังรั้นที่จะรวยเพราะหุ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 98

โพสต์

เอาเป็นว่าทั้งคุณ Path คุณPLYนั่นแหละมาช่วยกันตอบ ช่วยกันถามเถอะ ผมว่าคนอ่านอย่างเดียวไม่ได้อะไรมากหรอก ต้องคิดต้องถาม ไม่รู้กลัวอะไร ไม่รู้ก็ถาม จะได้รู้

ผมจะบอกให้ว่า โง่คือไม่รู้ รู้แล้วไม่โง่

ถ้าไม่รู้แล้วไม่ถาม ไม่ยอมโง่ก็โง่ต่อไป ถ้าถามแล้วรู้ก็หายโง่ จะได้ต่อยอดให้โง่น้อยลง ผมเองก็ยังโง่อีกหลายเรื่อง อาศัยหน้าด้านว่าโง่ถามแหลก จึงรู้เพิ่มขึ้นหลายเรื่อง

เอาหละเพื่อให้สามารถนำเอาวิธีการที่กล่าวมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็คงจะต้องยกตัวอย่างกันสักหน่อยครับ ลองเอาบริษัทค้าปลีกด้านเทคโนโลยีในบ้านเราสักหน่อยดีกว่า แต่นี่ไม่ได้หมายถึงว่าบริษัทนี้จะเป็นอย่างที่ผมวิเคราะห์ให้ดู แต่เป็นเพียงการยกเป็นกรณีศึกษาเท่านั้นครับ

เมื่อก่อนเราอยากจะได้อุปกรณ์ IT เรามักจะไปเดินหาซื้อกันตามแหล่งรวมสินค้าประเภทนี้ สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่อง IT มากๆก็มักจะเดินเลือกตามร้านค้าITรายย่อยต่างๆแล้วนำเอาอุปกรณ์ต่างๆมาประกอบใช้ได้เอง แต่สำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านITไม่มากนัก อย่างเช่นผมนี่เป็นเพียงแต่ผู้ใช้ซึ่งมีอยู่มาก ฉะนั้นกลุ่มคนพวกนี้เวลาจะซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ITสักครั้งจะค่อนข้างลำบาก เพราะต้องการข้อมูลและการให้คำปรึกษาที่มากเป็นพิเศษ การมีสินค้าที่ครบวงจร มาที่เดียวก็ได้สินค้าที่ต้องการครบถ้วน และมีการรับประกันสินค้าที่ไว้ใจได้ ดังนั้นจึงเกิดธุรกิจร้านซูเปอร์สโตร์ IT เกิดขึ้นมาในบ้านเรา

Customer Value: การจัดจำหน่ายสินค้าITในรูปแบบซูเปอร์สโตร์ได้สร้างมูลค่าให้เกิดแก่ลูกค้าได้จริงหรือไม่?
คำตอบ: สร้างได้จริง ลูกค้าในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้ที่มีความรู้ในเรื่องITไม่มากนัก สามารถหาซื้อสินค้าได้อย่างครบถ้วนและสบายใจจากการรับประกันสินค้า และสินค้าก็ราคาไม่ได้สูงจากร้านค้าปลีกรายย่อยๆทั่วไป และสถานที่ตั้งของร้านก็จะตั้งอยู่ในแหล่งรวมสินค้าITอยู่แล้ว ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติกับราคาได้

Rareness: มีเพียงบริษัทนี้หรือไม่ที่มีทรัพยากรอย่างนี้ ถ้าไม่ ระดับความสามารถในการใช้ทรัพยากรของบริษัทนี้อยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง?
คำตอบ: ใช่ เพราะในทุกแหล่งจำหน่ายสินค้าประเภทIT บริษัทจะเป็นร้านซูเปอร์สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดแต่จะไม่ใช่ร้านซูเปอร์สโตร์ร้านเดียวในแหล่งใหญ่ๆแต่ในแหล่งรองๆลงมาบริษัทจะมีเกือบทุกที่ในขณะคู่แข่งมีสาขาน้อยกว่ามาก

Immutability: บริษัทอื่นสามารถที่จะทำร้านซูเปอร์สโตร์ลักษณะนี้ได้หรือไม่
คำตอบ: ทำได้ยาก เพราะการจะสร้างร้านซูเปอร์สโตร์ลักษณะนี้ในสถานที่ตั้งปัจจุบันนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะบริษัทนี้ได้ตั้งอยู่แล้ว และมีจำนวนสาขาที่มากแล้วการจะเข้ามาแข่งจะทำได้ยากมาก

Substitutability: มีทรัพยากรอย่างอื่นที่บริษัทอื่นสามารถนำมาสร้างร้านค้าทดแทนกันและสามารถสร้างคุณค่าต่อลูกค้าได้เท่าเทียมกันกับร้านของบริษัทหรือไม่?
คำตอบ: น่าจะทำได้ เช่นร้านค้าทาง Internet แต่ร้านค้าทางInternetก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก

Appropriability: บริษัทสามารถสร้างรายได้จากรูปแบบร้านค้า สถานที่ตั้งหรือไม่?
คำตอบ: แน่นอน เนื่องจากปัจจุบันบริษัทเป็นร้านค้าปลีกที่มีสาขามากที่สุด และอยู่ในสถานที่ตั้งในแหล่งสินค้าITและห้างสรรพสินค้าเกือบทุกที่ ลูกค้าสามารถหาร้านของบริษัทได้สะดวก จากขนาดที่ใหญ่ของบริษัทก็จะสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับผู้ขายสินค้าได้สูง บริษัทจึงสามารถสร้างกำไรจากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่

อย่างที่คุณPathถามว่าจะประเมินว่ามัน Consistacyแค่ไหนคราวหน้าเรามาคุยกัน โดยคุณก็ต้องทำการบ้านมาส่งผมเหมือนกัน เลือกเอาสักบริษัทหนึ่งละกัน ไม่งั้นเลิกกัน ไปเจอกันที่งานสัมมนา หาตังค์กินหนมดีก่า
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
naris
Verified User
โพสต์: 6726
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 99

โพสต์

sattaya เขียน: ขออนุญาตตามศึกษาก่อนนะครับ ยังมิกล้าแสดงความเห็น เพราะยังอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์
รอพี่เปิดคอร์สสอนอยู่นี่ไง  :D
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร
kongkang
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 1084
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 100

โพสต์

ไม่ใช่ว่าไม่ทำการบ้านนะคะ แต่ทำไม่เป็นต่างหาก ศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำยังต้องเปิดดิทชันนารีหาเลยค่ะ เปิดคอร์สสอนเสียตังค์ก่อนก็ดีนะคะ ใส่อะไรเข้าไปในสมองก่อนเผื่อหลายคนจะได้มีอะไรมาถกกันได้น่ะค่ะ   :oops:
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

ติดตามอยู่ครับ

โพสต์ที่ 101

โพสต์

เรียน อจ.มน ผมเป็นอีกคนครับที่ติดตาม เรื่องนี้ของอาจารย์ อยู่ครับ แต่เท่าที่ผมเคยศึกษาเรื่อง biz model มานั้น การวิเคราะนั้นเป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ยังไม่พบการวิเคราะห์ที่ออกมาเป็นเชิงปริมาณเหมือนของ อจ.มนก็เลยได้แต่เฝ้าติดตามยังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
path2544
Verified User
โพสต์: 543
ผู้ติดตาม: 0

มาส่งการบ้าน...

โพสต์ที่ 102

โพสต์

ขอออกตัวก่อนว่า การบ้านนี้อาจไม่ 100% ครับ เอาเท่าที่มีข้อมูลตอนนี้ และจำได้ ต้องรีบมาตอบ รอไว้กลัว เดี่ยวจะไม่มีเวลา

ก่อนอื่น ผมบอกก่อนว่า สำหรับผมชอบลงทุนหุ้นที่อยู่ใน Business Life Cycle
ช่วง Start Up และช่วงกำลังเจริญเติบโต (Growth Stage) และอีกช่วงซึ่งต้องศึกษามากหน่อยคือ ภาวะ ถดถอย หรือ เสื่อมโทรม Decline Stage ที่ต้องศึกษามาก เพราะ ต้องไม่ใช่เลยเข้าไปในช่วง ช่วงถอนตัว Exit Stage ครับ (ซึ่งการทำให้มันเลยกลับมาว่าทำไมผมถึงถามท่านประธาน ในแต่ละครั้ง)

เริ่มเลย อย่างที่บอกไว้ข้างบน ผลทำให้ หุ้นที่นำมาวิเคราะห์ จึงเป็นหุ้นที่ยังไม่มีคนพูดถึง ซึ่งก็คือ เจ้าของสัมปทานรถใต้ดินแห่งแรกของเมืองไทย ผลที่ได้ คือ

Value: ทรัพยากรที่บริษัทใช้นั้นสามารถสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณค่าต่อลูกค้าหรือไม่?
ตอบ : ทรัพยากรที่บริษัทมีนั้น คือ บริการขนส่งผู้โดยสารที่รวดเร็ว และพื้นที่โฆษณาขนาดใหญ่ อีกทั้ง Shopping Mall ขนาดกลาง ซึ่งแน่นอนว่า บริการขนส่งผู้โดยสารนั้น สามารถสร้างคุณค่าต่อลูกค้าได้จริง เนื่องจากสามารถขนส่งผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็วจริง(สำหรับพื้นที่ให้บริการ) แต่หากมองถึงศักยภาพการขยายตัวของคุณค่าแล้ว ณ ปัจจุบัน สามารถบอกได้ว่ายังไม่เต็ม 100% เพราะการขนส่งระบบรางยังไม่สมบูรณ์  ซึ่งอันนี้หากระบบรางสมบูรณ์ ก็จะส่งผลรวมไปถึง พื้นที่โฆษณาขนาดใหญ่ อีกทั้ง Shopping Mall ขยายตัวตามไปด้วย

Rareness: มีเพียงบริษัทนี้เท่านั้นหรือไม่ที่มีทรัพยากรนี้? ถ้าไม่ ความสามารถที่บริษัทใช้ทรัพยากรนี้สูงกว่าคู่แข่งอย่างไร?
ตอบ : ใช่ เพราะบริษัท เป็นผู้รับสัมปทาน แต่เพียงผู้เดียวในการบริหารระบบขนส่ง (รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรก) นี้ (ถึงแม้บริษัทจะไม่ได้รับบริหารสายอื่น สายนี้ก็ยัง ถือเป็นทรัพยากรของบริษัทอยู่ดี) ซึ่งทำให้การใช้ทรัพยากรนี้ไม่สามารถมีคู่แข่งขัน แต่หากพิจารณาความได้เปรียบในการได้มาซึ่งทรัพยากรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตแล้ว บริษัทฯ มีความได้เปรียบกว่า เนื่องจากมีผลงานและมีความพร้อม

Immutability: บริษัทอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายหรือไม่?
ตอบ : สามารถเข้ามาแข่งขันได้ สำหรับเส้นทางใหม่ที่จะมีขึ้นในอนาคต แต่ การเข้ามานั้นยาก เนื่องจากบริษัทมี ประสบการณ์ มีต้นทุน และมีผลงานที่เห็นแล้ว

Substitutability: มีทรัพยากรอย่างอื่นที่สามารถทดแทนกันและสามารถสร้างคุณค่าต่อลูกค้าได้เท่าเทียมกันหรือไม่?
ตอบ : สำหรับปัจจุบันก็คือรถยนต์ส่วนตัว และรถสาธารณะทางเลือกอื่น แต่ก็ไม่สามารถสร้างความรวดเร็วได้เท่ากับของบริษัท แม้แต่การขนส่งระบบรางอีกเส้นทางหนึ่งก็ไม่ใช่คู่แข่งขัน เพราะไม่มีเส้นทางที่ซ้ำซ้อนกัน แต่จะสนับสนุนกันและกัน

Appropriability: ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จริงๆจากทรัพยากรนี้
ตอบ : ทรัพยากรนี้ บริษัทยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ อย่างเต็มความสามารถเนื่องจาก ระบบขนส่งที่ยังไม่เต็ม 100% แต่หากเต็ม 100% แล้ว (ไม่ว่าบริษัทจะได้เป็นผู้ได้บริหารเส้นทางใหม่หรือไม่ก็ตาม) บริษัท ก็จะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรนี้เพิ่มขึ้นจนถึง 100%  

ผิดถูกอย่างไรขอให้ท่านประธานชี้แนะด้วยครับ  :D  :D
ไม่เก่งทั้งวิเคราะห์เทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน แต่เราก็ยังรั้นที่จะรวยเพราะหุ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
ply33
Verified User
โพสต์: 592
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 103

โพสต์

Mon money เขียน:เพ่งหายป่วยจากการกินยาเลิกบุหรี่ที่คุณวิบูลย์หามาให้กิน สรุปว่าเลิกได้สมบูรณ์แบบแต่ปางตายเลยทีเดียว ทั้งอาเจียร ทั้งกินไม่ได้ นอนไม่หลับ หลายวัน

คำถามของทังสองท่านนั้น สักพักผมจะมาตอบนะครับ แต่คุณ PLY ลองหาตัวอย่างเรื่องความฝันกับความจริงมาอวดกันหน่อย ผมว่าเยอะนะ พวกบริษัทที่ชอบtake overแล้วว่าจะโตหลายๆเท่าตัว
ขอให้ท่านมน หายเร็วๆนะครับ

ส่วนการบ้านนั้นผมพยายามตั้งคำถาม และอ่านบทความซ้ำหลายๆรอบเพื่อให้ตกผลึกทางความคิดฮะ และจะขอแจมคุยในเรื่อง"กลยุทธ์ทางการตลาด"และ กรณีศึกษาต่างๆ(Case Study) เพื่อเป็นข้อสังเกตและเสริมที่ท่านมนเสนอเรื่อง Value ของ Business แล้วกันครับ (อาจจะไม่มีประโยชน์เท่าไรแต่ลองคิดตามเล่นๆแล้วกันครับ)

ขอคุยที่ท่านมนฝากไว้ด้วยครับ
เรื่องตัวอย่างการสร้างฝันให้ผู้ถือหุ้นเพื่อการสร้าง ราคา ลวงที่ผ่านมาคงเห็นกันมากในบ้านเราเช่น สวนเอ็นและพักผ่อนนอกสถานที่ (อิอิ) ที่ผ่านมาเช่นว่าจะไปควบรวม บริษัทโน้น นี้ จะมีโครงการใหญ่โต จะมีผลตอบแทนดี จนแมงเม่าร่วงเป็นเบือ แต่กรรมการก็ทำอะไรไม่ได้ (เหอๆ)


ขอเปลี่ยนเรื่องเป็นเรื่อง "กลยุทธ์ทางการตลาด" ดีกว่า (อิอิ)

ตั้งแต่ประมาณปี 1980 ได้ที่ Michale E. Porter Guru ทางการตลาดแห่ง Harvard U. เสนอ Five Forces Model (รายละเอียดหาอ่านจากเวบได้ครับ) ที่เน้นไปที่การแข่งขันเชิงคุณภาพ หรือ Competitive Advantage, Competitive Strategy เนื่องจากเวลานั้น อเมริกากะลังแย่แล้ว CEO ทั่วหล้าก็หาทฤษฎีใหม่ๆเพื่อมาปรับปรุงบริษัทของตนอยู่ครับ ตั้งแต่นั้นมาก็มีคนนำไปใช้มากมาย โดยเป้าหมายง่ายๆคือฟาดฟันคู่แข่งให้นองเลือด ตายไป ยอมแพ้ไป เพื่อที่เราจะได้มีชัยชนะและได้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นผู้นำตลาดครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเมื่อก่อน ญี่ปุ่นผลิตของลอกเลียนแบบเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี แล้วนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเองภายหลัง แต่ตอนแรกๆจะไม่มีคุณภาพมาก ลองถามรุ่นพ่อ แม่เราดูครับ ของJap ตอนนั้นห่วยมากๆ แต่หลังจากผลิตเป็นแล้ว เรียนรู้ตลาดแล้ว มี Economy of Scale แล้วก็มา เน้น เรื่อง Product Quality ทีหลังพร้อมทั้งต้นทุนแรงงานทางเอเชียที่ถูกกว่าทำให้ตีตลาดได้มาก แต่จุดแข็งก็คือราคาถูกกว่า และคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ

หรืออย่าง Coca Cola (Coke) และ Pepsi นั้น Product แทบจะทดแทนกันได้(แต่แฟนพันธุ์แท้อาจจะแย้งได้) Coke ไปทำตลาดที่ไหน Pepsi ต้องไปด้วย
ในบ้านเรา Cell Phone Operator จะเห็นได้ง่ายเพราะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ที่แข่งขันกันจนเลือดตกยางออก สุดท้ายก็ไม่พ้นการตัดราคา No. 3 อาศัยจังหวะที่ No.2 เพลี้ยงพล้ำ ออกมาหมายจะแย่งลูกค้าเพื่อให้คุ้มทุนตามทฤษฎีฐานลูกค้า แต่No.2 ตั้งลำได้สวนกลับทันควัน ทำให้เกิดการตะลุมบอนกันขึ้นและตัวเลขลูกค้าเริ่มไหลจาก No.1 No.2 ไปยังNo. 3 และ No.3 กลับไปยังNo.2 ยื้อกันไปมา สุดท้าย ยักษ์ No. 1ขึ้นเวทีมา Upper Cut ใส่ No.2 & No.3 ผลคือ No.2 & No.3 ถูก TKO ไปพร้อมๆกันในหมัดเดียว :)

นั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีของ Porter นั้นสุดท้ายเมื่อต่างคนต่าง แข่งเรื่องคุณภาพ เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าคู่แข่ง แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่ การใช้กลยุทธ์ราคา เท่านั้น ทำให้เกิดผลเสียต่ออุตสาหกรรม โดยรวม(แต่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ซึ่งผมเห็นด้วย) แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มี ทฤษฎีทางการบริหารใหม่ๆที่ออกมาเป็นที่ยอมรับแทนของ Porter แต่เมื่อเร็วๆมานี้มีผู้เสนอ ทฤษฎีใหม่ Blue Ocean Strategy (BOS) คือการสร้างตลาดใหม่ การสร้างความแตกต่าง เพื่อจับจองความต้องการใหม่ของผู้บริโภคในตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และชี้นำตลาดได้ แล้วก็มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับกรณีของ BOS คือ iPod ของค่าย Apple โดยที่บางอย่างเป็นเพราะ Apple วางหมากเองและบางปัจจัยมีคนอื่นช่วยหยิบยื่นให้

ขอทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ก่อนนะครับ :) มีความเห็นว่ายังไงกันบ้างครับ
0--- ฉลามเสือดาว ล่องลอยไปในทะเลกว้างใหญ่ ---0
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 104

โพสต์

ของคุณpathน่าสนใจครับ แต่ต่อจากนี้ผมจะเสนอเรื่องที่คุณpathสามารถวิเคราะห์ต่อได้ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นอย่างไงต่อไป

ส่วนคุณPLYก็น่าสนใจไม่น้อย ในกลุ่มนักคิดของอเมริกา แบ่งเป็นสองขั่ว คือขั่วของ Porter กับขั่วของ Boston consulting

Porter เสนอกลยุทย์สร้างการแข่งขัน และวางตำแหน่งของธุรกิจ เช่น Cost leadership, differentiate, nich ทฤษฎีของPorter โด่งดังและเป็นที่ยอมรับมานานจนกระทั่ง....

BCG ได้ออก Blue Ocen Strategy ออกมา แถมเกทับว่าของมันมีอยู่แล้ว ทำกันมาอยู่แล้ว เช่น SONY workman, LEXUS, etc. Blue Ocen อาจจะไม่ได้เป็นทฤษฎีแต่เป็นงานวิจัยที่บอกว่า เรามาหาที่ตกปลาที่ยังไม่มีใครสนกันดีกว่า กว่าใครจะมาแย่งตกปลาเราก็ตกไปเกือบหมดบ่อแล้ว และที่สำคัญธุรกิจใหม่นี้จะต้อง ทั้งLow costและdiferentiate ซึ่งแน่นอนต้องมีกำไรมากและแตกต่าง ลืมเรื่องการแข่งขันไปได้เลย(การแข่งขันเป้นเรื่องไร้สาระมากๆในยุคน่านน้ำสีคราม) เช่นSony workman ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนเดินฟังเพลง Sonyเลยทำวิทยุขนาดเล็ก(Low cost) และไม่มีใครกล้าผลิตสินค้าบ้าๆนี้ออกมา ปรากฎว่า SONY รับไปคนเดียวเต็มๆ ผมว่า JOB แห่ง Apple ก็เอาแนวคิดนี้ไปใช้กับ IPOD จนรับเละไปเช่นเดียวกัน

สรุปได้ว่า Customer Value นั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา ทรัพยากรที่มีจะต้องปรัเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเช่นกัน โดยเฉพาะกับทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรนั้นถูกเลียนแบบและทดแทนได้ตลอดเวลา และสุดท้ายบริษัทจะได้ประโยชน์จากBusiness Modelนั้นในเวลาอันสั้น และสั้นลง สิ่งที่ต้องทำคือคิดให้ไว ไม่ลอกเลียนแบบ หาบ่อตกปลาที่ใหม่และปลาชุม และเหยื่อตกปลานั้นจะต้องน่าลิ้มลองสำหรับปลาด้วย เพราะปลาสมัยนี้ฉลาดเลือกและระวังตัว

เห็นไหมว่า JOBแกหาเหยื่อมาล่อปลาใหม่ได้แล้ว และแค่ปรับปรุงอะไรนิดหน่อยๆก็กลายเป็น Iphoneได้แล้ว แถมยังใช้ทรัพยากรเดิมได้อย่างน่าถึง สุดท้ายอะไรๆก็ไปตกที่ทรัพยากรบุคคล

เอ...ผมว่าผมเผลอตอบคุณPathไปแล้วด้วยนะนี่
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
path2544
Verified User
โพสต์: 543
ผู้ติดตาม: 0

ในความเห็นผมนั้น..

โพสต์ที่ 105

โพสต์

สำหรับความเห็นผมนั้น

ผมว่า Business Model ถ้าจะมองจริง เราคงจะต้องแยกออกว่า เราเป็นนักลงทุนในตำแหน่งไหนครับ

เท่าที่ความรู้ผมมี ผมมองว่ามี 2 ตำแหน่ง คือ

1. ตำแหน่งของนักลงทุนที่เข้าลงทุนในช่วง Start Up พวกนี้ คือ Venture Capital ซึ่งใช้ระยะเวลาลงทุนไม่เกิน 3-5 ปี แล้วถอย
ไม่เก่งทั้งวิเคราะห์เทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน แต่เราก็ยังรั้นที่จะรวยเพราะหุ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
NinjaTurtle
Verified User
โพสต์: 506
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 106

โพสต์

ขอแจมหน่อย

ผมมองว่า key Success factor ของไอพอดนั้นอยู่ที่บริการ Download ของซอฟแวร์ iTune นะครับ

ก่อนหน้าไอพอดตลาดเองก็มีเครื่องเล่น MP3 ออกมาแล้วหลายเจ้าแต่ก็ทำรายได้ไม่ถล่มทลายเท่าไหร เพราะถ้าจะหาเพลงมาใส่ก็ต้อง Rip เอาเพลงออกมาจาก CDแล้วทำเป็น MP3 เอง หรือก็ไปยืม(ก๊อป) เพลงเถื่อนมาจาก Napster ตอนนั้นทำเอาค่ายเพลงเต้นกันเป็นฮิปฮอปเลย เพื่อนที่อยู่ในหอพักมหาลัยใหญ่ บอกว่าเน็ตในหอแบนห้ามใช้ Napster เพราะทราฟฟิกเกื่อน 90% เป็นการโหลดเพลง

Jobs ตกลงกับค่ายเพลงที่ยังมะงุมมะงาหรากับการหาทางทำให้คนมาโหลดเพลงจากทางค่ายอย่างถูกต้อง Jobs เสนอว่าจะเป็นนายหน้าจัดการให้พร้อมการอนุญาติให้เพลงที่โหลดจาก iTune สามารถก๊อปปี้ไปใช้งานพร้อมกันไม่เกิน 3 อุปกรณ์ แต่ใช้ได้กับเครื่องเล่น MP3 ของiPod เท่านั้น

ลูกค้าได้ประโยชน์คือ

1.คิดค่าโหลดเพียง 99c./เพลง ซึ่งถูกมากแล้วก็เลือกเฉพาะเพลงที่ชอบได้จากมากมายหลายค่ายใหญ่เพลงดังๆ  ถ้าค่ายเพลงทำเองก็ต่างคนต่างทำลูกค้ากว่าจะซื้อเพลงได้ครบคงต้องไล่หาสมัครโหลดเพลงมันทุกค่ายวุ่นพิลึก
2. ถูกกฏหมายไม่ต้องกังวลต่อจิตสำนึกของตัวเองว่าใช้ของขโมย มีภาพอัลบั้มแสดงให้ดูบนหน้าจอด้วย (บางคนส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ่ายแลกกับความสะดวก และได้ความภูมิใจว่าเขาเองก็สนับสนุนศิลปินที่เขาชอบ)
3. คุณภาพดีแล้วไม่ต้องมานั่ง Rip เพลงเอง (ตอนนั้น Napsster ถูกปิดไปแล้ว) แต่เพลงที่โหลดมาใช้ได้กับเครื่องเล่น iPod เท่านั้นนะ

4. เครื่องiPod designสวย อินเตอร์เฟสใช้งานง่าย โหลดเพลงง่าย  99c./เพลง  Apple ทำกำไรจาการโหลดเพลงน้อยมากแต่ไปได้จากการขาย iPod แทน แถมมันยังสวยน่าใช้ด้วย

คนที่ผลิต MP3 ก่อน Apple ไม่ได้คิดถึงว่าลูกค้าเขาจะไปหาเพลงมาจากไหน (เรื่องของมรึง)
ค่ายเพลงก็ไปนั่งไล่บี้คนโหลดเพลง คนจัดหาให้มีการดาวน์โหลด (เรื่องของกรู)
ลูกค้าต้องไปนั่งRip เพลงเอาเอง(เรื่องของมรึง)
แถมยังจะมีบางค่ายใส่ virus มาในแผ่น CD เพลงเพื่อป้องกันลูกค้าเอาไปทำ MP3 (เรื่องของกรู)

กลับมาเข้าเรื่อง
Value Apple คิดแบบTotal Solution ให้กับลูกค้าครับ
ซื้อ iPod ไปแล้วจะเอาเพลงมาจากไหน (iTune)
ราคาเหมาะสมไหม (99c. ถ้าไปซื้อ CDเพลงที่ร้านตกแผ่นละ 13-18 เหรียญ)
มีเพลงให้เลือกเปล่า(ค่ายใหญ่ทุกค่าย)
ข้อจำกัดเยอะไหม (เพลงที่โหลดมาก๊อปไปใช้พร้อมกันได้ไม่เกิน 3 อุปกรณ์ ดีกว่าแนวคิดของค่ายเพลงโหลดแล้วห้ามก๊อป)

Rareness ใช่เพราะที่จะโหลดเพลงได้เยอะค่ายที่สุด ในราคาเท่านี้มีเจ้าเดียว และมีเพียงเคื่รองเล่น iPod เท่านั้นที่ใช้ฟังเพลงจาก iTuneได้

Immutability เครื่องเล่น MP3 เป็นเทคโนโลยี่ที่ทำตามกันได้ Microsoft ก็ลองแล้วยอดขายไม่ไปไหนทั้งที่ราคาก็น่าสนใจกว่า
แต่เพลงที่มีให้เลือกโหลดผ่าน iTune ทำยาก ถ้าเจ้าอื่นมีความสามารถที่จะเจรจาต่อรองได้เท่ากับ Apple ทาง Sony เองก็เคยลองแต่ไม่สามารถดึงค่ายเพลงมาได้หมดเพราคงติดที่ Sony เองมี Sony Record อยู่

Substitutability มีการศึกษาแนวโน้มว่าลูกค้าจะหันมาฟังเพลงจากโทรศัพท์แทนที่จะพกอุปกรณ์แยกกันสองตัว ก็คงเป็นสาเหตุว่าทำไม Apple ถึงลงมาเล่นตลาดโทรศัพท์ด้วย iPhone ถ้าตลาดจะไปต่อจากเพลงไปเป็นโหลดหนัง หรือรายการทีวี เขาก็เตรียม AppleTV ไว้ต่อดูที่บ้านอีก

Appropriability ขายเครื่องเล่นที่แพงกว่าชาวบ้านเขาแถมขายได้เยอะกว่า ใช้ง่าย ขายเพลงก็ได้ส่วนแบ่งด้วย มีแนวโน้มว่าจะข้ามไปขายหนหัง ขายวิดีโอ รายการทีวีทีโหลดผ่าน ITune ต่อได้อีก อุปกรณ์เสริมถ้าจะให้ใช้ได้กับ iPod ต้องไปจ่ายตังค์ให้ Apple รับรอง Made for iPod อีก ไปได้เรื่อยๆ


เขียนจากความทรงจำอาจมีผิดผลาดได้ขออภัยด้วย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 107

โพสต์

ต่อจากนี้ใครที่จะวิเคราะห์บริษัทแล้วมาคุยกันก็ได้นะครับ

สำหรับตอนนี้ ผมมาพูดกันเรื่อง Competitive advatage ถ้าเรามาพิจารณาที่ VRISA เราจะเห็นว่าปัจจัยบางอย่างถ้ามันเปลี่ยนไปมันจะทำให้บริษัทนั้นเกิด Temporary Competitive advatage อย่างเช่น ถ้าCustomer value ทำได้ดี เปลี่ยนแปลงไม่บ่อย(เช่นโค๊ก) แต่เลียนแบบได้ไม่ยาก อย่างนี้เรียกว่า Temporary Competitive advatage แต่ถ้าทุกอย่างคำตอบเป็นใช่หมดเรียกว่า Sustainable Competitive advatage ซึ่งไม่ค่อยมี

ทีนี้ขอให้พวกเราช่วยกันคิดหน่อยว่า ใน VRISA นี้ถ้าขาดอะไรบ้างจะเป็นอะไร ทั้งนี้เป็นคำถามและคำตอบที่นักลงทุนอย่างเราต้องหาให้เจอและคิดเอาไว้ เพราะทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง

สำหรับข้อคิดของคุณ Pathนั้นน่าสนใจ(อีกแล้ว) แต่ขอเปลี่ยนจาก Business Life cycle ไปเป็น Product life cycleจะเหมาะกว่า เพราะถ้าเอาทั้งBusiness เลยนั้นไม่ต้องคิดมากครับ เลือกลงทุนในธุรกิจ Commodity ในช่วงขาขึ้นก็OKแล้ว แต่นี่เรากำลังจะหาของดีที่ถือได้นานๆแบบ Buffett ผมว่าแกหาบริษัทที่Business Model เจ๋งๆเท่านั้นนะครับ

ต่อไปเราผมจะชวนคุยเรื่อง Intangible Assetsครับ สนใจให้ยกมือขึ้น

เออ...การวิเคราะห์ของน้องเต่านี่ดีขึ้นเป็นกอง ถ้าบวกกับความรู้เรื่องบัญชีที่เคยเรียนมา คาดว่าตอนนี้คงเข้าขั้นแล้วนะนี่

ปล.มีคนให้ผมเน้นว่าตัวอย่างที่ยกมากันนั้นเป็นเพียงกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่ได้คิดวิเคราะห์กันแบบละเอียด ดังนั้นใครหยิบเอากรณีศึกษาไปใช้แล้วเดือดร้อนขึ้นมาก็ควรสมน้ำหน้าตัวเองนะครับ ควรนำเอาหลักคิดไปวิเคราะห์ให้ละเอียดรอบคอบด้วยตนเอง หรือปรึกษาหารือกับพรรคพวกให้กระจ่างก่อนพร้อมทั้งตรวจงบการเงินอย่างละเอียดด้วยจะดีมากๆ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
path2544
Verified User
โพสต์: 543
ผู้ติดตาม: 0

มาคิดดูแล้ว...

โพสต์ที่ 108

โพสต์

มาคิดดูแล้ว

การใช้คำว่า Business Life cycle อาจกว้างไปจริงๆๆ เพราะถึงแม้ว่า
ไม่เก่งทั้งวิเคราะห์เทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน แต่เราก็ยังรั้นที่จะรวยเพราะหุ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
NinjaTurtle
Verified User
โพสต์: 506
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 109

โพสต์

Intangible Asset

An asset that is not physical in nature. Corporate intellectual property (items such as patents, trademarks, copyrights, business methodologies), goodwill and brand recognition are all common intangible assets in today's marketplace. An intangible asset can be classified as either indefinite or definite depending on the specifics of that asset. A company brand name is considered to be an indefinite asset, as it stays with the company as long as the company continues operations. However, if a company enters a legal agreement to operate under another company's patent, with no plans of extending the agreement, it would have a limited life and would be classified as a definite asset.  
 
While intangible assets don't have the obvious physical value of a factory or equipment, they can prove very valuable for a firm and can be critical to its long-term success or failure. For example, a company such as Coca-Cola wouldn't be nearly as successful were it not for the high value obtained through its brand-name recognition. Although brand recognition is not a physical asset you can see or touch, its positive effects on bottom-line profits can prove extremely valuable to firms such as Coca-Cola, whose brand strength drives global sales year after year

มาดันกระทุ้  :lol:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 110

โพสต์

ยังไม่เลิก

มาต่อกันที่ "สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน" ความหมายของผมไม่ใช่ Goodwill แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าจริงๆ หาได้ยาก ประเมินยาก

ตอนนี้นั่งดื่มโค๊กอยู่ Warren Buffett บอกว่าคำว่า "โคค่า โคล่า" มีค่าเกินกว่าจะประมาณได้

"ไวอาก้า" ไม่ใช่แค่ยาขยาดหลอดเลือด แต่มันทำให้หนุ่ม(น้อย) ซู่ซ่า

คำว่า "แลนด์แอนเฮ้า" ใครๆก็อยากอยู่ในโครงการนี้

คำว่า "มาม่า" มีค่ามากกว่าซองละ 5 บาท

ความรู้ที่คุณมี ประมาณมาหน่อยซิว่ามีค่าเท่าไร?

อันสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนนี้ ท่านว่าให้ประเมินจากผลต่างระหว่าง Market Value กับ Book Value แล้วใช่สามัญสำนึกเอาว่า น่าจะใช่ไหม?

ส่วนผมเชื่อท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านว่า "ใช้เงินเท่าไร ทำลายคำว่า โค๊ก ให้หายไปจากโลกนี้ได้ ก็เท่านั้นแหละ"

ในอดีต Unilever ใช้เงินจำนวนหนึ่งมากเอาการ(จำบ่ได้)ซื้อคำว่า "ไอศครีมโฟโมส" แล้วทำให้มันหายไปจากประเทศไทย ตอนนี้เหลือแต่ นมโฟโมส

กะอีแค่คำว่า"ไอศครีมโฟโมส" ทำไมมันแพงจริง ดังนั้น คำว่า "ไอศครีมวอลล์" จึงน่าจะมีราคาพอๆกับคำว่า"ไอศครีมโฟโมส" ท่านว่าไหม?
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Series7
Verified User
โพสต์: 72
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 111

โพสต์

ขอหนูถามนิดนึง เท่าหนูลองอ่านมาเรื่อยๆๆ ถึงตอนท้ายๆๆ มันเป็นเรื่อง value base managment รึเปล่า ที่เข้าไปจับถึง biz model ของ แต่ละ บริษัท รึว่าหนูมั่วไปเอง
Not born to be; but try to be...
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 112

โพสต์

Series7 เขียน:ขอหนูถามนิดนึง เท่าหนูลองอ่านมาเรื่อยๆๆ ถึงตอนท้ายๆๆ มันเป็นเรื่อง value base managment รึเปล่า ที่เข้าไปจับถึง biz model ของ แต่ละ บริษัท รึว่าหนูมั่วไปเอง
ขอแซวSignatureหน่อยดิ "ไม่เสี่ยง ไม่รวย" เชยนะหนูนะ ของเฮีย ต้อง "ไม่ขยัน ไม่รวย" หรือ "ไม่ขอเสียง ไม่ขอเสียว แต่ขอรวย" อิ อิ

Value base Management การบริหารบนมูลค่า? น่าจะใช่มั่ง แต่เท่าที่ศึกษา Biz Model มานี่ พวกเอาความรู้หลายแขนงมาวิเคราะห์ไปหมด สุดท้ายมันก็แค่

Value Vs. Price และ บริษัทได้กำไร ลูกค้า คู่ค้าได้ผลประโยชน์ เป็นการประสานประโยชน์โดยรวม

ไอ้การที่จะว่ากันแต่ข้อมูลเชิงปริมาณมันก็ไม่ถึงใจ จึงเอามาประเมินกันเป็นตัวเลขให้มันดิ้นได้เล่นก็เท่านั้น
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Series7
Verified User
โพสต์: 72
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 113

โพสต์

ว้าย โดนล้อเลย    :oops:   แหมๆๆ ก้ออ่านจากพ่อรวยนะคะ พบ พ่อที่ขยันทำงาน ทำแต่งาน ไม่รวยเลย ส่วนพ่อที่รู้จักลงทุน รวยจัง หนูว่า หนูคงแปลนัยยะของหนังสือไม่ผิด ส่วนพ่อหนู ไม่ว่าจะเป็นยังไง หนูก้อรักคะ ... ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยทำให้กระจ่างชัดเรื่อง biz model จะขยันทำการบ้านหาความรู้ต่อไป .. :D
Not born to be; but try to be...
ภาพประจำตัวสมาชิก
path2544
Verified User
โพสต์: 543
ผู้ติดตาม: 0

อันนี้..

โพสต์ที่ 114

โพสต์

Value Vs. Price และ บริษัทได้กำไร ลูกค้า คู่ค้าได้ผลประโยชน์ เป็นการประสานประโยชน์โดยรวม

ไอ้การที่จะว่ากันแต่ข้อมูลเชิงปริมาณมันก็ไม่ถึงใจ จึงเอามาประเมินกันเป็นตัวเลขให้มันดิ้นได้เล่นก็เท่านั้น
อันนี้เหมือนสูงสุด คืนสู่ สามัญ  (แบบในหนังจีนไงไม่รู้นะ)  :D  :D  :D

ปล. ล้อเ่ล่นครับๆๆ  :D  :D

ในความเห็นผมว่า Goodwill ก็จัดเป็น Intangible Assets อย่างหนึ่งนะครับ แต่ Intangible Assets มีความหมายกว้างกว่า จริงเปล่าครับ
"ไวอาก้า" ไม่ใช่แค่ยาขยาดหลอดเลือด แต่มันทำให้หนุ่ม(น้อย) ซู่ซ่า


จากตัวอย่างของท่านประธาน เรื่อง ไวอาก้า อันนี้มีข้อสอบถามครับ เท่าที่ผมจำได้ ไวอาก้า เกิดจากความบังเอิญ แบบนี้ ถ้าถือว่าเป็น Intangible Assets แล้ว ที่ดินรกร้างของบริษัท ซึ่งบังเอิญ มีศูนย์ราชการไปตั้งข้างๆ หรือมีถนนตัดผ่าน (แล้วที่ดินกลายเป็นที่สวยขึ้นมา) จะจัดเป็นอะไรครับสำหรับ Value ที่เพิ่มขึ้น
ไม่เก่งทั้งวิเคราะห์เทคนิค ปัจจัยพื้นฐาน แต่เราก็ยังรั้นที่จะรวยเพราะหุ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 115

โพสต์

เมื่อกี้เขียนซะยาวดันร่วน คราวนี้เอาใหม่ง่ายๆละกัน

ที่ว่าบริษัทนั้นมี Business Model ที่ดีนั้นดูได้อย่างไร ผมและวิทยากรท่านอื่นมักจะบอกว่า เราต้องคอยสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของ พฤติกรรมของผู้บริโภค และดูว่าบริษัทไหนออกแบบธุรกิจเพื่อรองรับพฤติกรรมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในระยะยาว
และอะไรเล่าที่จะเป็นตัวกำหนดว่า พฤติกรรมของผู้บริโภค นั้นกำลังจะเปลี่ยนไป!
ผมพอจะรวบรวมออกมาได้ 4-5 ประเด็นที่อยากจะฝากคุณๆไว้ให้คอยสังเกตจากตัวท่านเอง จากคนรอบข้าง ทั้งจากกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บริโภคด้วยกันทั้งสิ้น

1.รสนิยมและความชอบ คำถามที่ว่า ทำไมผู้คนจึงซื้อของ เป็นคำถามที่นักการตลาดและนักโฆษณาสนใจเป็นอย่างมาก รสนิยมและความชอบนี้เป็นส่วนสำคัญที่แสดงถึงความชอบและไม่ชอบของผู้บริโภคในการบริโภคสินค้าและบริการเหล่านั้น หรือแม้บางครั้งผู้บริโภคยังไม่เข้าใจว่าสินค้าหรือบริการนั้นๆตอบสนองรสนิยมและความชอบของเขาหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำก็คือการประชาสัมพันธ์สินค้า ไม่ว่าจะออกมาในรูปโฆษณา หรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย ดังนั้นเราสามารถหาข้อมูลส่วนนี้ได้จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อีกทั้งข้อมูลจากการโฆษณายังบอกเราได้ถึงตลาดเป้าหมายที่บริษัทตั้งเอาไว้ ส่วนนี้ผมขอยกตัวอย่างชัดๆเช่นการโฆษณาCondominium ที่ใกล้แนวรถไฟฟ้า จะสังเกตได้ว่าเน้นไปที่ตลาดของคนกลุ่มเริ่มทำงาน และต้องการความสะดวกในการเดินทาง ราคาสมเหตุสมผล เหมาะกับตลาดกลุ่มนี้

2.รายได้ แน่นอนครับไม่มีรายได้ก็ไม่มีเงินจะไปซื้อของ เด็กและวัยรุ่นมีรายได้จากพ่อแม่ วัยทำงานมีรายได้จากการทำงาน ผู้สูงอายุมีเงินสะสม ถ้าผู้บริโภคมีรายได้มากขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้น อีกทั้งยังใช้เป็นข้อมูลในการแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นส่วนๆเพื่อกำหนดลูกค้าเป้าหมาย ผมเห็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์บางบริษัทกำหนดตลาดเป้าหมายโดยใช้ปัจจัยนี้อย่างชัดเจน ส่วนบางบริษัทนั้นยังค่อนข้างคลุ่มเครือว่าจะเอากลุ่มไหน แต่หลังๆเน้นไปที่ความคุ้มค่าสมราคา ไม่แพงอย่างที่คิด คงจะเน้นไปที่กลุ่มที่มีรายได้สูงขึ้นมาและให้ความสำคัญต่อมูลค่าต่อสิ่งที่ได้มา

3.ความคาดหวังในอนาคต ปัจจัยเรื่องความคาดหวังในอนาคตนี้ค่อนข้างกว้างมากเช่น ถ้าเราซื้อรถยนต์หรือเครื่องใช้ที่ต้องการการบริการหลังการขาย เราคงไม่เลือกสินค้าและบริการนั้นๆเพราะเพียงแค่ในขณะที่ซื้อ(เช่นรูปทรงที่สวยงาม, ราคาถูก) แต่เราคงต้องพิจารณาถึงการบริการหลังการขายในอนาคตและจะยังคงมีสินค้าตรานี้ขายในระยะยาวหรือไม่เป็นสำคัญ อีกประเด็นหนึ่งที่พบเห็นกันคือ การคาดการว่าสินค้านั้นจะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต เราสามารถเห็นการเตรียมการของบริษัทที่รองรองรับความคาดหวังของลูกค้าได้จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์นั่นเอง

4.จำนวนผู้ซื้อ แน่นอนครับว่าผลิตสินค้าและบริการออกมาถ้าไม่มีผู้ซื้อก็ไม่รู้จะไปขายใคร และที่สำคัญกว่านั้น รสนิยม, ความชอบ, รายได้ และความคาดหวัง ของผู้บริโภคนั้นไม่เหมือนกัน เช่นในแต่ส่วนส่วนของประเทศนั้น รสนิยมและความชอบ ก็ไม่เหมือนกัน คนที่อยู่ในวัยต่างกันก็มี รสนิยม, ความชอบ, รายได้ และความคาดหวัง ไม่เหมือนกัน จำนวนผู้ที่จะซื้อสินค้านั้นมากพอที่จะทำให้บริษัทมีกำไรคุ้มกับการลงทุนไปหรือไม่ เราอาจจะเห็นตามหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารธุรกิจที่ลงรายละเอียดการวิจัยเรื่องพวกนี้อยู่บ่อยๆ ดูการออกข่าวของบริษัทเรื่องกลุ่มเป้าหมายของบริษัทว่าสมเหตุสมผลหรือไม่อยู่เป็นประจำ

5.สินค้าที่ใช้ร่วมกับสินค้าหลัก และสินค้าทดแทน สินค้าและบริการหลายชนิดจำเป็นต้องมีสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ร่วมกัน เช่นรถยนต์ต้องใช้น้ำมัน โทรศัพท์ต้องใช้กับเครือข่าย กาแฟต้องใช้คู่กับครีมและน้ำตาล สำหรับสินค้าทดแทนนั้นเช่น NGVทดแทนน้ำมัน โทรศัพท์มือถือทดแทนโทรศัพท์บ้าน คอมพิวเตอร์ทดแทนเครื่องพิมพ์ดีด ถ้าสังเกตให้ดีตอนนี้โทรศัพท์มือถือกำลังจะทดแทนกล้องดิจิตัล  คุณๆสังเกตกันไหมครับว่าในชีวิตประจำวันของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ถ้าท่านไม่มีครีมชงกาแฟท่านอาจใช้นมข้นแทนได้ ท่านไม่พกกล้อง(ที่แม้จะบ้างเฉียบ)ไปเที่ยวเพราะโทรศัพท์มือถือของท่านก็มีกล้องคุณภาพสูงติดมาด้วย ท่านจะไปซื้อของที่ซูปเปอร์สโตร์แทนร้านค้าข้างบ้าน ปัจจัยเหล่านี้นั่นเองครับที่ค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ผู้บริโภคไม่เว้นแม้แต่ตัวคุณเอง ไม่ว่าปัจจัยนั้นจะเป็นราคาของสินค้าส่วนควบหรือสินค้าทดแทน ความสะดวกและความตื่นตาตื่นใจ(ประสบการณ์)ในการใช้งานหรือบริการ ส่วนนี้ท่านต้องดูว่าบริษัทสามารถ ล็อคลูกค้า(Lock-in) ให้อยู่ได้อย่างไร เช่นติดตังระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ฟรี แต่ถ้ายกเลิกก่อนกำหนดต้องถูกปรับ ส่วนบางธุรกิจจะสร้างเครือข่ายให้คนมาใช้มากๆคนที่จะออกจากระบบจะออกได้ยากเพราะจะเกิดความไม่สะดวก(เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง) ส่วนบริษัทที่จะส่งสินค้าทดแทนจะลดต้นทุนในการย้าย(Switching cost) ของผู้บริโภคอย่างไร เช่นถ้าจะให้คนใช้NGVเพิ่มขึ้นก็ลดราคาค่าติดตั้งถังลง หรือประชาสัมพันธ์ให้ใช้แก๊สโซฮอลซึ่งถูกกว่าน้ำมันให้มากขึ้น

คราวหน้าจะมาขยายความครับ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
hongvalue
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2703
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 116

โพสต์

Mon money เขียน: Value = 56,402.03 x 0.1x(1+0.1)^5 = 9,083.60 ล้านบาท ในอีกห้าปีข้างหน้า

ปัจจุบัน FCF 2006 ~ 1,039 ล้านบาท ถ้าจะแซงได้จริงในห้าปีจะต้องโตประมาณ 8.20% ทบต้นไปอีกห้าปีข้างหน้า


ผมถามหน่อยได้ไหมครับว่า จากสูตรข้างบน เราจะคำนวณยังไงครับว่า

ได้ g ออกมาที่ 8.20% ใครทราบโปรดบอกด้วยครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
bikkii
Verified User
โพสต์: 38
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 117

โพสต์

วันนี้ไปอบรมฟังสัมมนา ของพี่ มนมาครับ

ดูจะเป็นอันที่มีประโยชน์มากๆสำหรับพัฒนาความรู้
แต่ดูจะยากจังแฮะ


วันนี้เอาตัว biz model ของยี่ห้อสินค้าzaraมาให้ลองอ่านครับ

น่าจะเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมาครับ
เป็นตัวที่มาจากหนังสือthaicoonครับ

http://thaicoon.files.wordpress.com/200 ... -brand.pdf

โฆษณา เว็บของทางพี่เค้าด้วยละกันครับ

คนเขียนเป็น บก ของนิตยสารthaicoonนำบทความต่างๆมาเขียนครับ

หวังว่าจะเกี่ยวกับbiz modelนะครับ

www.thaicoon.wordpress.com
ภาพประจำตัวสมาชิก
ply33
Verified User
โพสต์: 592
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 118

โพสต์

หลังจากไปอบรมกับพี่มนมา ต้องไปทำการบ้านก่อนนะครับ ขอบคุณมากครับ
0--- ฉลามเสือดาว ล่องลอยไปในทะเลกว้างใหญ่ ---0
sphere
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 392
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 119

โพสต์

ผมเห็นว่ากระทู้นีมีประโยชน์เลยขุดขึ้นมาเสนอครับ เผื่อจะเอาไปเก็บในห้องกระทู้คุณค่า
Anti-Aircraft
Verified User
โพสต์: 807
ผู้ติดตาม: 0

ขอเปิดประเด็นเรื่อง Biz Modelต่อ

โพสต์ที่ 120

โพสต์

โห หลุดรอดไปได้ไงเนี่ย ขอบคุณทุกคน ทั้งท่านที่แชร์ความรู้กัน และท่านที่ขุดขึ้นมาให้  :bow:
อย่ายอมแพ้