..
- bigshow
- Verified User
- โพสต์: 730
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 31
ผู้จัดการรายวัน-ปี 48 จับตา กองทุนอสังหาพลิกโฉมคึกคัก คาดได้เห็นกว่า 10 กอง NAV รวมกันกว่า 20,000 ล้าน เป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนของนักลงทุน ความเสี่ยงต่ำนอนกินเงินปันผลสบาย
ปี 2548 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท "กอง 1" กำลังเป็นที่จับตามองหลังมีบลจ.ค่ายใหญ่จะเดินหน้าออกกองทุนประเภทนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน นอกเหนือไปจากการลงทุนในหลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน และกองทุนรวม
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องเนื่องจากสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพียง 2 กอง ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์บีโอเอ อพาร์ตเมนต์ หนึ่ง (BOAAPF) ของบลจ.บีโอเอ ที่จัดตั้งเป็นกองแรกเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2546 และของบลจ.วรรณ คือกองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก (BKKCP) จัดตั้งเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2546
โดยทั้งสองกองทุนสามารถให้ผลตอบแทนกับผู้ถือหน่วยในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีจ่ายจ่ายปันผลให้กับนักลงทุน โดย BOAAPF จ่ายปันผลแล้วสองครั้งรวม 0.4166 บาทต่อหน่วยลงทุน ด้านBKKCP จ่ายปันผลไปแล้วสามครั้งรวมจำนวน 0.413 บาทต่อหน่วยลงทุน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2548 คาดว่าจะเป็นปีทองของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่น้อยกว่า 10 กอง มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ BOAAPF, BKKCP มีมูลค่ากองทุนรวมเพียง 1,200 ล้านบาท
ดร.ศุภกร สุนทรกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ ฝ่ายวิศวกรรมการาเงิน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า ในปี 2548 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภท 1 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้าน ซึ่งประเมินจากบลจ.ทั้ง 14 แห่ง เปิดกองทุนอสังหาฯบลจ.ละ 1 กอง กองละ 1,000 ล้านบาท ก็รวมเป็น 14,000 ล้านบาท แล้ว
ในส่วนของเอ็มเอฟซีคาดว่าเอ็มเอฟซีจะจัดตั้งกองทุนอสังหาฯ 1 กอง โดยตั้งเป้าหมายกองทุนอสังหาฯที่จะจัดตั้งประมาณ 5,000 ล้านบาท
แต่อย่างไรก็ตามกองจัดตั้งกองทุนอสังหาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องตกลงกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตลาด หากใครสามารตกลงได้ก่อนก็จะสามารถเสนอขายหุ้นได้ก่อน
ทั้งนี้ในส่วนของเอ็มเอฟซีน่าจะได้เห็นในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2548 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใด ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ อาทิ แลนด์แอนด์เฮาส์ แนเชอรัลพาร์ค ที่ต้องการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์
ปี 2548 จะเป็นปีที่บูมมากของกองทุนอสังหาฯจะได้เห็นเป็น 10 กอง เพราะทุกบลจ.กำลังศึกษาและอยู่ระหว่างดำเนินการดิวส์จัดตั้งกองทุนอสังหา โดยต้องตกลงกับธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งในต่างประเทศกองทุนอสังหาบูมมาก แต่ในเมืองไทยกำลังรออยู่ที่ว่าใครได้ดิวส์ก่อนดิวส์ดี และตกลงได้ก่อน ก็สามารถขายไอพีโอได้ก่อน ซึ่งเอ็มเฟซีพยายามจับกระแสให้ทันนายศุภกร กล่าว
สำหรับรายแรกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จัดตั้งในปี 2548 นั้น คาดว่า จะเริ่มที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มิลเลียนแนร์ ของบลจ.วรรณ ซึ่งโดยจะเป็นกองทุนปิดไม่กำหนดระยะเวลา ขนาดของกองทุน 1,900 ล้านบาท โดยจะระดมเงินภายในวันที่ 24 มกราคม หลังจากนั้นจะเป็นจดทะเบียนและเข้าไปซื้อตึกมาลีนนท์และอาคารโปรดัคชั่นเฮ้าส์มาบริหาร
ทั้งนี้กองทุนอสังหาริมทรัพย์(กอง1) ระดมทุนเพื่อไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV) จะลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง ซึ่งกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นของกองทุนไป หรือลงทุนในสิทธิการเช่า(ต้องไม่เป็นการเช่าช่วง) ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.เปิดโอกาสให้ลงทุนแบบไหนก็ได้ โดยรายได้หลักของกองทุนจะมาจากรายได้ค่าเช่า ทั้งนี้ กองทุนจะคืนค่าเช่าให้กับผู้ถือหน่วยในรูปของเงินปันผล เพราะก.ล.ต.กำหนดว่ากองทุนอสังหาฯ ที่เป็นกอง 1 จะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิของกองทุน นี่เป็นเกณฑ์ของก.ล.ต. เพราะถ้ากองทุนได้ค่าเช่ามาแล้วไม่คืนให้ผู้ถือหน่วยๆ ก็จะไม่ได้อะไร
ปี 2548 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท "กอง 1" กำลังเป็นที่จับตามองหลังมีบลจ.ค่ายใหญ่จะเดินหน้าออกกองทุนประเภทนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน นอกเหนือไปจากการลงทุนในหลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน และกองทุนรวม
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องเนื่องจากสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพียง 2 กอง ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์บีโอเอ อพาร์ตเมนต์ หนึ่ง (BOAAPF) ของบลจ.บีโอเอ ที่จัดตั้งเป็นกองแรกเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2546 และของบลจ.วรรณ คือกองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก (BKKCP) จัดตั้งเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2546
โดยทั้งสองกองทุนสามารถให้ผลตอบแทนกับผู้ถือหน่วยในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีจ่ายจ่ายปันผลให้กับนักลงทุน โดย BOAAPF จ่ายปันผลแล้วสองครั้งรวม 0.4166 บาทต่อหน่วยลงทุน ด้านBKKCP จ่ายปันผลไปแล้วสามครั้งรวมจำนวน 0.413 บาทต่อหน่วยลงทุน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2548 คาดว่าจะเป็นปีทองของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการคาดการณ์กันว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่น้อยกว่า 10 กอง มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ BOAAPF, BKKCP มีมูลค่ากองทุนรวมเพียง 1,200 ล้านบาท
ดร.ศุภกร สุนทรกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ ฝ่ายวิศวกรรมการาเงิน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า ในปี 2548 กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภท 1 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้าน ซึ่งประเมินจากบลจ.ทั้ง 14 แห่ง เปิดกองทุนอสังหาฯบลจ.ละ 1 กอง กองละ 1,000 ล้านบาท ก็รวมเป็น 14,000 ล้านบาท แล้ว
ในส่วนของเอ็มเอฟซีคาดว่าเอ็มเอฟซีจะจัดตั้งกองทุนอสังหาฯ 1 กอง โดยตั้งเป้าหมายกองทุนอสังหาฯที่จะจัดตั้งประมาณ 5,000 ล้านบาท
แต่อย่างไรก็ตามกองจัดตั้งกองทุนอสังหาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องตกลงกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตลาด หากใครสามารตกลงได้ก่อนก็จะสามารถเสนอขายหุ้นได้ก่อน
ทั้งนี้ในส่วนของเอ็มเอฟซีน่าจะได้เห็นในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2548 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใด ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ อาทิ แลนด์แอนด์เฮาส์ แนเชอรัลพาร์ค ที่ต้องการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์
ปี 2548 จะเป็นปีที่บูมมากของกองทุนอสังหาฯจะได้เห็นเป็น 10 กอง เพราะทุกบลจ.กำลังศึกษาและอยู่ระหว่างดำเนินการดิวส์จัดตั้งกองทุนอสังหา โดยต้องตกลงกับธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งในต่างประเทศกองทุนอสังหาบูมมาก แต่ในเมืองไทยกำลังรออยู่ที่ว่าใครได้ดิวส์ก่อนดิวส์ดี และตกลงได้ก่อน ก็สามารถขายไอพีโอได้ก่อน ซึ่งเอ็มเฟซีพยายามจับกระแสให้ทันนายศุภกร กล่าว
สำหรับรายแรกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จัดตั้งในปี 2548 นั้น คาดว่า จะเริ่มที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มิลเลียนแนร์ ของบลจ.วรรณ ซึ่งโดยจะเป็นกองทุนปิดไม่กำหนดระยะเวลา ขนาดของกองทุน 1,900 ล้านบาท โดยจะระดมเงินภายในวันที่ 24 มกราคม หลังจากนั้นจะเป็นจดทะเบียนและเข้าไปซื้อตึกมาลีนนท์และอาคารโปรดัคชั่นเฮ้าส์มาบริหาร
ทั้งนี้กองทุนอสังหาริมทรัพย์(กอง1) ระดมทุนเพื่อไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV) จะลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง ซึ่งกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นของกองทุนไป หรือลงทุนในสิทธิการเช่า(ต้องไม่เป็นการเช่าช่วง) ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.เปิดโอกาสให้ลงทุนแบบไหนก็ได้ โดยรายได้หลักของกองทุนจะมาจากรายได้ค่าเช่า ทั้งนี้ กองทุนจะคืนค่าเช่าให้กับผู้ถือหน่วยในรูปของเงินปันผล เพราะก.ล.ต.กำหนดว่ากองทุนอสังหาฯ ที่เป็นกอง 1 จะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิของกองทุน นี่เป็นเกณฑ์ของก.ล.ต. เพราะถ้ากองทุนได้ค่าเช่ามาแล้วไม่คืนให้ผู้ถือหน่วยๆ ก็จะไม่ได้อะไร
เป็นคนเลว ในสายตาคนอื่น ดีกว่าโกหกตัวเอง ให้เทิดทูนบูชา ติดกับมายาคติ ที่กะลาครอบ
- คัดท้าย
- Verified User
- โพสต์: 2917
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 32
วันนี้ Ticon ลง Post Today ด้วยครับ ไปหาอ่านได้ ฉบับ 24 มค
อะไรมันจะโหมโรงกันขนาดนี้หนอ ... :lol: :lol: :lol:
อะไรมันจะโหมโรงกันขนาดนี้หนอ ... :lol: :lol: :lol:
The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 34
ขอบคุณครับคุณ LOSO ผมเห็นกระทู้นี้ก็นึกขึ้นได้ว่าสัปดาห์ที่แล้วเคยบอกคุณ Mon ว่าจะ post กระทู้นี้ลงร้อยคนร้อยหุ้น วันนี้เลยเข้าไป post ไว้แล้วครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 35
Viewtiful Investor เขียน:แล้วมันถูกหลักธรรมภิบาลเหรอครับ
สร้างโรงงานเสร็จก็ขายให้กองทุนที่ตัวเองเอาเงินชาวบ้านมาบริหารแล้วบันทึกเป็นกำไร ถึงจะถืออยู่ 20% มันก็ยังเป็น เงินยายซื้อขนมยาย ในสายตาของผมนะ
แล้วใครมันจะกล้ามาซื้อกองทุนละ รู้ได้ไงว่าราคาขายที่กองทุนจ่ายให้ ticon ไม่แพงเกินไป
พอดีมีเพื่อนท่านหนึ่งใน greenbull ถามในประเด็นคล้ายๆ อย่างนี้พอดี เลย copy มาตอบเลยนะครับ
สำหรับราคาขายของ ticon นั้นเป็นราคาที่ fair value คือ มีการให้ผู้ประเมินประเมินราคาโดยอาศัยวิธีประเมินต่างๆ เช่น Discounted cash flow หรือ market approach
โดยราคาที่ ticon ขายให้ property fund นั้นเป็นราคาที่ผู้ซื้อหน่วยลงทุนจะได้ gross yield 8-10% เมื่อหัก manangement fee และ ค่าจัดการกองทุนในแต่ละปีแล้วจะเหลือ yield สุทธิ 6-8% ซึ่งผู้ถือหน่วยจะได้รับ ดังนั้นหากดูผลตอบแทน 6-8% แล้วนั้นผมคิดว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอสมควรที่ให้กับผู้ซื้อ property fund หากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนของการลงทุนประเภทอื่นๆ ดังนี้ครับ
1 การฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ย 1%
2 การซื้อตึกแถว คอนโดฯ หรืออสังหาฯ ให้เช่า อย่างคอนโดฯ หากซื้อที่ราคาตลาดที่โครงการต่างๆ ขายแล้วให้เช่า ผมคิด yield ตอนนี้ได้อยู่ 4-6% เองครับ ซึ่งผู้ซื้อต้องปวดหัวกับการหาผู้เช่า เก็บค่าเช่า
3 พันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าจะเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็มีผลตอบแทนเพียง 5% ต่อปี ( พันธบัตรอายุ 10 ปี ) โดย property fund มีโอกาสที่จะมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะค่าเช่าน่าจะปรับขึ้ตามเงินเฟ้อ แต่พันธบัตรในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังได้ดอกเบี้ย 5% เท่าเดิม
แก้ไขล่าสุดโดย Invisible hand เมื่อ อังคาร ม.ค. 25, 2005 1:07 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 36
ตอนนี้กลุ่มที่น่าจะเป็นผู้ซื้อ property fund ของ ticon น่าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มครับbangkokwu เขียน:ผมว่าอาจไม่ถึงกับหลักธรรมาภิบาลนะครับ แต่ที่ผมก็สงสัยด้วยก็คือว่า ในเมื่อโดย Nature ของ Property Fund Type I นี้เป็น Equity คือ Ticon สามารถโอนถ่ายความเสี่ยงไปยังผู้ถือหุ้นในกองทุน Property Fund นี้ได้แล้ว (หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้ถือหุ้นกองทุนดังกล่าวจะไม่ได้รับประกันรายได้แน่นอน) ทำไมนักลงทุนถึงเลือกที่จะลงทุนใน Property Fund แทนที่จะลงทุนในบริษัทเองโดยตรงล่ะครับ ใครพอช่วยตอบที
ในมุมของผู้ถือหุ้น Ticon ผมว่าการออก Property Fund นี้ดีมากๆ แต่ในทางกลับกันพยายามนึกว่าทำไมคนถึงจะลงทุนใน Property Fund แต่ก็ยังให้คำตอบตัวเองยังไม่ได้เหมือนกัน
1 กลุ่มบริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเหล่านี้มี limit การลงทุนในหุ้นไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ % และมักจะนิยมลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ จึงไม่สนใจหุ้น ticon แม้ว่าราคาหุ้น ticon ในช่วงก่อนหน้านี้จะน่าสนใจกว่าการซื้อ property fund มากเพราะมี yield เท่ากันแต่มี growth สูงกว่า
ผมคิดว่ากลุ่มที่น่าลงทุนใน prop fund น่าจะเป็นบริษัทประกัน เพราะบริษัทประกันจำนวนมากที่พยายามจะหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบริษัทประกันหลายแห่งลงทุนในหุ้นปันผล ผมจึงคิดว่า prop fund จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีเพราะมี yield สูงกว่าพันธบัตร แต่มีความผันผวนของราคาน้อยกว่าหุ้น
ถ้าจะถามว่า property fund ของ ticon ดีกว่าหุ้น ticon อะไรบ้าง ก็คงจะมีข้อดีอยู่ตรงที่ property fund คงจะไม่กู้เงิน ดังนั้นจึงทำให้ financial risk จึงต่ำกว่าหุ้น ticon นอกจากนี้ราคาหุ้นมักจะมีความผันผวนกว่าราคาของ property fund เพราะ property fund ยังมี NAV เป็นตัว benchmark ราคาอยู่ในระดับหนึ่ง ในขณะที่ราคาหุ้นนั้นสามารถขึ้นลงจากปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมากเพราะมีปัจจัยหลายอย่างมากำหนด ดังนั้นการถือหุ้นก็จะทำให้มูลค่าเงินลงทุนของกองทุนเหล่านี้ผันผวนมากกว่าการถือ property fund
2 กลุ่มประชาชนทั่วไป
ผมคิดว่าหากใครที่มีเงินออมส่วนใหญ่กำลังฝากธนาคารโดยได้ดอกเบี้ย 1% และกำลังหาแนวทางการลงทุนต่างๆ ที่ไม่ใช่การลงทุนในตลาดหุ้น เพราะต้องยอมรับว่าผู้มีเงินออมจำนวนมากไม่สมควรที่จะนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นเพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจที่มากพอ
ผมคิดว่า prop fund เหมาะมากสำหรับผู้มีเงินออมที่กำลังสนใจลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ให้เช่า เพราะ prop fund มีข้อดีหลายอย่าง เช่น
- อาจจะให้ yield สูงกว่า อสังหาฯ หลายๆ ที่ เช่น น่าจะดีกว่าการซื้อคอนโดฯ ให้เช่า
- มีการกระจายการลงทุนในโรงงาน 40 แห่งในหลายนิคมฯ ในขณะที่การซื้ออสังหาฯ ให้เช่าเองไม่สามารถกระจายการลงทุนได้มากนัก
- มีการบริหารจัดการให้เสร็จ ผู้ถือไม่ต้องลำบากในการหาซื้อสินทรัพย์ ตกแต่ง หาผู้เช่า เก็บค่าเช่าเอง
- ไม่มีข้อจำกัดในเงินลงทุนมากนัก หากมีเงินไม่มากนัก เช่น 5 หมื่นบาท ก็สามารถลงทุนในอสังหาฯ ทั่วไปได้ แต่สามารถลงทุนในกองทุนอสังหาฯ ได้ครับ
ผมจึงคิดว่าเงินฝากในระบบ 5 ล้านล้าน หากเปลี่ยนมาลงทุนใน prop fund ซัก 1% ก็ได้เท่ากับ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าตลาดสำหรับ prop fund ยังโตได้อีกมากครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 37
หลักๆ น่าจะเป็นบัวหลวง ในการหาลูกค้าครับคุณ LOSO เพราะว่า บล. บัวหลวงเป็น underwritter แต่ยืม License ของ ING มาเป็นผู้จัดการกองทุนเพื่อให้เป็นตามกฎ ดังนั้นฐานลูกค้าที่อาจจะมาซื้อ property fund ก็คือกลุ่มลูกค้าธนาคารกรุงเทพ ที่มีฐานเงินฝากประมาณ 1 ล้านล้านครับLOSO เขียน:การที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุน
ผมว่าconnectionของ ING BEARING น่าจะดึงสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาถือกองทุนได้
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 39
แต่ถ้าสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ราคาค่าเช่าก็มีสิทธิที่จะปรับลดลงได้ไม่ใช่หรือครับ หรืออาจจะถึงขั้นไม่มีใครมาเช่าก็ได้ (ผู้เช่าเดิมอาจจะเจ๊งก็ได้)Invisible hand เขียน: 3 พันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าจะเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็มีผลตอบแทนเพียง 5% ต่อปี ( พันธบัตรอายุ 10 ปี ) โดย property fund มีโอกาสที่จะมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะค่าเช่าน่าจะปรับขึ้ตามเงินเฟ้อ แต่พันธบัตรในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังได้ดอกเบี้ย 5% เท่าเดิม
และถ้าสภาพเศรษฐกิจดี อัตราดอกเบี้ยในตลาดก็คงปรับตัวสูงขึ้น ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลก็คงสูงกว่าที่ 5% (หลังภาษี)
อยากให้มอง 2 ด้านครับ มีได้ก็มีเสีย ไม่มีอะไรดีหมด จะดีหรือเสียก็ขึ้นอยู่กับสถานะการณ์
- คนขายของ
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 788
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 41
RMF กับ LTF นี่เป้าหมายคือรายย่อยนะครับ ไม่ใช่รายใหญ่ ประเด็นหลักในการขายอยู่ที่ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผมว่า property fund ของ TICON ไม่ได้ดูขี้เหล่เลย เพราะความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนหุ้น ถ้ามาดูหุ้นกู้บริษัทชั้นนำในปีที่แล้ว ดอกประมาณ 5% ขายหมดในพริบตาโดยผู้ซื้อส่วนมากเป็นขาใหญ่
การที่ property fund ให้ return ที่ 6-7% นี่นับว่าใช้ได้ และ ดึงดูดใจเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ก็อย่างที่คุณ chatchai ว่าทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ว่าถ้าเทียบกับ RMF และ LTF ที่ลงในหุ้นทุนล้วนๆ แล้วผมว่าเสี่ยงน้อยกว่าเยอะครับ และ กองทุนที่มองหาผลตอบแทนที่แน่นอนในระยะยาวย่อมให้ความสนใจ
ถ้าจำได้ ปีที่แล้วมีการออกกองทุนที่การันตีผลตอบแทน ประมาณ 2-3% ต่อปี ผมว่าถ้าเขาแบ่งเงินมาลงอันนี้บ้างก็คงช่วยบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดีครับ
การที่ property fund ให้ return ที่ 6-7% นี่นับว่าใช้ได้ และ ดึงดูดใจเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ก็อย่างที่คุณ chatchai ว่าทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ว่าถ้าเทียบกับ RMF และ LTF ที่ลงในหุ้นทุนล้วนๆ แล้วผมว่าเสี่ยงน้อยกว่าเยอะครับ และ กองทุนที่มองหาผลตอบแทนที่แน่นอนในระยะยาวย่อมให้ความสนใจ
ถ้าจำได้ ปีที่แล้วมีการออกกองทุนที่การันตีผลตอบแทน ประมาณ 2-3% ต่อปี ผมว่าถ้าเขาแบ่งเงินมาลงอันนี้บ้างก็คงช่วยบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดีครับ
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 44
มาช่วยจ้ำปื๊ดครับ 
:mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen:
:oops::oops::oops::oops::oops::oops::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:oops::oops::oops::oops::oops::oops::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::oops::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::oops::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::oops::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen::mrgreen::mrgreen::oops::oops::mrgreen:
:mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen::mrgreen:













- คัดท้าย
- Verified User
- โพสต์: 2917
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 50
CK เขียน: ถ้าภาคการลงทุน (ทั้งไทยและต่างชาติ) ในเมืองไทยยังไม่หยุด
ถึงเศรษฐกิจจะไม่ดี prop fund น่าจะขายได้เรื่อยๆ ครับ
ถ้าค่าเช่าลดเมื่อไหร่ ...
.......... เสี่ยงมากครับ ขายเถอะครับ ..!!

The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying
-
- Verified User
- โพสต์: 2266
- ผู้ติดตาม: 0
..
โพสต์ที่ 53
เห็นด้วยครับคัดท้าย เขียน:
.......... เสี่ยงมากครับ ขายเถอะครับ ..!!
ขายเลยครับ
ขาย ขาย ขาย

การลงทุนคือความเสี่ยง
แต่ความเสี่ยงสูงคือ ไม่รุ้ว่าอะไรคือจุดชี้เป็นชี้ตายของบริษัท
ความเสียงสุงที่สุด คือ ไม่รู้ว่าเลยว่าตัวเองทำอะไรอยู่
แต่ความเสี่ยงสูงคือ ไม่รุ้ว่าอะไรคือจุดชี้เป็นชี้ตายของบริษัท
ความเสียงสุงที่สุด คือ ไม่รู้ว่าเลยว่าตัวเองทำอะไรอยู่