เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
vichit
Verified User
โพสต์: 15833
ผู้ติดตาม: 0

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

โพสต์ที่ 1

โพสต์

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย
21 กรกฎาคม 2553 เวลา 06:36 น.

เครดิตสวิส ยกหุ้น ไทย จีน เกาหลีใต้ น่าลงทุนมากสุดในเอเชีย ด้าน บลจ.ไทยพาณิชย์ ชี้หุ้นยังขึ้นต่อ เป้าสิ้นปี 850-880  

บริษัทเครดิตสวิส โบรกเกอร์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประกาศกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยมองว่าตลาดหุ้นไทย จีนและเกาหลีใต้ เป็นตลาดที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดในเอเชีย

ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ขึ้นเป็นมากกว่าเกณฑ์ (Overweight) พร้อมให้น้ำหนักเพิ่มเป็นระดับ 25% จาก 20% ขณะเดียวกัน ยังได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอังกฤษและยุโรป แต่ยังคงน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐต่ำกว่าเกณฑ์ (Underweight)


ด้านนายวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ประเมินดัชนีหุ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ระดับ 850-880 จุด

ปัจจุบันหุ้นไทยยังถูกกว่าตลาดในภูมิภาค เนื่องจากเงินต่างชาติยังเข้ามาไม่มากนัก นักลงทุนรอให้ปัญหามาบตาพุดคลี่คลายลง

ที่ผ่านมา หุ้นขนาดเล็กที่อยู่ใน SET100 จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น SET50 เนื่องจากหุ้นกลุ่ม ปตท. ราคาไม่ไปไหน โดยเราให้น้ำหนักกับปัญหามาบตาพุดถึง 60-70% แต่ปัจจัยพื้นฐานหุ้นไทยยังดี ต่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่น่าจะทำให้หุ้นหลุด 780 จุด เชื่อว่า 800 จุดรับอยู่ นายวิชชุ กล่าว

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงรายงานผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2553 ออกมาดีต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อหุ้นในธนาคารที่ยังไม่ประกาศผลกำไรสุทธิออกมา โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะ BBL มีกำไรสุทธิ 6,825 ล้านบาท เท่ากับ 3.58 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 13.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 40.46% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.9% จากไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากธนาคารมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงมากกว่ารายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในไตรมาสก่อนหน้าเป็น 3%

นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 2,449 ล้านบาทส่วนใหญ่เป็นกำไรจากการขายหุ้นธนาคารสินเอเซีย จำนวน 306.3 ล้านหุ้น ให้แก่ Industrial and Commercial Bank of China (ICBC)
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ผลประกอบการของธนาคารอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มในอนาคต เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น โดยภาคการส่งออกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

สำหรับเงินให้สินเชื่อขยายตัว 2.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2553 และขยายตัว 2.6% จาก ณ สิ้นปี 2552

ด้านธนาคารกรุงไทย (KTB) มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 จำนวน 3,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.74% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 32.02% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ราคาหุ้นขึ้นไม่ไหวปิดเท่ากับวันก่อน 12.70 บาท


http://www.posttoday.com/หุ้น-ทอง/โปรหุ ... สยกหุ้นไทย
ภาพประจำตัวสมาชิก
นพพร
Verified User
โพสต์: 1039
ผู้ติดตาม: 0

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

โพสต์ที่ 2

โพสต์

เงินกำลังจะไหลมา
ก้าวแรกที่เล็กๆ แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต
Oatarm
Verified User
โพสต์: 1266
ผู้ติดตาม: 0

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

โพสต์ที่ 3

โพสต์

แปลได้ว่า เครดิตสวิส  ได้ลงทุนใน ตลท.ไปเรียบร้อยแล้ว
ความรู้คู่เปรียบด้วย
Warantact
Verified User
โพสต์: 1160
ผู้ติดตาม: 0

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

โพสต์ที่ 4

โพสต์

แปลว่าได้เวลาไปสหรัฐแล้ว เปิดบัญชีโบรคไหนดีครับ อิอิอิ
nathapon_m
Verified User
โพสต์: 272
ผู้ติดตาม: 0

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

โพสต์ที่ 5

โพสต์

[quote="Oatarm"]แปลได้ว่า เครดิตสวิส
prichar s.
Verified User
โพสต์: 1426
ผู้ติดตาม: 0

เครดิตสวิสยกหุ้นไทยติด1ใน3น่าลงทุนสุดในเอเชีย

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ประเทศไทยมีข้อดีคือฐานเศรษฐกิจแข็งแรง โดยเฉพาะส่งออก ยิ่งเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นแบบนี้ การส่งออกเร่งตัวแรง ยิ่งเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจโดยรวม
เทียบกับเพื่อนบ้าน ไทยยังมีช่องว่างสำหรับก้าวไปข้างหน้าได้อีกมาก (แม้จะมีการเมืองถ่วง)

ที่สำคัญ ใครที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานพอ จะรู้ว่าตลาดหุ้นไทยขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่อง ตอนนี้ทั้งเงินนอกและเงินในล้นระบบ (และกำลังมุ่งเข้าตลาดหุ้นเพื่อหาผลตอบแทน)

หากมองจากผลประกอบการบริษัทในตลาดที่คาดกันว่าปีนี้จะเติบโต 15-20% และปีหน้าก็คาดว่าพอ ๆ กัน การที่ตลาดหุ้นจะปรับขึ้นอีก 20% (ใน 6-12 เดือนข้างหน้า) จากจุดในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้

นักลงทุนส่วนหนึ่งที่ทิ้งตลาดไปหลังวิกฤติปี 40 เริ่มกลับเข้าตลาด ส่วนนักลงทุนรุ่นหลัง ๆ นั้นอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่ากล้าได้กล้าเสียมากกว่าเยอะ

ปีที่แล้วเป็นปีทองของหลาย ๆ คน ใครรู้ก่อน?
ปีนี้ก็กำลังเป็นปีทองของหลายคนเช่นกัน ใครรู้ก่อน?
และปีหน้าก็อาจจะเป็นปีทองได้อีกเช่นกัน
ใครจะรู้ดีกว่านายตลาด
โพสต์โพสต์