ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
vichit
Verified User
โพสต์: 15833
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน
    เซียนหุ้นไทยยังปากแข็งแนะซื้อไม่เลิก  


        ฝรั่งยังสามัคคีทิ้งหุ้น PTT ไม่เลิก ไม่สนแม้ หลัง ครม.มีมติเห็นชอบการแบ่งทรัพย์สินกับกระทรวงการคลังแล้วพบ PTT เสียเงินต่ำกว่าคาด ล่าสุดยังขายกระจายจนราคาวูบเหลือ 340 บาท ลดลง 18 บาท กดดัชนีฯให้ปรับลดลงอีกเกือบ 7 จุด เซียนหุ้นฟันธงเป็นเพราะต่างชาติกังวลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทฯในอนาคต ทั้งเรื่องมูลค่าที่แท้จริงในการจ่ายเงินค่าเช่าท่อก๊าซให้กับกระทรวงการคลัง จึงขายหนีความเสี่ยง ขณะวงการยังยืนยัน PTT ยังเป็นหุ้นพื้นฐานดี เป็นโอกาสเก็บเพื่อลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว หรือถือข้ามปี เพราะขณะนี้ P/E ลดลงมาเหลือเพียง 12 เท่าๆ นั้น


           ถึงแม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้ บมจ.ปตท. (PTT) โอนสินทรัพย์และท่อก๊าซคืนให้กระทรวงการคลัง ทำให้ PTT ต้องจ่ายค่าเช่าท่อก๊าซ ขั้นต่ำ 5% ย้อนหลังเป็นระยะเวลา 5 ปี ส่วนสินทรัพย์ที่โอนให้กระทรวงการคลังมีมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยถือว่าน้อยกว่าที่ตลาดฯคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะต้องมีการโอนสินทรัพย์ในประมาณแสนล้านบาทซึ่งจะกระทบต่อมูลค่าพื้นฐานของหุ้น PTT มากพอสมควร จะถือเป็นข่าวที่ส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน และเป็นผลดีต่อ PTT โดยตรง แต่ไม่ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้น PTT เหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่ในทางกลับกันกลับมีแรงเทขายออกมาอย่างตอ่เนื่อง โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ จนทำให้ราคาหุ้น PTT ปรับลดลงมาอย่างรวดเร็ว และกดดันให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกัน
            โดยวานนี้ ราคาหุ้น บมจ.ปตท. (PTT) ปรับตัวขึ้นทันทีที่ตลาดฯ เปิดการซื้อขายภาคเช้า หลังจากเมื่อวันก่อน (17 ธ.ค.50) ราคาลดลงไป 10 บาท เมื่อตลาดฯ ปลดเครื่องหมาย SP แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปไม่นานนักก็กลับมาเสมอตัวอีก และจากนั้นก็ปรับตัวลดลงทันที จากแรงเทขายหุ้นที่ออกมากดดันเป็นจำนวนมาก โดย ณ เวลา 10.08 น. ราคาหุ้น PTT อยู่ที่ 356 บาท ลดลง 2 บาท มูลค่าการซื้อขาย 404.33 ล้านบาท
          ในขณะที่เมื่อเปิดการซื้อขายภาคบ่าย ราคาหุ้นยิ่งปรับตัวลงแรง และกดดันให้หุ้นอื่นๆ ในกลุ่ม ปตท. ปรับตัวลงทั้งกลุ่ม โดย ณ เวลา 15.10 น. ดัชนีฯอยู่ที่ 802.81 จุด ลดลง 11.09 จุด มูลค่าการซื้อขาย 7,938.19 ล้านบาท และหลักทรัพย์ที่มีผลกดดันดัชนีฯมากที่สุดได้แก่ PTT อยู่ที่ 340 บาท ลดลง 18 บาท กดดัชนีฯ 6.95 จุด PTTEP อยู่ที่ 144 บาท ลดลง 4 บาท กดดัชนีฯ 1.8095 จุด และ IRPC อยู่ที่ 5.80 บาท ลดลง 0.35 บาท กดดัชนีฯ 0.9363 จุด และเมื่อตลาดหุ้นได้ปิดทำการซื้อขาย ตลาดหุ้นปิดในแดนลบที่ระดับ 804.98 จุด ลดลง
8.92 จุด หรือ 1.10% มีมูลค่าการซื้อขาย 12,766.34 ล้านบาท ทั้งนี้ 3 หลักทรัพย์ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยยืนในแดนลบได้นั่น คือ PTT ปิดที่ระดับ340 บาท ลดลง 18 บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมีผลต่อตลาด -6.9565 จุด และ PTTEP ปิดที่ ระดับ 143 บาท ลดลง 5 บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมีผลต่อตลาด -2.2619 จุด และ IRPC ปิดที่ระดับ 5.80 บาท ลดลง 0.35 บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลง มีผลต่อตลาด -0.9363 จุด
        ทั้งนี้ จากการจำแนกประเภทผู้ลงทุน ซึ่งไม่รวมการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai) ประจำวันพบว่า นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 129.94 ลบ. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 969.69 ลบ. และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 1,099.62 ลบ. ขณะที่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,098.43 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้น PTT ลดลง 10 บาท มาอยู่ที่ 358 บาท

- นครหลวงไทย ฟันธงแรงขาย PTT มหาศาลเพราะหวั่นมูลค่าลดลงมาก-ฝรั่งลดพอร์ตก่อนหยุดยาว
           นายอภิศักดิ์ ลิมป์ธำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย กล่าวว่า แรงขายหุ้นปตท.ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะนักลงทุนลดความเสี่ยง
จากมูลค่าหุ้นที่อาจลดลงจากการที่ต้องโอนทรัพยสินและจ่ายเงินผลประโยชน์ย้อนหลังในการครอบครองสมบัติแผ่นดินคืนกระทรวงการคลัง ประกอบกับใกล้ถึงเทศกาลวัยหยุดยาวในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ปรับพอร์ตการลงทุนก่อนกลับบ้าน

- ฟาร์อีสท์ ระบุ กองทุน-ต่างชาติ จับมือถล่ม เพราะคาดเสียหายมากกว่าที่คิด
          นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงแรงในการซื้อขายภาคบ่ายวานนี้ว่ามีปัจจัยกดดันหลักจากแรงขายหุ้นปตท. (PTT) โดยทั้งในส่วนของกองทุนต่างๆได้ขายหุ้น PTT ที่ถือครองไว้เพื่อปิดบัญชี NAV หรือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนช่วงก่อนสิ้นปี
         นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงมีแรงเทขายหุ้น PTT ออกมาเพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบของมูลค่าหุ้นที่ลดลงจากการต้องจ่ายเงินค่าผลประโยชน์ย้อนหลังคืนกระทรวงการคลัง รวมถึงค่าภาษีและค่าเช่าท่อก๊าซ เนื่องจากคาดว่าระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจของ PTT อาจรุนแรงกว่าข้อมูลที่แจ้งออกมาในขณะนี้
         ' น่าสังเกตว่านักลงทุนต่างชาติขาย PTT ตั้งแต่ราคา 400 ต้นๆ จนราคาร่วงลงมาถึง 340 ซึ่งราคาปัจจุบันน่าจะมีแก็ปให้เข้ามาซื้อได้ แต่เค้ากลับไม่ซื้อ แถมยังขายออกมาต่อเนื่อง ก็เป็นไปได้ว่าอาจรู้ข้อมูลความเสียหายที่มากกว่าตลาดฯทราบกัน' นายวีระชัย กล่าว
       อย่างไรก็ตามในทางเทคนิคประเมินว่าดัชนีฯไม่น่าจะหลุดแนวรับที่ 800 จุด เนื่องจากเป็นแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากดัชนีฯลงมาแตะระดับดังกล่าวอาจรีบาวน์ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำรอซื้อหุ้นPTT เมื่อราคาปรับลดลงมาถึงระดับแนวรับ 330 บาท

- พัฒนสิน เชื่อต่างชาติทิ้ง PTT เพราะหวั่นความเสียหายสูงกว่าที่เห็น
         นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้บังคับบัญชาสายงานวิจัย บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ราคาหุ้น บมจ.ปตท. (PTT) ที่ปรับลดลงมากในการซื้อขายวันนี้ เป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยังกังวลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทฯในอนาคต ทั้งเรื่องมูลค่าที่แท้จริงในการจ่ายเงินค่าเช่าท่อก๊าซให้กับกระทรวงการคลัง หลังจากล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กรมธนารักษ์เป็นผู้คำนวณและสรุปราคาค่าเช่าท่อก๊าซ รวมถึงกรณีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคอาจมีการฟ้องร้องบริษัทฯเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จากการที่นักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงกองทุนต่างๆ เริ่มมีการปรับพอร์ต และบางส่วนมีการชะลอลงทุนช่วงปลายปี ก็ยิ่งกดดันให้ราคาหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่อย่าง PTTเคลื่อนไหวทิศทางไม่ดีนัก
         "พูดเรื่องหุ้น PTT เป็นเรื่องใหญ่เหมือนพูดเรื่องประเทศไทย เพราะ PTT มีบทบาทต่อตลาดหุ้นไทยมาก โดยเชื่อว่าปลายปีนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงกองทุนต่างประเทศไม่ค่อยลงทุน เพราะเป็นช่วงเทศกาลมีวันหยุดเยอะ แถมหุ้นในกลุ่มพลังงานความน่าสนใจอาจไม่มากเหมือนก่อนจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่น่าจะลดลง ก็ยิ่งฉุดราคาหุ้น PTT ให้ไม่ดีนัก"นายถนอมศักดิ์ กล่าว
        อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่สนใจหุ้น PTT สามารถเข้าไปซื้อได้ เนื่องจากราคาบนกระดานปรับลดลงอย่างมาก โดยราคาบนกระดานช่วงนี้มี P/E ต่ำกว่า 12 เท่า แต่ทั้งนี้ก็ประเมินว่าช่วงสั้นๆนี้ราคาหุ้นยังไม่ขยับเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เนื่องจากมีความเสี่ยงจากคดีฟ้องร้องต่างๆที่อาจตามมา ฉะนั้นหากซื้อคงต้องเป็นการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว และมีโอกาสถือข้ามปี

- วงการเห็นด้วย PTT ถูกเทกระจาดเพราะฝรั่งหวั่นความเสียหายบานปลาย
            นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งกล่าวว่า กรณีที่ยังคงมีแรงขายหุ้น PTT บนกระดานจนมีผลให้ระดับราคาปรับลดอย่างชัดเจนในระยะนี้ว่าแม้แรงขายที่ออกมาจะถือว่ามากเกินไปแต่ในระยะสั้นโอกาสที่นักลงทุนทั้งต่างประเทศและในประทศจะยังขายเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นก็ยังมีอยู่เพราะมูลค่าความเสียหายซึ่งทาง PTT ประเมินไว้เบื้องต้นกับมูลค่าที่จะเกิดขึ้นจริงโดยกรมธนารักษ์เป็นผู้กำหนดนั้นตัวเลขย่อมจะต่างกัน อาจทำให้ปัจจัยลบมีมากกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตุถึงแรงขายในหุ้นอื่นๆในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องหรือเป็นกลุ่มดียวกันกับ PTT ที่มีออกมาอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน
           ดังนั้น แรงขายหุ้น PTT ขึ้นจึงไม่ใช่ด้วยเหตุผลเรื่องค่าเช่าท่อก๊าซ และภาษีเพียงประเด็นเดียวทั้งนี้มองว่าอาจเป็นแรงขายทำกำไรจากการที่ระยะก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มดังกล่าวได้ปรับเพิ่มขึ้นมากแล้วผสมอยู่ด้วย"ในระยะสั้นภาพเป็นลบแน่ๆ เพราะผลเสียจะรับรู้ในไตรมาส 4/2550 ทั้งหมดซึ่งลักษณะการขายที่มากในวันนี้น่าสังเกตุว่าเป็นการจงใจขายทั้งกลุ่มไม่ใช่แค่PTT ตัวเดียว และแรงขายยังน่าจะมีต่ออีกซึ่งถ้าใครคิดจะเข้าซื้อเพราะหวังส่วนต่างที่หุ้นปรับลงมาแรงมากคงไม่คุ้มแม้พื้นฐาน PTT จะยังน่าลงทุนก็ตาม"นักวิเคราะห์กล่าว

- 'ศุภวุฒิ'ยอมรับ คดี PTT เพิ่มความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ กระทบความเชื่อมั่น นลท.
            ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด หรือ PHATRA เปิดเผยว่า จากการที่ บมจ.ปตท.(PTT) ต้องโอนท่อก๊าซให้ทาง
ภาครัฐเชื่อว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ยังจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพราะเงื่อนไขเปลี่ยนไป
'กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนไปจากเดิมปตท.เป็นคนสร้างท่อก๊าซ แต่กับต้องโอนไปให้ภาครัฐ มันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนของนักลงทุนและมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อรัฐวิสาหกิจอื่นด้วย'ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

- 'ออมสิน' ไม่หวั่นราคาหุ้น PTT ตก เหตุคลังรับประกันซื้อคืนในราคาต้นทุนก่อนหน้านี้
            นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารออมสินรับซื้อหุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT
จากกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย หรือ TMB ว่า ธนาคารออมสินไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งการให้ PTT คืนท่อก๊าซและทรัพย์สินบางส่วนให้กระทรวงการคลัง และส่งผลให้ราคาหุ้น PTT ปรับตัวลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากกระทรวงการคลังมีเงื่อนไขในการซื้อขายหุ้น PTTอย่างชัดเจนว่า หากราคาหุ้น PTT ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จะรับซื้อหุ้นคืนจากธนาคารออมสิน ในราคาต้นทุน คือวันที่กระทรวงการคลังขายให้ออมสิน
            'ออมสินรับซื้อทั้ง BBL SCIB และTHAI จากกระทรวงคลัง เพื่อให้กระทรวงการคลังไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน TMB มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ดังนั้นในส่วนของปตท. จึงไม่มีความเสียหายใด ๆเกิดขึ้น เพราะกระทรวงการคลังก็รับซื้อหุ้นคืนได้ในราคาที่ออมสินจ่ายไป ภายใน 1 ปี'นายวรวิทย์ กล่าว
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจะเห็นว่าการเทขายหุ้น PTT ออกมาจำนวนมากของนักลงทุนต่างชาติในครั้งนี้ ถือว่าสวนทางกับมุมมองและคำแนะนำของนักวิเคราะห์ในเกือบทุกสำนักอย่างชัดเจน โดยวานนี้โบรกเกอร์เกือบทุกสำนักได้ออกบทวิเคราะห์ออกมาในทิศทางเดียวกัน ถือแนะนำซื้อหุ้น PTT แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตอบรับกับบทวิเคราะห์ที่ออกมาพร้อมกันแม้แต่น้อย

- บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ 'ซื้อ' ราคาพื้นฐาน 454 บาท
           บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง บมจ.ปตท.ว่า ครม.อนุมัติให้ PTT โอนที่ดินและท่อก๊าซบางส่วนคืนให้กับกระทรวงการคลังตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยสินทรัพย์ที่โอนประกอบด้วย 1) ที่ดิน 32 ไร่ มูลค่า 7 ล้านบาท, 2) สิทธิการเวนคืนที่ดินและการใช้ที่ดินเพื่อวางท่อ 1,124 ล้านบาท และ 3) ท่อก๊าซส่วนเหนือที่ดินของเอกชน 14,008 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 15,139 ล้านบาท ส่วนอัตราค่าเช่าท่อก๊าซ ครม.เห็นชอบให้กรมธนารักษ์ไปพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 3 สัปดาห์ โดยขั้นต่ำอยู่ที่ 5% ทั้งนี้จะมีการคิดค่าเช่าท่อก๊าซย้อนหลังถึง 1 ต.ค.44 ด้วย
          ในเบื้องต้น PTT ประเมินว่าค่าเช่าท่อก๊าซอายุสัญญา 30 ปี นับตั้งแต่ 1 ต.ค.44 มีมูลค่า 8,800 ล้านบาท (ค่าเช่าย้อนหลัง 1,200 ล้านบาท และค่าเช่าในอนาคต 7,600 ล้านบาท) โดยใน 4Q50 ทาง PTT ต้องจ่ายค่าเช่าย้อนหลัง (1,200 ล้านบาท) และกับภาษี, ค่าปรับ และค่าธรรมเนียม (2,000 ล้านบาท) รวมเป็น 3,200 ล้านบาท
         จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าหากอัตราค่าเช่าท่อก๊าซอยู่ที่ 5-20% มูลค่าหุ้น PTT จะลดลง 2.4-7.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งเราเลือกใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่ 10% เป็น Base case ยังผลให้ราคาตามพื้นฐานของ PTT จะลดลง 4.1 บาท จากเดิมที่ 458 บาทเป็น 454 บาท ซึ่งมี Upside จากราคาปิดวานนี้ 27% ประกอบกับบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ธุรกิจในเครือมีการขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง เราคงคำแนะนำซื้อ

- บล.นครหลวงไทย แนะนำ ซื้อ' มูลค่าเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 392 บาท
          บล.นครหลวงไทย (SCIBS) ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง PTT ว่า ประเมินว่าการกลับรายการเกี่ยวกับสินทรัพย์ท่อก๊าซมูลค่า 15,139 ล้านบาทกลับไปคืนให้รัฐจะส่งผลกระทบต่อ NAV ของ PTT เพียงเล็กน้อยประมาณ 3.13 บาท/หุ้น และทำให้มูลค่าเหมาะสมของ PTT หลังปรับปรุงผลกระทบแล้วอยู่ที่ 392 บาท ยังคงมี upside อีกเกือบ 10% จากราคาตลาดในปัจจุบัน ทั้งนี้ การโอนสินทรัพย์ดังกล่าวไม่กระทบ Book value อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะมีการบันทึกสิทธิการเช่าเพิ่มขึ้นมาแทนจำนวนใกล้เคียงกัน ขณะที่ ผลกระทบต่อผลการดำเนินงานประเมินว่าจะน้อยมากโดยสูงสุดใน Q4/50 ที่ประมาณ 1,833 ล้านบาท (0.65 บาท/หุ้น)แต่ลดลงเหลือเพียง 307 ล้านบาท(0.11 บาท/หุ้น)ในปีต่อไปเนื่องจากค่าเช่าท่อและค่าตัดจำหน่ายสิทธิการเช่าที่เพิ่มถุกชดเชยจากค่าเสื่อมราคาที่ลดลง การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจากความกังวลเกี่ยวกับการถูกถอดถอนและผลกระทบจากการคืนท่อก๊าซน่าจะคลี่คลายลงหลังมติคณะรัฐมนตรี โดยปัจจุบันราคาที่ยังไม่สะท้อนผลกระทบที่ต่ำน่าจะเป็นโอกาสอันดีในการลงทุนหุ้นสินทรัพย์ชั้นดีอย่าง PTT
         มูลค่าเหมาะสมใหม่อยุ่ที่ 392 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ : จากผลกระทบข้างต้น SCIBS ประเมินว่าค่าเช่าท่อก๊าซและเบี้ยปรับที่เพิ่มจะกระทบต่อมูลค่าเหมาะสมประมาณ 3.13 บาท/หุ้น ส่งผลให้มูลค่าเหมาะสม PTT หลังปรับปรุงอยู่ที่ 392 บาท ราคาหุ้นที่ถุกกดดันจากประเด็นความกังวลในการถูกถอดถอนและค่าเช่าท่อน่าจะคลีคลายลงไป ขณะที่ ราคาที่ปรับลงมามากในช่วงก่อนหน้าทำให้หุ้นมี upside อยู่ 9 % คงคำแนะนำ ซื้อ

- บล.เคจีไอ แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 445 บาท
              ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง PTT ว่า ครม. อนุมัติหลักการสำหรับการโอนสินทรัพย์บางส่วนของ PTT มูลค่า 15.1 พันล้านบาท (ณ สิ้น ก.ย. 2544) ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ทรัพย์สินดังกล่าวประกอบด้วย i) ที่ดิน ii) สิทธิเหนือที่ดิน และ iii) ท่อก๊าซและอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับรายการที่ i) และ ii) ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 1 ว่ามูลค่าทรัพย์สินรวม 5.4 พันล้านบาทจะถูกหักออกจากงบดุลของ PTT และทำให้มูลค่าทางบัญชีลดลง 5.4 บาทต่อหุ้นหรือ 4.3% ของประมาณการมูลค่าทางบัญชีในปี 2550 ของเรา อย่างไรก็ดี PTT จะลงบันทึกสิทธิในการใช้ท่อก๊าซ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการสูญเสียทรัพย์สินถาวรที่ระบุข้างต้น ดังนั้นหากสิทธิในการใช้ทรัพย์สินดังกล่าวมีค่าเท่ากับความสูญเสียจากทรัพย์สินถาวรนั้น รายการทั้งสองดังกล่าวจึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อมูลค่าทางบัญชีของบริษัทฯ เพียงเล็กน้อย

ภาษีจะมีผลกระทบเพียง 2.1% ของประมาณการกำไรสุทธิในปี 2550 ของเรา
           จากสินทรัพย์มูลค่า 15.1 พันล้านบาทที่จะถูกโอนให้กับกระทรวงการคลัง PTT จะต้องจ่ายภาษีครั้งเดียวจำนวน 2.0 พันล้านบาทหรือ 0.71 บาทต่อหุ้น ค่าใช้จ่ายก้อนนี้น้อยกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 3.57 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าจะถูกบันทึกในปี 2550 ทำให้กำไรสุทธิลดลง 2.1% จากประมาณการกำไรในปี 2550 ของเรา

ค่าเช่าท่อก๊าซต่ำตามคาด
           แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราค่าเช่าฯ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกตั้งในเบื้องต้นไว้ที่อย่างน้อย 5% ของรายได้ค่าผ่านท่อ นอกจากนี้ PTT จะต้องจ่ายเพียงเช่าในส่วนของท่อก๊าซฯ ที่ถูกโอนเท่านั้นและ ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์เป็นผู้คำนวนอัตราค่าเช่าภายในระยะเวลา 3 อาทิตย์ และคาดว่าเงื่อนไขในการคิดค่าเช่าจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เช่น กระทรวงการคลัง PTT ผู้ถือหุ้นและผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ ในกรณีที่ค่าเช่าเป็นไปตามที่คาดไว้ คือคิดที่ 5% ของอัตราค่าเช่า บริษัทฯ เชื่อว่าค่าเช่าดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของ PTT เพียง 8.8 พันล้านบาทหรือ 200 ล้านบาทต่อปี การคำนวนของ PTT ดังกล่าวคิดจากค่าเช่ารวม 6 ปีตั้งแต่การแปลงสภาพฯ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2544 จนถึงปัจจุบัน (PTT ไม่เคยจ่ายค่าเช่ามาก่อน) บวกค่าเช่าตลอดอายุการใช้งานของท่อก๊าซฯ ที่ 30 ปีจากปัจจุบัน หากบริษัทฯ ไม่ส่งภาระค่าใช้จ่ายนี้ให้กับลูกค้า เราได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของค่าเช่าที่ระดับต่าง ๆ ต่อกำไรของ PTT ในตารางที่ 2 ด้านล่าง ที่อัตราค่าเช่า 5% ของอัตราค่าเช่าปกติ ประมาณการกำไรในปี 2550 และ 2551 จะลดลงเพียง 1% และ 0.2% จากประมาณการปัจจุบันตามลำดับ เราเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่กระทรวงการคลังจะคิดค่าเช่าในอัตราที่สูงมีอยู่น้อย เนื่องจากในปัจจุบันกระทรวงการคลังเก็บค่าเช่าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการท่ออากาศยานฯ ในอัตราเพียง 2.5% และ 5% ตามลำดับ ยิ่งกว่านั้น การคำนวนดังกล่าวยังจะต้องคิดถึงภาระ เช่น สินเชื่อและดอกเบี้ยสินเชื่อ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานต่าง ๆ ค่าบำรุงรักษา และลักษณะธรรมชาติของธุรกิจอีกด้วย

ปรับลดประมาณการกำไรอีก 3.1% ในปี 2550
        เราได้ปรับลดกำไรสุทธิในปี 2550 อีก 3.1% จากประมาณการเดิมเพื่อสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ประกอบด้วย i) ค่าภาษีจำนวน 2.0 พันล้านบาทและ ii) ค่าเช่าย้อนหลัง โดยคิดจากอัตราค่าเช่า 5% ของค่าเช่าท่อก๊าซฯ เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค. 2544 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 2551 ลงอีก 0.2% (โดยใช้ฐานอัตราค่าเช่าเดียวกันที่ 5% ของค่าเช่าท่อก๊าซ)

คงแนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 445 บาทต่อหุ้น
           ผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลฯ และการปฏิบัติตามมติ ครม. ต่อการดำเนินงานของ PTT โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ และน้อยเกินความคาดหมายของตลาด แม้ว่าจะยังไม่มีการสรุปอัตราที่แน่ชัด ความเป็นไปได้ที่อัตราดังกล่าวจะสูงกว่า 5% มีอยู่น้อย ดังนั้นเราจึงคงแนะนำ ซื้อ โดยปรับราคาเป้าหมายเป็น 445 บาทต่อหุ้น (ต่ำกว่าราคาเป้าหมายเดิม 1.1%)

- บล.ฟินันซ่า แนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายปี 08 ใหม่ที่ 493 บาท
            บล.ฟินันซ่า ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง PTT ว่า ผลกระทบน้อยกว่าคาดมากแค่ 7 บาท (2%) จากเดิม 12-40 บาท โดยระบุว่า ท่อที่โอนแค่ 1.5 หมื่นลบ. & แทบไม่กระทบงบดุลเลย เพราะแค่ โยกรายการ คุณประเสริฐบุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT เผยหลังประชุมครม.วานนี้ว่า ทรัพย์สินที่ต้องโอนคืนให้กระทรวงการคลัง มีมูลค่าทางบัญชี (BV)
รวมทั้งสิ้น 15,139 ลบ. (แค่ 1.7% ของสินทรัพย์รวม) ซึ่งได้มาก่อนแปลงสภาพเป็นมหาชน (ไม่ใช่ทั้งหมดของระบบท่อก๊าซที่มีอยู่) ประกอบด้วย 1) ท่อส่งก๊าซ 14,008 ลบ., 2) สิทธิเหนือที่ดิน 1,124 ลบ. และ 3) ที่ดิน 7 ลบ. แต่อย่างไรก็ตาม PTT ยังได้สิทธิในการเช่าท่อทั้งหมดที่โอนคืนดังกล่าวด้วย ซึ่งในทางบัญชี สิทธิในการเช่า ซึ่งถือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) ประเภทหนึ่งที่มีภาระต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายในรูป Amortization ไปตามอายุสัญญาคือ 30 ปี ซึ่งจริงก็แทบไม่ต่างจากปัจจุบันที่บันทึกเป็นท่อเป็นสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) ที่ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายในรูปค่าเสื่อมราคา (Depreciation) โดยมีหลักการคำนวณเช่นเดียวกัน ดังนั้นผลกระทบต่องบดุลจึงแทบไม่มี (สินทรัพย์รวมแทบไม่เปลี่ยน เพราะสิทธิในการใช้ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเท่านั้น) แต่มีผลต่องบกระแสเงินสด (ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป)เพราะ Amortization ครั้งนี้คือ ค่าเช่า ที่ต้องจ่ายออกไปทุกปีให้คลัง ในขณะที่ Depreciation เป็นค่าใช้จ่ายแค่ทางบัญชี (เพราะลงทุนไปแล้ว) แต่ไม่มีเงินสดไหลออก
            ค่าเช่า 5% ดูเหมือนจะเยอะ แต่คำนวณจากฐานต่ำ ดังนั้นจิ๊บจ๊อย สำหรับเรื่องค่าเช่าท่อที่โอนคืนให้รัฐที่PTT ต้องจ่าย ผู้บริหารประเมินว่าจะอยู่ที่ขั้นต่ำ 5% (ซึ่งตัวเลขสุดท้ายจะเคาะโดยกรมธนารักษ์ภายใน 3 สัปดาห์จากนี้) ซึ่งน่าจะตกปีละ~ 200 ลบ. (คิดเป็นแค่ 0.2% ของประมาณการกำไรปี 08 ที่เราทำ 1.14 แสนลบ.) ส่วนภาษี & เงินชดเชยต่างๆที่ PTT ต้องจ่าย คลังจะประกาศรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง แต่เพื่อเป็นแนวทาง ผู้บริหารของ PTT ประเมินว่าจะอยู่ ~3.2 พันลบ. (แบ่งเป็น ภาษี 2 พันลบ. & ค่าชดเชยย้อนหลัง 1.2 พันลบ.) ซึ่งจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวทันทีในงบกำไรขาดทุน 4Q นี้ ซึ่งหมายถึงกำไรสุทธิที่เราทำจะลดลง11% จาก 2.12เป็น1.90 หมื่นลบ. (แต่หากมองผลกระทบทั้งปี 07 จะแค่ 2% จาก 9.46เป็น 9.23 หมื่นลบ.)
           เบ็ดเสร็จกระทบแค่ 7 บาท/หุ้น ทั้งน้อย & ต่ำกว่าคาด ตารางหน้าถัดไปเป็นสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อมูลค่าหุ้นของ PTT หากเป็นไปตามที่คุณประเสริฐแถลงตามเนื้อหาที่เรากล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าผลกระทบต่ำกว่าที่เราคาดมาก เพราะโอนสินทรัพย์ (ส่วนใหญ่เป็นท่อ) คืนคลังแค่ 1.5 หมื่นลบ. (vs. 30,000-100,000 ลบ. เราคาดก่อนหน้านี้) โดยแม้ว่าค่าเช่าท่อที่ในอนาคต PTT ต้องจ่ายนั้น จะสูงกว่าที่ประมาณการเดิมของเราเท่าตัว คือ จาก2.5% เป็น 5% แต่เนื่องจากฐานรายได้ที่จะนำมาคูณนั้นต่ำมาก โดยประมาณการรายได้ที่เกิดจากท่อที่โอนคืนดังกล่าวที่ ~ 4 พันลบ./ปี (vs. 2.4 หมื่นลบ. รายได้รวมจากทั้งระบบท่อส่งก๊าซ) ซึ่งหากคิดค่าเช่าที่ 5% ก็แค่ปีละ200 ลบ. (0.07 บาท/หุ้น) หรือหากมองโลกในแง่ร้ายที่ค่าเช่าท่อพุ่งเป็น 10% ก็จะกระทบเพิ่มเป็น 0.14 บาท/หุ้นเท่านั้น ส่วนผลกระทบอื่นๆ (ซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว) ทั้ง ภาษี & ค่าปรับ หากอิงตามตัวเลขของผู้บริหารที่ 3.2พันลบ. ก็ทำให้มูลค่า PTT หายไปแค่ 1.14 บาท/หุ้น เท่านั้น ทั้งนี้ยังต้องรอรายละเอียดและตัวเลขที่แท้จริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกที (ซึ่งก็ไม่น่าต่างกันมาก)
           สรุปรวมทุกอย่าง จะกระทบต่อมูลค่าของ PTT แค่ 1.85 หมื่นลบ. หรือ 6.58 บาท/หุ้น (vs. 12-40 บาท/หุ้น ที่เราประเมินก่อนหน้านี้) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือราคาเป้าหมาย & ราคาตลาดของ PTT จะถูกรบกวนแค่ 1.3-1.8%จาก 500 เป็น 493 บาท และจากก่อนปลด H ที่ 368 เป็น 361 บาท ตามลำดับ มาร่วมเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการ ซื้อ ในราคาที่ถูกลง คาดหวัง Upside 38% เราเชื่อว่า PTT เมื่อตื่นจากฝันร้าย แล้วทุกอย่างจะกลับมาดีตามเดิม ซึ่งฝันร้ายครั้งนี้ทำให้มูลค่าของ PTT ลดลงไปแค่ 2% (7 บาท/หุ้น)แต่ถือว่าคุ้มเพื่อแลก
กับความชัดเจนที่จะไม่มีประเด็นเรื่องการเพิกถอน PTT ออกจากตลาดฯ (delist) มาให้กวนใจอีกเลย (ฝรั่งจะได้ลุยซื้อเต็มสูบ) นอกจากนั้นการทำธุรกิจของ PTT ก็ยังดำเนินไปเหมือนเดิม มิได้ถูกรอนสิทธิใดๆทั้งนั้น (เพียงแต่มีสินทรัพย์บางอย่าง ซึ่งก็ถือเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ที่ต้องเปลี่ยนสภาพจากการเป็นเจ้าของเป็นผู้เช่า ก็เท่านั้น) และยากจะหาใครมาทำแข่ง (แม้ในอนาคตจะเปิดเสรีธุรกิขนส่งทางท่อก๊าซ) เพราะทั้งใหญ่ &ครบวงจร สุดท้ายศักยภาพการเติบโตกำไรของบริษัทอันดับ 1 ของประเทศอย่าง PTT ยังน่าอิจฉา เพราะเราคาดว่าจะโตเฉลี่ยปีละ 17% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า (08-09) เพราะทั้งธุรกิจของตัวเอง & ธุรกิจของบริษัทลูก (PTTEP,PTTCH, TOP และล่าสุด PTTAR) หนุน เรายังแนะนำ ซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 08 ใหม่ที่ 493 บาทUpside ถึง 38% จากราคาปิดวานนี้ที่ 358 บาท

- บล.เกียรตินาคิน แนะนำซื้อลงทุน ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 452.58 บาท
            บล.เกียรตินาคิน ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง PTT ว่า มีข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวคดี PTT โดยท้ายที่สุด PTT จะคืนระบบท่อที่เข้าหลักเกณฑ์ตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นต้นคาดว่าจะอยู่ประมาณ 15,139 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการคืนสินทรัพย์ดังกล่าว จะแปลงคืนกลับมาในรูปของสิทธิในการใช้ระบบท่อฯ ซึ่งคาดว่าจะไม่กระทบต่อมูลค่าทางบัญชีของบริษัท นอกจากนี้กรมธนารักษ์ ยังจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของการกำหนดอัตราค่าเช่าระบบท่อก๊าซฯ ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 สัปดาห์ นับจากวันที่ 17 ธ.ค. 50 ซึ่งคาดว่าไม่น่าเกิน 7 ม.ค. 51 นอกจากนี้เราประเมินผลประกอบการ และราคาที่เหมาะสมที่ได้รับผลกระทบจากกรณีการเก็บค่าเช่าระบบท่อ โดยเราให้สมมติฐานอัตราค่าเช่าระบบท่ออยู่ที่ 5% ค่าใช้จ่ายย้อนหลังรวมทั้งภาระภาษีประมาณ 3,200 ล้านบาท รับรู้ใน Q4/50 ขณะในปี 51 ผลประกอบการจะได้รับผลกระทบ 0.10 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ 0.29% ของกำไรสุทธิในปี 51 โดยเราคาดว่าจะอยู่ที่ 100,279 บาท กำไรต่อหุ้น 35.75 บาท ขณะที่ราคาที่เหมาะสมใหม่จะทำมีมูลค่าที่เหมาะสมลดลงจาก 456 บาท เหลือ 452.58 บาท หรือลดลงประมาณ 0.75% เท่านั้น เรายังคงแนะนำ ซื้อลงทุน สำหรับ PTT

- บล.กรุงศรีอยุธยา แนะนำ 'ซื้อ' Fair Price ปี 51 ที่ 456.5 บาท
           บล.กรุงศรีอยุธยา ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง PTT ว่า ผลกระทบจากการโอนทรัพย์สิน (บางส่วน) ที่ได้มาจากการแปลงสภาพจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นบมจ. ปตท. ที่ต้องโอนคืนให้รัฐฯ มีจำนวนเพียง 15,139 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% ของมูลค่าสินทรัพย์รวม แต่ยังคงได้สิทธิในการใช้ทรัพย์สินดังกล่าวที่มีอยู่ต่อไป โดยคาดสิทธิดังกล่าวอาจจะถูกบันทึกเป็นรายการสิทธิการเช่า ทดแทนมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกโอนไป จึงคาดจะไม่มีผลกระทบต่อ Book Value ส่วนอัตราค่าเช่าเบื้องต้นคาดจะไม่ต่ำกว่า 5% ของรายได้ค่า
ผ่านท่อในส่วนของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่จะต้องแบ่งแยกคืนกระทรวงการคลัง (คาดจะมีข้อสรุปภายใน 3 สัปดาห์) คาดจะไม่มีผลกระทบอย่างเป็นนัยต่อกำไร โดยเบื้องต้น AYS ประเมินอัตราค่าเช่าท่อทุก ๆ 5% จะทำให้ PTT มีค่าใช้จ่ายค่าเช่าท่อประมาณ 208 ล้านบาท/ปี (ประมาณ 0.07 บาท/หุ้น) สำหรับผลกระทบต่อผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้น ในปี 50 จะเป็นค่าใช้จ่าย One-time (ค่าเช่าท่อย้อนหลัง 6 ปี ตั้งแต่แปลงสภาพเป็นบมจ. PTT และภาระภาษีต่าง ๆ) จะตกราว 3,247 ล้านบาท (ประมาณ 1.15 บาท/หุ้น) หากใช้สมมติฐานอัตราค่าเช่าท่อที่ 5% ของรายได้ ซึ่งคิดเป็นผลกระทบต่อกำไร และ EPS ในปีดังกล่าวประมาณ 3% และตั้งแต่ปี 51 เป็นต้นไป จะมีเพียงภาระค่าเช่าท่อที่คาดจะตกราว 208-624 ล้านบาท/ปี (ภายใต้อัตราค่าเช่าท่อที่ 5-15%) ซึ่งแทบจะไม่มีผลกระทบต่อกำไร และ Fair Price ของ PTT โดยจากกรณีศึกษาของ AYS ภายใต้สมมติฐานอัตราค่าเช่าท่อที่ 5-15% ของรายได้ คาด
            จะมีผลทำให้กำไร และ EPS ปี 51 เปลี่ยนแปลงเพียง 0.2-0.5% และ Fair Priceเปลี่ยนแปลงเพียง 1.2-2.2 บาท/หุ้น หรือประมาณ 0.3-0.5% เป็น 455.3 บาท และ 454.3 บาทตามลำดับ จากเดิมที่ 456.5 บาท
           โดยสรุปผลกระทบโดยรวมที่จะเกิดขึ้นต่อผลการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินของ PTT ถือว่าน้อยมาก และเป็นภาพที่ Positive มากกว่าที่ AYS และ Consensus คาด ดังนั้น AYS ยังคงแนะนำ ซื้อ; Fair Price (ปี 51) ที่ 456.5 บาท และกำไร จะมีการปรับปรุงหลังจากมีข้อสรุปเรื่องอัตราค่าผ่านท่อ และภาระภาษี แต่คาดจะไม่มีนัยสำคัญตามที่ได้กล่าวข้างต้น

- บล.กิมเอ็ง แนะนำ 'ซื้อลงทุน' ราคาเป้าหมาย 464 บาท
            บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง PTT ว่า ผลกระทบมูลค่าหุ้นอยู่ในวงจำกัดและดีกว่าที่ตลาดคาด ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันทีแค่ 3,200 ล้านบาทหรือ 1.14 บาท/หุ้น สรุปว่าทรัพย์สินที่ PTT จะโอนให้กับกระทรวงการคลังมีมูลค่าประมาณ 15,139 ล้านบาท ประกอบไปด้วยที่ดินที่การปิโตรเลียมฯ ได้มาโดยการใช้อำนาจเวนคืนและได้โอนให้กับ บมจ. ปตท. จำนวน 32 ไร่ มูลค่า 7 ล้านบาท, สิทธิเหนือที่ดินเอกชนมูลค่า 1,124 ล้านบาทและทรัพย์สินที่เป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ที่ประกอบกันเป็นระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ ส่วนที่เป็นท่อก๊าซเส้นที่ 1 และ 2 เฉพาะส่วนที่อยู่บนบก มูลค่า 14,008 ล้านบาท (ท่อเส้น 1 และ 2 ที่อยู่ใต้น้ำ (บริเวณอ่าวไทย) และท่อเส้นที่ 3 ทั้งบนบกและในน้ำไม่ต้องถูกโอน) โดยการโอนทรัพย์สินดังกล่าวจะมีภาระภาษีที่เกิดขึ้นจาก ภาษีโรงเรือน, ภาษีจากค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน, ภาษีจากการหักค่าเช่าย้อนหลังและเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีที่เกิดจากการแบ่งแยกสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นประมาณ 2 พันล้านบาท หรือ 0.71 บาท/หุ้น เมื่อบวกกับค่าเช่าปีละประมาณ 5% ของรายได้รวมจากธุรกิจท่อส่งก๊าซ หรือคิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท/ปี ย้อนหลัง 6 ปี เป็นค่าเช่าย้อนหลังที่ต้องจ่าย 1,200 ล้านบาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นประมาณ 3,200 ล้านบาทหรือ 1.14 บาท/หุ้น ที่ PTT จะมีการบันทึกลงไปในไตรมาส 4/50 ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบกับกำไรไตรมาสนั้นมากเนื่องจาก PTT จะมีการบันทึกกำไรพิเศษก่อนภาษีจากการจำหน่ายหุ้นของ PTTCH ประมาณ 4 พันล้านบาทด้วย
            ค่าเช่าท่อทั้งหมด 30 ปี จำนวน 8,800 ล้านบาท จะทยอยจ่ายปีละ 200 กว่าล้านบาท ส่วนเรื่องค่าเช่าท่อ ครม. อนุมัติหลักการคิดค่าเช่าท่อขั้นต่ำ 5% ของท่อที่ถูกโอนไป ซึ่งตามค่าเช่าดังกล่าวจะคิดกับท่อเส้น 1 และ 2 บนบก ซึ่งมีรายได้ประมาณ 50% ของรายได้จากธุรกิจท่อก๊าซในปัจจุบัน หรือคิดเป็นค่าเช่าท่อที่จ่ายในแต่ละปีประมาณ 200 ล้านบาท หรือ 0.07 บาท/หุ้นของ PTT (คำนวณจากรายได้ของท่อส่งก๊าซ ณ วันที่มีการแปรรูป) สำหรับค่าเช่าท่อ (เส้นที่ 1 และ 2 เฉพาะบนบก) ที่คิดอัตราขั้นต่ำ (มีการปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต) 5% ต้องจ่ายให้กระทรวงการคลังไปในอีก 30 ปี ตามอายุของท่อที่เหลืออยู่ รวมเป็นค่าเช่าท่อที่ต้องจ่ายประมาณ 8,800 ล้านบาท (เป็นการคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน) คิดเป็นผลกระทบ 3.13 บาท/หุ้นซึ่งจะทยอยจ่ายปีละประมาณ 200 กว่าล้านบาท ดังนั้นโดยรวม PTT จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นที่จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 4 บาท/หุ้น ซึ่งถือว่าไม่มากและดีกว่าที่ตลาดคาดถึงผลกระทบไว้มาก อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวข้างต้องจะต้องรอให้กรมธนารักษ์มีการประเมินอีกครั้ง ภายใน 3 สัปดาห์ จึงจะทราบตัวเลขที่แท้จริง
            คาดราคาหุ้นฟื้นตัว จากคลายกังวล แนะนำ ซื้อลงทุน ราคาเป้าหมาย 464 บาท จากการประเมินข้างต้นจะเห็นได้ว่าผลกระทบต่อราคาหุ้นคิดเป็นแค่เพียง 4 บาท/หุ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานโดยวิธี sum-of-the-part ลดลงจาก 468 บาท เป็น 464 บาท ซึ่งยังมี upside อยู่ถึง 30% จากราคาที่เหมาะสมใหม่ จากความชัดเจนที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ศาลตัดสินไม่เพิกถอนและการโอนท่อก๊าซซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดไว้มากและการเติบโต ของผลกำไรในอนาคตของธุรกิจก๊าซ, ปิโตรเคมี, โรงกลั่นและน้ำมัน ทำให้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อลงทุน สำหรับ PTT
tanatat
Verified User
โพสต์: 348
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ไม่ทราบว่าดูจากที่ไหนหรือครับว่าเป็นฝรั่งขายหุ้นปตท.  ผมว่าการวิเคราะห์โดยดูจากการขายของฝรั่งทุกวัน คงบอกไม่ได้หรอกครับว่าฝรั่งกำลังขายหุ้นตัวไหน ผมลองดูจากการซื้อขายในnvdr ก็ไม่ได้ขายมากมายบางครั้งยังมีซื้อกลับเสียอีก ผมว่าหลายคนมักใช้การคาดการณ์ การใช้อารมณ์มากกว่าที่จะแสดงถึงข้อเท็จจริง คนไทยที่อยู่ต่างประเทศที่ใช้บริการผ่านโบรกเกอร์ต่างชาติที่ฮ่องกง สิงค์โปร์ ถือว่าเป็นฝรั่งด้วยหรือเปล่า กองทุนฝรั่งที่ลงทุนในลักษณะการถือหุ้นที่เป็นนอมินี่ มีใครกล้าบอกหรือครับว่าเป็นฝรั่ง ถ้าเราใช้การที่ตลาดปิดลบ หุ้น ปตท.ติดลบมากๆ แล้วตอนเย็นรายงงานว่าฝรั่ง net sell แล้วมาสรุปว่าว่าฝรั่งทิ่งหุ้น ปตท.อย่างไม่ใยดี ผมว่าน่าเป็นห่วงกับทัศนะคติของนักลงทุนแบบ value จริงๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 3

โพสต์

อย่าว่าแต่บักสีดาเลย

ตอนนี้ผมก็ยังไม่อยากมอง


มันสีเทาๆคลุมเครือ
เป็นเครื่องมือของใคร?
ทุกยุคทุกสมัย  มีการดึงหน้าดึงหลังไงก็ไม่เข้าใจ

รอถูกกว่านี้  คงน่าสนใจ
mprandy
Verified User
โพสต์: 1992
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ดูรายงาน NVDR เมื่อวานที่ตกหนัก PTT ยังเป็น Top buy ใน NVDR นี่  :?:
beammy
Verified User
โพสต์: 3345
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 5

โพสต์

[quote="mprandy"]ดูรายงาน NVDR เมื่อวานที่ตกหนัก PTT ยังเป็น Top buy ใน NVDR นี่
Khun-Egg*
Verified User
โพสต์: 139
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ฝรั่งขาย เป็นปกติในทุกประเทศ
ไม่เฉพาะประเทศไทยครับ ไม่เกี่ยวกับป.ต.ท.เท่าไหร่หรอก  เพราะ Fund Manager บางเจ้าต้องการรับรู้กำไรกลับบ้าน และปีหน้าค่อยมาพิจารณากันใหม่ ผมว่าช่วงนี้ก็ไม่แปลกที่ต่างชาติจะขายจนดัชนีร่วงลงกว่า 800 จุดครับ
mprandy
Verified User
โพสต์: 1992
ผู้ติดตาม: 0

ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 7

โพสต์

[quote="beammy"][quote="mprandy"]ดูรายงาน NVDR เมื่อวานที่ตกหนัก PTT ยังเป็น Top buy ใน NVDR นี่
pak
Verified User
โพสต์: 5659
ผู้ติดตาม: 0

Re: ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 8

โพสต์

นอมินีต่างชาติทยอยเก็บกลุ่มปตท.
Source - กรุงเทพธุรกิจ (Th), Monday, March 19, 2012


สำรวจโครงสร้างผู้ถือหุ้นเดือนมี.ค. พบนอมินีต่างชาติทยอยเพิ่มสัดส่วนถือครองหุ้นปตท.-ปตท.สผ.-ไทยออยล์-ไออาร์พีซี โดยเฉพาะกองทุนรัฐบาลสิงคโปร์ทุ่มซื้อหุ้นไทยออยล์มากที่สุด 13 ล้านหุ้น สอดคล้องโบรกฯ แนะซื้อ มองแนวโน้มโรงกลั่นดี ด้านเอชเอสบีซี เทขายไออาร์พีซี 66 ล้านหุ้น

จากการสำรวจข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นของกลุ่ม ปตท.(PTT) พบว่า นอมินีต่างชาติทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นทุกบริษัท ประกอบด้วย บริษัท ปตท. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ซึ่งพบว่ากองทุนรัฐบาลสิงคโปร์ (GIC) ทยอยเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยออยล์ (TOP) มากที่สุด และมีการเพิ่มสัดส่วนการถือครองทุกบริษัท ขณะที่เอชเอสบีซี (สิงคโปร์) นอมินี พีทีอี ลิมิเต็ด เทขายหุ้นไออาร์พีซี (IRPC) มากที่สุด 66 ล้านหุ้น

โดยสถาบันที่เพิ่มสัดส่วนถือครองหุ้น ปตท. ได้แก่ เอชเอสบีซีฯ เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น 3.28 ล้านหุ้น สเตรท สตรีท แบงก์ ยุโรป ลิมิเต็ด 5.51 ล้านหุ้น จีไอซี 0.15 ล้านหุ้น เดอะ แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก มิลเลียน 0.66 ล้านหุ้น

หุ้น ปตท.สผ.ประกอบด้วย บีเอ็นพี พาริบาส์ ซีเคียวริตี้ส์ เซอร์วิส ลักซัมเบิร์ก 5.4 ล้านหุ้น เอชเอสบีซี (สิงคโปร์) นอมินี พีทีอี แอลทีดี 2.24 ล้านหุ้น เดอะ แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก นอมินี 2.63 ล้านหุ้น เชส นอมินี ลิมิเต็ด 42 4.23 ล้านหุ้น สเตรท สตรีท แบงก์ ยุโรป ลิมิเต็ด 1.32 ล้านหุ้น เดอะ แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก มิลเลียน-ซีจีที แทกเอเบิ้ล 22 จำนวน 1.69 ล้านหุ้น จีไอซี 2.91 ล้านหุ้น

หุ้นไทยออยล์ ประกอบด้วย เอชเอสบีซี (สิงคโปร์) นอมินี พีทีอี ลิมิเต็ด 4.7 ล้านหุ้น สเตรท สตรีท แบงก์ ยุโรป ลิมิเต็ด 16.69 ล้านหุ้น สเตรท สตรีท แบงก์ แอนด์ทรัสต์ คอมพานี 3.05 ล้านหุ้น จีไอซี 13.94 ล้านหุ้น เชส นอมินี ลิมิเต็ด 74 7 ล้านหุ้น เดอะ แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก มิลเลียน-ซีจีที แทกเอเบิ้ล 4.9 ล้านหุ้น เดอะ แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก นอมินี 1.23 ล้านหุ้น เชส นอมินี ลิมิเต็ด 2.1 ล้านหุ้น และ สเตรท สตรีท แบงก์ แอนด์ ทรัสต์ คอมพานี ฟอร์ ออสเตรเลีย 13.45 ล้านหุ้น

หุ้นไออาร์พีซี (IRPC) ประกอบด้วย สเตรท สตรีท แบงก์ แอนด์ ทรัสต์ คอมพานี 3.80 ล้านหุ้น สเตรท สตรีท แบงก์ ยุโรป ลิมิเต็ด 52.89 ล้านหุ้น และ จีไอซี 4.59 ล้านหุ้น ขณะที่ เอชเอสบีซี (สิงคโปร์) นอมินี พีทีอี ลิมิเต็ด ลดสัดส่วน 66.23 ล้านหุ้น

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยคาดว่าทิศทางกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 1/2555 ของกลุ่มโรงกลั่นจะเติบโตจากงวดก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากค่าการกลั่นเฉลี่ยในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบัน เท่ากับ 8.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 5.1% จากงวดไตรมาส 4/2554 และมีแนวโน้มสูงที่โรงกลั่นจะได้รับกำไรจากสต็อกน้ำมัน ซึ่งเป็นผลจากการที่น้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงแนะนำซื้อหุ้นไทยออยล์, บริษัทปตท.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ บริษัท เอสโซ่

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าบริษัทไทยออยล์ มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นมากในส่วนของธุรกิจการกลั่น ซึ่งคาดการณ์ค่าการกลั่นเฉลี่ยในปีนี้เท่ากับ 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 4.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีก่อน นอกจากนี้ ยังคาดว่าสเปรดพาราไซลีนทรงตัวในระดับที่ดีจะเป็นแรงหนุนให้กำไรโดยรวมช่วงครึ่งแรกของปีนี้สดใส จึงแนะนำซื้อหุ้นไทยออยล์และให้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 84 บาท เนื่องจากลักษณะของกำไรเข้าในแต่ละปียังไม่สม่ำเสมอ และยังมีความเป็นคอมมอดิตี้สูง (ทำให้กำไรผันผวน) แต่ปันผลจูงใจ ในระดับ 5% ต่อปี ยังคงน่าสนใจสำหรับการลงทุนซื้อ

--จบ--
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
WorriedInvestor
Verified User
โพสต์: 262
ผู้ติดตาม: 0

Re: ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 9

โพสต์

หุ้นนี้เข้าสูตรเลย ความผันผวนสูง แต่ความเสี่ยง(ที่จะเจ๊ง)ต่ำ เอิ๊กๆ
แต่ผมไม่ขอยุ่งด้วยนะครับ ผมชอบ ความผันผวนต่ำ ความเสี่ยงต่ำ ปันผลสูงๆๆๆๆ
หัวใจไม่ค่อยแข็งแรงน่ะครับ แถมปอดมีรูรั่วขนาดใหญ่ด้วยคร้าบ
dr1
Verified User
โพสต์: 842
ผู้ติดตาม: 0

Re: ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 10

โพสต์

มีคนปล่อยข่าวว่าต่างชาติแถวดูใบ ไล่ซื้ออยู่ครับ
samatah
pullmeunder
Verified User
โพสต์: 332
ผู้ติดตาม: 0

Re: ฝรั่งทิ้ง PTT ไม่ใยดี ไม่เชื่อยังน่าลงทุน

โพสต์ที่ 11

โพสต์

WorriedInvestor เขียน:หุ้นนี้เข้าสูตรเลย ความผันผวนสูง แต่ความเสี่ยง(ที่จะเจ๊ง)ต่ำ เอิ๊กๆ
แต่ผมไม่ขอยุ่งด้วยนะครับ ผมชอบ ความผันผวนต่ำ ความเสี่ยงต่ำ ปันผลสูงๆๆๆๆ
หัวใจไม่ค่อยแข็งแรงน่ะครับ แถมปอดมีรูรั่วขนาดใหญ่ด้วยคร้าบ
คิดเหมือนกันครับ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง
โพสต์โพสต์