|0 คอมเมนต์
อย่าหาว่าอะไรเลย ความจริงก็คือ ผมไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับสัญญา PPA นั่นเลยครับ ไม่ทราบด้วยว่าทำไมปีนี้ถึงอยู่จุดสูงสุดของกราฟรายได้ แต่ในเมื่อคุณ Invisible Hand ได้พูดว่ามันเป็นเช่นนั้น และคุณ Micky ได้ย้ำคำพูดคุณ Invisible Hand ว่ารายได้ปีนี้มันอยู่บน peak พอดีของกราฟไฮเปอร์บอริคแบบคว่ำ ผมก็เลยให้น้ำหน้กความน่าเชื่อถือครับ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านทั้งสองจะให้เหตุผลอะไรผิด ๆ อยู่แล้ว โอกาสที่ผมจะศึกษาข้อมูลพวกนี้อย่างลึก ๆ ก็แทบจะไม่มีครับ ยิ่งเรื่อง PPA นี่ ลืมไปได้เลย ได้แต่มองในระดับผิวเผิน วิเคราะห์ไปตามข้อมูลที่มีครับ
เพราะว่าผมไม่รู้เรื่องนี้ เลยต้องมาดูเรื่องรายได้ครับ ว่าถ้าเราวาดกราฟรูปไฮเพอร์บอลิค แล้วลองใช้รายได้ตั้งแต่ปี 40-46 มาวาดครึ่งแรกดู พี่ลองดูจากรายได้จากการขายและบริการ ตั้งแต่ปี 40-46 สิครับ 7.7, 8.8, 8.4, 9.5, 10.7, 11.4 และ 15.7 พันล้านบาทตามลำดับ กราฟมันคล้ายไฮเพอร์บอลิคจริง ๆ ครับ แต่ต้นทุนขายนั้น 2.9, 3.6, 2.7, 3.3, 4.0, 4.9 และ 6.0 ตามลำดับ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ว่า รายได้ต่อต้นทุนเป็นเท่าไหร่ ก็ 165.5, 144.4, 211.1, 187.88, 167.5, 161.6 มันก็เยอะนะครับ แต่แล้ว EPS ของ 40-46 ล่ะ (10.49), 11.62, 5.00, 2.30, 5.55, 5.62 และ 11.41 ครับ
ทีนี้กลับมาที่การวิแคะแบบตามใจฉัน โดยส่วนตัวผมโรคจิตชอบวัดความสามารถกิจการในแง่การดูเจริญเติบโตโดยใช้แค่ รายได้หลัก กับค่าใช้จ่ายหลักเท่านั้นครับ ก็คือไอ้ 2 อันบนที่บอกไปน่ะแหละ เพราะผมคิดว่าค่าอื่น ๆ มันเป็นส่วนที่ไม่ควรจะเป็นรายได้รายจ่ายที่ยั่งยืนครับ ก็จะได้ กำไรต่อหุ้นของการขายและบริการที่หักภาษีแล้ว 40-46 เป็น 6.34, 6.87, 7.53, 8.19, 8.85, 8.58, และ 12.81 ตามลำดับ ย้ำว่านี่คือค่าประมาณกำไรต่อหุ้นที่ไม่รวมรายได้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นะครับ (ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาจมีผลกระทบต่อ EPS อย่างรุนแรงครับ เช่นปี 40, 41 และ 43 ครับ)
ดังนั้น ในเมื่อเราไม่มีเวลาและโอกาสพอที่จะศึกษาว่า PPA คืออะไร เราก็ต้องใช้สมมติฐานที่ว่า ค่า PPA จะก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นฟอร์มของไฮเพอร์บอลิค แล้วลองเอามาวาดดู เราก็ได้จะว่า ปี 47 นี้ กำไรต่อหุ้นจากรายได้หลัก จะได้ประมาณ 8.5 หรือสุทธิแล้วประมาณ 7 บาท อย่างร้ายสุด แต่จริง ๆ ผมหวังไว้ที่ 9 บาทครับ อย่าลืมว่าเราไม่ได้นับเรื่องความต้องการใช้ไฟที่มากขึ้น หรือองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะช่วยหนุนให้รายได้มากขึ้นนะครับ (ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาจมีผลกระทบต่อ EPS อย่างรุนแรงครับ เช่นปี 40, 41 และ 43 ครับ ย้ำอีกที)
ทีนี้ พอเดา eps ปีหน้าได้แล้ว ที่ราคานี้ BV ที่สิ้นปี 47 ก็ควรจะเป็น 49+7= 56 บาท, PE นับจากตอนนี้ (69) ก็คือ 9.86 ผมก็เลยถามตัวเองว่า ถ้าคิดว่ามูลค่าสิ้นปีมันน่าจะอยู่ประมาณนี้ จะน่าลงทุนหรือเปล่าครับ??? ลองเทียบกับ PE, P/BV ของกลุ่มดูนะครับ
*โดยส่วนตัวเวลาผมวิเคราะห์หุ้นอะไร ผมไม่ค่อยสนใจว่ามันจะไปเท่าไหร่หรอกครับ แต่ผมสนใจว่าถ้าต้องลง มันจะดิ่งไปได้เท่าไหร่ เพราะผมไม่กลัวได้ แต่กลัวเสียครับ เพราะเสียแล้วมันขึ้นมาใหม่ยาก หลักการลงทุนผมเลยค่อนข้างจะจำกัดความเสี่ยงสูง และทำให้บางทีกำไรก็ไม่มากครับ ( แต่ก็ไม่ขาดทุนนะ)
เดี๋ยวเจอกัน