อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 20
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 1
ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับบัฟเฟตมาบ้างแล้ว แต่ว่าทุกเล่มเหมือนกันคือไม่ได้บอกวิธีการที่บัฟเฟตใช้ในการคำนวนมูลค่า บอกแค่อ้อมๆว่า เป็นวิธีเรียบง่าย ซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ราคาต้องมีเหตุมีผลอะไรทำนองนี้ อีกอย่างผมลองหาในกูเกิลแล้วก็ยังหาไม่ได้ ผมคิดว่าการวัดมูลค่าหุ้นเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายในการลงทุนได้เลย แต่ไม่เห็นมีใครพูดกันว่าบัฟเฟตใช้วิธีการแบบใหน ผมอยากทราบจริงๆครับ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อน ไม่มีใครพูดถึง พี่ๆคนใหนที่พอรู้ว่าบัฟเฟตใช้วิธีใหน มีสูตรอย่างไร ช่วยบอก และยกตัวอย่างการคำนวนให้ดูหน่อยได้ใหมครับ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกงงไปหมดแล้ว แล้วถ้าผมไม่รู้ว่าบัฟเฟตคำนวนมูลค่าอย่างไร ผมก็ไม่อยากลงทุนด้วยวิธีนี้ (เพราะผมไม่รู้ว่าจริงๆว่าบัฟเฟตคำนวน อย่างไร ซึ่งความไม่รู้ในส่วนนี้ก็ถือเป็นความเสี่ยงสำหรับผม)
- murder_doll
- Verified User
- โพสต์: 1608
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 2
DCF ครับ ส่วนลดกระแสเงินสดของกิจการ
ส่วนวิธีคำนวณไม่ต้องพูดถึง ลองค้นในเว็บนี้ดูครับ มีโพสไว้เยอะพอสมควรครับ
ส่วนวิธีคำนวณไม่ต้องพูดถึง ลองค้นในเว็บนี้ดูครับ มีโพสไว้เยอะพอสมควรครับ
เงินทองเป็นของมายา
ข้าวปลาคือของจริง
ข้าวปลาคือของจริง
- murder_doll
- Verified User
- โพสต์: 1608
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 4
เงินทองเป็นของมายา
ข้าวปลาคือของจริง
ข้าวปลาคือของจริง
-
- Verified User
- โพสต์: 469
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 5
ต้องเข้าใจกิจการที่จะลงทุนมากๆก่อนครับ
สมมุติ บัฟเฟตต์อ่านจนเข้าใจในธุรกิจนั้นจนติด 1ใน 5 คนในโลก
อย่าง IBM นี่อ่านมาหลายสิบปีเลยนะครับ
ขอบเขตของความรู้ (circle of competence)จึงสำคัญมากในการประเมินธุรกิจ
นอกจากนั้นการเข้าซื้อในแต่ละครั้ง ต้องมี mos ที่มากเพียงพอ
การวัดมูลค่าหุ้นแบบเป๊ะๆจึงไม่จำเป็นครับ
แบบที่เกรแฮม ว่า จะบอกว่าคนไหนอ้วน ไม่ต้องรู้น้ำหนักเขาก็ได้
แต่ไอเดียในการหาผลตอบแทน ก็คือ
ผลรวมของกระแสเงินสดที่บริษัทจะผลิตออกมาได้จนบริษัทนั้นเจ๊ง(ตลอดกาล)
แล้วคิดลดกลับมาเป็นปัจจุบันด้วยส่วนลดอย่างดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ต้นทุนของเงินทุน ครับ
ซึ่งมันก็คือ DCF นั้นแหละ ซึ่งผมว่า บัฟเฟตต์ใช้ในแง่ของไอเดียมากกว่า
แต่ทีนี้ บัฟเฟตต์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะไม่มีเครื่องคิดเลขด้วยซ้ำ
แปลว่า บัฟเฟตต์อาจจะเก่งมาก หรือ การคิดมันอาจไม่ต้องซับซ้อนขนาดนั้น
จำได้เลาๆว่า ไม่บัฟเฟตต์ก็มังเจอร์ บอกว่าไม่ต้องอัจฉริยะ
แค่รู้คณิตศาสตร์ประมาณนึงกับความน่าจะเป็น ก็เพียงพอแล้ว
แต่ทีนี้ผมสังเกตุว่า เวลาประเมินมูลค่า ผมว่าเขาประเมินที่ตัวบริษัทมากกว่า
ว่าจะกำไรเป็นอย่างไร เติบโตแค่ไหน แล้วหามูลของค่าบริษัทออกมา
แล้วค่อยไปเทียบราคานะครับ ว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
จึงไม่มีประเด็นการปรับ p/e แบบที่ หรือหาค่าพีอีเหมาะสม
อาจจะเป็นเพราะบัฟเฟตต์ซื้อบริษัทชั้นยอดอยู่แล้วก็ได้
แต่เดาว่า เขามุ่งเน้นแต่ผลประกอบการของกิจการเท่านั้น
ไม่ได้หวังให้ตลาด(มวลชน)มาสร้างราคา แต่ผลประกอบการจะสร้างราคาเองครับ
เลาๆอีกอัน บัฟเฟตต์พูดประมาณว่า
ถ้าคุณซื้อธุรกิจที่ต่ำกว่ามูลค่า คุณจะทำเงินได้
หากรู้ว่า ธุรกิจใดสร้างมูลค่า ไม่สร้างมูลค่า คุณก็จะทำเงินได้
วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ของพี่สุมาอี้ เป็นตัวอย่างการวัดมูลค่าหุ้นแบบต่างๆ
คมปัญญาบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์เขียนเอง
แก่นแท้ของบัฟเฟตต์เป็นเล่มที่ผมชอบ
ก็คงพอจะเข้าใจ คอนเสปแหละ ครับ
แต่ถ้าอยากเห็นตัวเลขหน่อยก็
ลองหา buffettology หรือ new buffettology อ่านดู
บัฟเฟตต์ ไม่ได้เขียนเองแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าผิด
โดยส่วนตัวคิดว่า มีหลักวิธีดูกิจการที่ดีอยู่พอสมควร
แต่การคำนวนมีบางอย่างไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน
สุดท้ายนี้แก่นของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็ยังเหมือนเดิมครับ
- ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ
- ซื้อในราคามี matgin of safety
- ใช้ความผันผวนของตลาดให้เป็นประโยชน์
การลงทุนเป็นศิลปะมากๆครับ สนุกสนานในการลงทุนนะครับ
สมมุติ บัฟเฟตต์อ่านจนเข้าใจในธุรกิจนั้นจนติด 1ใน 5 คนในโลก
อย่าง IBM นี่อ่านมาหลายสิบปีเลยนะครับ
ขอบเขตของความรู้ (circle of competence)จึงสำคัญมากในการประเมินธุรกิจ
นอกจากนั้นการเข้าซื้อในแต่ละครั้ง ต้องมี mos ที่มากเพียงพอ
การวัดมูลค่าหุ้นแบบเป๊ะๆจึงไม่จำเป็นครับ
แบบที่เกรแฮม ว่า จะบอกว่าคนไหนอ้วน ไม่ต้องรู้น้ำหนักเขาก็ได้
แต่ไอเดียในการหาผลตอบแทน ก็คือ
ผลรวมของกระแสเงินสดที่บริษัทจะผลิตออกมาได้จนบริษัทนั้นเจ๊ง(ตลอดกาล)
แล้วคิดลดกลับมาเป็นปัจจุบันด้วยส่วนลดอย่างดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ต้นทุนของเงินทุน ครับ
ซึ่งมันก็คือ DCF นั้นแหละ ซึ่งผมว่า บัฟเฟตต์ใช้ในแง่ของไอเดียมากกว่า
แต่ทีนี้ บัฟเฟตต์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะไม่มีเครื่องคิดเลขด้วยซ้ำ
แปลว่า บัฟเฟตต์อาจจะเก่งมาก หรือ การคิดมันอาจไม่ต้องซับซ้อนขนาดนั้น
จำได้เลาๆว่า ไม่บัฟเฟตต์ก็มังเจอร์ บอกว่าไม่ต้องอัจฉริยะ
แค่รู้คณิตศาสตร์ประมาณนึงกับความน่าจะเป็น ก็เพียงพอแล้ว
แต่ทีนี้ผมสังเกตุว่า เวลาประเมินมูลค่า ผมว่าเขาประเมินที่ตัวบริษัทมากกว่า
ว่าจะกำไรเป็นอย่างไร เติบโตแค่ไหน แล้วหามูลของค่าบริษัทออกมา
แล้วค่อยไปเทียบราคานะครับ ว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
จึงไม่มีประเด็นการปรับ p/e แบบที่ หรือหาค่าพีอีเหมาะสม
อาจจะเป็นเพราะบัฟเฟตต์ซื้อบริษัทชั้นยอดอยู่แล้วก็ได้
แต่เดาว่า เขามุ่งเน้นแต่ผลประกอบการของกิจการเท่านั้น
ไม่ได้หวังให้ตลาด(มวลชน)มาสร้างราคา แต่ผลประกอบการจะสร้างราคาเองครับ
เลาๆอีกอัน บัฟเฟตต์พูดประมาณว่า
ถ้าคุณซื้อธุรกิจที่ต่ำกว่ามูลค่า คุณจะทำเงินได้
หากรู้ว่า ธุรกิจใดสร้างมูลค่า ไม่สร้างมูลค่า คุณก็จะทำเงินได้
วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ของพี่สุมาอี้ เป็นตัวอย่างการวัดมูลค่าหุ้นแบบต่างๆ
คมปัญญาบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์เขียนเอง
แก่นแท้ของบัฟเฟตต์เป็นเล่มที่ผมชอบ
ก็คงพอจะเข้าใจ คอนเสปแหละ ครับ
แต่ถ้าอยากเห็นตัวเลขหน่อยก็
ลองหา buffettology หรือ new buffettology อ่านดู
บัฟเฟตต์ ไม่ได้เขียนเองแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าผิด
โดยส่วนตัวคิดว่า มีหลักวิธีดูกิจการที่ดีอยู่พอสมควร
แต่การคำนวนมีบางอย่างไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน
สุดท้ายนี้แก่นของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็ยังเหมือนเดิมครับ
- ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ
- ซื้อในราคามี matgin of safety
- ใช้ความผันผวนของตลาดให้เป็นประโยชน์
การลงทุนเป็นศิลปะมากๆครับ สนุกสนานในการลงทุนนะครับ

Sixth Sense Investor
-
- Verified User
- โพสต์: 876
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 7
คุณเหมือนกับผมตอนที่ศึกษาแนวทางนี้ใหม่ๆเลย
ผมเคยพยายามนั่งหาคำตอบว่าจะวัดมูลค่ากิจการออกมาได้ยังไง แล้วถ้าวัดไม่ได้จะเอามาเทียบกับราคาได้ยังไง
ผม อ่าน อ่าน อ่าน แล้วก็อ่านครับ จนผมพบว่า การวัดมูลค่าของกิจการ ให้ออกมาเป็นตัวเลขเป๊ะๆ นั้น มันไม่สำคัญเท่ากับการที่เราเข้าใจในธุรกิจที่เราลงทุน มองภาพอนาคตของมันออกภายในระยะเวลาที่เราสนใจ(เช่น 3-5-10 ปีข้างหน้า) รู้ว่าบริษัทนั้นมีปัจจัยเสี่ยงอะไร มีปัจจัยเกื้อหนุนคืออะไร ผู้บริหารเป็นอย่างไร-เก่งไหม-ซื่อสัตย์ไหม ฯลฯ
เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้แล้ว ก็ค่อยมาดู "คร่าวๆ" ว่าราคาที่เห็นในกระดานนั้นมัน โคตรถูก-ถูก-เฉยๆ-แพง-แพงมากๆ อย่างไรโดยใช้สิ่งที่เรียนมาเช่น PE PBV DCF ฯลฯ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมองไปข้างหน้า และเอาความเสี่ยงเป็นที่ตั้ง อย่ามองแต่ปัจจุบันแล้วเอาความโลภเป็นที่ตั้ง
ดังนั้นถ้าคุณศึกษาต่อไปเรื่อยๆก็จะพบว่าหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่มีนักลงทุนเก่งๆมาเขียนให้อ่านจะไม่ค่อยมีเรื่องของ valuation มากนัก เพราะมันสำคัญน้อยกว่าความเข้าใจในธุรกิจนั่นเองครับ
ผมเคยพยายามนั่งหาคำตอบว่าจะวัดมูลค่ากิจการออกมาได้ยังไง แล้วถ้าวัดไม่ได้จะเอามาเทียบกับราคาได้ยังไง
ผม อ่าน อ่าน อ่าน แล้วก็อ่านครับ จนผมพบว่า การวัดมูลค่าของกิจการ ให้ออกมาเป็นตัวเลขเป๊ะๆ นั้น มันไม่สำคัญเท่ากับการที่เราเข้าใจในธุรกิจที่เราลงทุน มองภาพอนาคตของมันออกภายในระยะเวลาที่เราสนใจ(เช่น 3-5-10 ปีข้างหน้า) รู้ว่าบริษัทนั้นมีปัจจัยเสี่ยงอะไร มีปัจจัยเกื้อหนุนคืออะไร ผู้บริหารเป็นอย่างไร-เก่งไหม-ซื่อสัตย์ไหม ฯลฯ
เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้แล้ว ก็ค่อยมาดู "คร่าวๆ" ว่าราคาที่เห็นในกระดานนั้นมัน โคตรถูก-ถูก-เฉยๆ-แพง-แพงมากๆ อย่างไรโดยใช้สิ่งที่เรียนมาเช่น PE PBV DCF ฯลฯ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมองไปข้างหน้า และเอาความเสี่ยงเป็นที่ตั้ง อย่ามองแต่ปัจจุบันแล้วเอาความโลภเป็นที่ตั้ง
ดังนั้นถ้าคุณศึกษาต่อไปเรื่อยๆก็จะพบว่าหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่มีนักลงทุนเก่งๆมาเขียนให้อ่านจะไม่ค่อยมีเรื่องของ valuation มากนัก เพราะมันสำคัญน้อยกว่าความเข้าใจในธุรกิจนั่นเองครับ
Take care of your loss and profit will take care itself.
- tok
- Verified User
- โพสต์: 833
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 8
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=20&t=35600tok เขียน:การหามูลค่า หุ้น Coca-Cola ของ วอร์เรน บัฟเฟต
เมื่อปี 1987 บัฟเฟต ซื้อหุ้น Coca-Cola ที่ราคา $6.50
ขณะที่บริษัทมีกำไรกำไรก่อนเสียภาษี (pretax earnings) $0.7 ต่อหุ้น (กำไรหลังเสียภาษีที่ $0.46 ต่อหุ้น)
โดยกำไรต่อหุ้นมีการเติบโตปีละ 10% ในสิบปีที่ผ่านมา
บัฟเฟตคิดว่าเหมือนกับว่าเขาได้ซื้อพันธบัตร ที่ออกโดยบริษัท Coca-Cola ที่จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 10%
โดยลงทุน $6.5 และเงินตอบแทนจะทบต้นปีละ 10%
โดยคาดว่าในปี 2007 บริษัทจะมีกำไรก่อนหักภาษีเท่ากับ 0.7*(1+0.1)^20 = $4.71 ต่อหุ้น (กำไรหลังเสียภาษีที่ $2.82 ต่อหุ้น)
ในปี 2007 ผลตอบแทนของบริษัทจะโตเป็น 72.4% (ผลตอบแทนเท่ากับ $4.71ต่อการลงทุน $6.5)
แล้วผลตอบแทนก่อนหักภาษี 72.4% ของการลงทุน $6.5 ในปี 2007 จะมีค่าเท่าไหร่ในปี 1987
ถ้าใช้ discount rate ที่ 7% (ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวในขณะนั้น) จะได้ตอบแทนเท่ากับ 72.4/(1+0.07)^20 = 19%
ถ้าคูณ 19% ด้วย $6.5 เท่ากับผลตอบแทน $1.22 ต่อหุ้น ถ้าคูณด้วย P/E ของ Coca-Cola ในปี 1987เท่ากับ 14 จะได้มูลค่าต่อหุ้น $17.04
ถ้าคิดตามวิธีข้างบน
ปี 1987 บริษัทมีกำไรก่อนหักภาษี $0.7 ถ้ากำไรเติบโตปีละ 10%
ในอีก 20 ปีข้างหน้า (ปี 2007) บริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นก่อนหักภาษีเพิ่มขี้นเป็น 0.7*(1+0.1)^20 = $4.71
Discount ด้วย rate 7% จะได้กำไรต่อหุ้นก่อนหักภาษีในปี 1987 เท่ากับ 4.71/(1+0.07)^20 = $1.22
ถ้าคูณด้วย P/E ของ Coca-Cola ในปี 1987เท่ากับ 14 จะได้มูลค่าต่อหุ้น $17.04
-
- Verified User
- โพสต์: 258
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 9
สวัสดีครับ
Buffet เคยเขียนวิธีการประเมินมูลค่า ในรายงานประจำปีไว้อย่างนี้ครับ คือ
"a bird in the hand is worth two in the bush".
ซึ่งมันก็คือ DCA นั่นเองครับ
ผมคิดว่าถึงเรารู้วิธีว่า Buffet ใช้วิธีอะไรในการประเมินมูลค่า
แต่เราไม่น่าจะได้ตัวเลขหรือผลตอบแทนเหมือนเค้านะครับ
มันน่าจะขึ้นอยู่กับ ความเข้าใจในธุรกิจ, ประสบการณ์และโชค มากกว่าครับ
ถ้าจะตั้งคำถามแบบพื้นๆ คือ วิธี DCA เราต้องรู้จำนวนเงินสดในอนาคตเพื่อนำมา
discount ในสูตร เรารู้จำนวนของมันหรือเปล่าครับ ในเมื่อปีต่อปีเรายังไม่ทราบเลยครับ?
ถ้าอย่างนั้น Buffet แก้ปัญหานี้อย่างไร เท่าที่สังเกต เค้าชอบกิจการที่ตั้งมานาน
แบบเก่าๆ นะครับ หลีกเลี่ยงกิจการที่ใช้เทคโนโลยี อะไรทำนองนี้ครับ
และในจังหวะที่เข้าซื้อ ต้องมี Margin of safety ครับ
Buffet เคยเขียนวิธีการประเมินมูลค่า ในรายงานประจำปีไว้อย่างนี้ครับ คือ
"a bird in the hand is worth two in the bush".
ซึ่งมันก็คือ DCA นั่นเองครับ
ผมคิดว่าถึงเรารู้วิธีว่า Buffet ใช้วิธีอะไรในการประเมินมูลค่า
แต่เราไม่น่าจะได้ตัวเลขหรือผลตอบแทนเหมือนเค้านะครับ
มันน่าจะขึ้นอยู่กับ ความเข้าใจในธุรกิจ, ประสบการณ์และโชค มากกว่าครับ
ถ้าจะตั้งคำถามแบบพื้นๆ คือ วิธี DCA เราต้องรู้จำนวนเงินสดในอนาคตเพื่อนำมา
discount ในสูตร เรารู้จำนวนของมันหรือเปล่าครับ ในเมื่อปีต่อปีเรายังไม่ทราบเลยครับ?
ถ้าอย่างนั้น Buffet แก้ปัญหานี้อย่างไร เท่าที่สังเกต เค้าชอบกิจการที่ตั้งมานาน
แบบเก่าๆ นะครับ หลีกเลี่ยงกิจการที่ใช้เทคโนโลยี อะไรทำนองนี้ครับ
และในจังหวะที่เข้าซื้อ ต้องมี Margin of safety ครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 258
- ผู้ติดตาม: 0
Re: อยากทราบการวัดมูบค่ากิจการ(หุ้น)ของวเร็น บัฟเฟตครับ
โพสต์ที่ 10
สวัสดีครับ
Buffet เคยเขียนวิธีการประเมินมูลค่า ในรายงานประจำปีไว้อย่างนี้ครับ คือ
"a bird in the hand is worth two in the bush".
ซึ่งมันก็คือ DCA นั่นเองครับ
ผมคิดว่าถึงเรารู้วิธีว่า Buffet ใช้วิธีอะไรในการประเมินมูลค่า
แต่เราไม่น่าจะได้ตัวเลขหรือผลตอบแทนเหมือนเค้านะครับ
มันน่าจะขึ้นอยู่กับ ความเข้าใจในธุรกิจ, ประสบการณ์และโชค มากกว่าครับ
ถ้าจะตั้งคำถามแบบพื้นๆ คือ วิธี DCA เราต้องรู้จำนวนเงินสดในอนาคตเพื่อนำมา
discount ในสูตร เรารู้จำนวนของมันหรือเปล่าครับ ในเมื่อปีต่อปีเรายังไม่ทราบเลยครับ?
ถ้าอย่างนั้น Buffet แก้ปัญหานี้อย่างไร เท่าที่สังเกต เค้าชอบกิจการที่ตั้งมานาน
แบบเก่าๆ นะครับ หลีกเลี่ยงกิจการที่ใช้เทคโนโลยี อะไรทำนองนี้ครับ
และในจังหวะที่เข้าซื้อ ต้องมี Margin of safety ครับ
Buffet เคยเขียนวิธีการประเมินมูลค่า ในรายงานประจำปีไว้อย่างนี้ครับ คือ
"a bird in the hand is worth two in the bush".
ซึ่งมันก็คือ DCA นั่นเองครับ
ผมคิดว่าถึงเรารู้วิธีว่า Buffet ใช้วิธีอะไรในการประเมินมูลค่า
แต่เราไม่น่าจะได้ตัวเลขหรือผลตอบแทนเหมือนเค้านะครับ
มันน่าจะขึ้นอยู่กับ ความเข้าใจในธุรกิจ, ประสบการณ์และโชค มากกว่าครับ
ถ้าจะตั้งคำถามแบบพื้นๆ คือ วิธี DCA เราต้องรู้จำนวนเงินสดในอนาคตเพื่อนำมา
discount ในสูตร เรารู้จำนวนของมันหรือเปล่าครับ ในเมื่อปีต่อปีเรายังไม่ทราบเลยครับ?
ถ้าอย่างนั้น Buffet แก้ปัญหานี้อย่างไร เท่าที่สังเกต เค้าชอบกิจการที่ตั้งมานาน
แบบเก่าๆ นะครับ หลีกเลี่ยงกิจการที่ใช้เทคโนโลยี อะไรทำนองนี้ครับ
และในจังหวะที่เข้าซื้อ ต้องมี Margin of safety ครับ