หน้าแรก
เว็บบอร์ด
หลักสูตรออนไลน์
Marketplace
สินค้าสมาคม
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
เข้าสู่ระบบ
เมนูลัด
แสดงกระทู้ที่ยังไม่มีการตอบ
แสดงกระทู้ที่เปิดดูแล้ว
ค้นหา
รายชื่อสมาชิก
ทีมงาน
FAQ
ไอเดียหุ้นเด้ง
โพสต์ยอดนิยม
หุ้นที่ติดตาม
ผู้เขียนที่ติดตาม
ChAiJiT
" อะไรก็ตามที่เคยมีคนทำได้
แสดงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ "
Joined: พฤหัสฯ. พ.ย. 30, 2006 8:19 pm
23
โพสต์
|
0
กำลังติดตาม
|
0
ผู้ติดตาม
ส่งข้อความ
ดูประวัติส่วนตัว - ChAiJiT
กระทู้ที่ตั้ง
โพสต์ที่ตอบ
โพสต์ที่ตอบ
คอมเมนต์
ไลค์
มีเงินหมื่นสี่พันบาทก้อเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้
ตามด้วยบทความเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ (ภาคแรก) < เป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ จากการลงทุนปีละ 14,000 บาท (ภาคแรก) > ความ ร่ำรวย แทบเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ในขณะที่คนทั่วไปเข้าใจว่า แต่ละเดือนมีรายได้ไม่มาก เหลือเงินเก็บไม่เท่าไหร่ ภายใต้การเก็บสะสมเหล่านี้ไม่มีวันร่ำรวยได้ แต่ในความเป็นจริง ถ้าหากมีเวลาเพียงพอ และรู้หลักการลงทุน ก็จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าการลงทุนประสบความร่ำรวย ประกอบไปด้วยเงื่อนไขพื้นฐาน 3 ประการคือ เงินออมที่แน่นอน การค้นหาผลตอบแทนสูง และการรอคอยระยะยาว ถ้าหากคนหนุ่มสาวสามารถเก็บเงินปีละ 14,000 บาท เก็บทุกปีติดต่อกัน 40 ปี หากนำเงินที่เก็บไว้ในแต่ละปีไปลงทุนในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์หรืออื่น ๆ ที่ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% คล้อยหลังไป 40 ปี จะมีทรัพย์สินเท่าไร ? คำตอบที่ได้รับคือ 102,810,000 บาท (หนึ่งร้อยสองล้านแปดแสนหนึ่งหมื่นบาท) เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ถ้าหากเป็นหนุ่มสาวเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 ปี ขอเพียงเก็บเงินปีละ 14,000 บาท หรือเฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,167 บาท ลงทุนทั้งสิ้น 40 ปี เท่ากับ 560,000 บาท ถ้านำเงินเหล่านี้ไปลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% เมื่อเกษียณที่อายุ 65 ปี จะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้าน ตัวเลขร้อยล้านนี้มาจากวิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์ดังไปนี้ 14,000 x (1x20%)^40 / 20% = 102,810,000 สูตรตัวเลขนี้เพียงบ่งชี้ว่า เงินจำนวนเล็กน้อย พอผ่านการลงทุนจะทำกำไรเป็นเงินมหาศาลอย่างไร คุณอาจจะยังไม่เข้าใจสูตรตัวเลขนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผู้ที่ลงทุนจนกลายเป็นเศรษฐีส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจสูตรนี้เช่นกัน และคนที่เข้าใจสูตรตัวเลขนี้ก็ใช่ว่าจะลงทุนแล้วร่ำรวยกันทุกคน ขอเพียงคุณยังหนุ่มยังสาว มีความตั้งใจอยากร่ำรวย รู้จักลงทุนให้ถูกทาง ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ต้องได้เป็นเศรษฐี ทั้งนี้ต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 3 ข้อที่ว่า 1. ปีนึงต้องเก็บเงิน 14,000 บาท หรือเท่ากับเดือนละ 1,167 บาท เชื่อว่าสำหรับคนทั่วไปอยู่ในวิสัยที่ทำได้ 2. นำเงินออมไปลงทุนในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% และถือครองระยะยาว ซึ่งรูปแบบการลงทุนเช่นนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง ยากดีมีจนอย่างไร ล้วนลงทุนได้ 3. ระยะเวลาในการสร้างฐานะ 40 ปี ดูเหมือนว่ายาวนาน แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง แทบทุกคนสามารถทำได้ หนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 25 ปี เวลานี้เริ่มเก็บออมเงินได้แล้ว เมื่อมีอายุถึง 60 65 ปี เท่ากับว่าทำงาน 40 ปีพอดี ถ้าหากยังไม่เข้าใจ โปรดดูข้อมูลตัวเลขข้างล่างนี้ ซึ่งอธิบายวิธีการลงทุนสร้างฐานะว่า ลงทุนทุกปี ปีละ 14,000 บาท ถ้าได้ผลตอบแทนปีละ 20% ทุก 10 ปีจะมียอดเงินสะสมดังนี้ - ปีที่ 10 ยอดเงินสะสม = 360,000 บาท - ปีที่ 20 ยอดเงินสะสม = 2,610,000 บาท - ปีที่ 30 ยอดเงินสะสม = 16,550,000 บาท - ปีที่ 40 ยอดเงินสะสม = 102,810,000 บาท นั่นหมายความว่าหากคุณมีเงินเก็บสะสมอยู่แล้ว 360,000 บาท ก็ขอแสดงความยินดีที่คุณสามารถ ลดระยะเวลาของการลงทุนไป 10 ปี ขอเพียงคุณลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนอย่างงาม (20%ขึ้นไป) อีก 30 ปีคุณจะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน หากคุณมีเงินทองอยู่แล้ว 2,610,000 บาท ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะว่าคุณลดระยะเวลาการลงทุนไป 20 ปี หรือหากคุณมียอดเงินอยู่แล้ว 16,550,000 บาท ก็ยิ่งวิเศษใหญ่ เพราะว่าคุณลดระยะเวลาการลงทุนถึง 30 ปี อีก 10 ปีคุณก็จะเป็นเศรษฐีร้อยล้าน มีคนทั่วไปเห็นว่า เมื่อฝากเงินกับธนาคารจะได้รับดอกเบี้ย เมื่อทบดอกเบี้ยเข้าไป จะได้ดอกทวีคูณ เมื่อนานเข้าน่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่ คนที่มีความคิดเช่นนี้ เป็นเพราะไม่เข้าใจวิธีการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น ถ้าพบว่าภายใต้เงินก้อนเดียวกัน ผ่านระยะเวลาดอกเบี้ยทบต้นเท่ากัน แต่ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นแตกต่างอย่างมหาศาลน่าแปลกใจมาก ตัวอย่างคน ๆ นึงฝากเงินกับธนาคารทุกปี ปีละ 14,000 บาท เป็นเวลา 40 ปี รับดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละ 5% แล้วนำดอกเบี้ยทบต้นเข้าไป คุณคิดว่า 40 ปีให้หลัง คน ๆ นี้จะมีเงินสะสมเท่าไร ? คำตอบคือ 1,690,000 บาทเท่านั้น คำตอบที่ได้มาจากวิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์ดังนี้ 14,000 x (1x5%)^40 / 5% = 1,690,000 ในขณะที่ตัวอย่างร้อยล้านจากวิธีคำนวณข้างต้น แต่ผลตอบแทนเฉลี่ย 20% ต่อปี 14,000 x (1x20%)^40 / 20% = 102,810,000 ทั้งสองรายการนี้ใช้เงินลงทุนเท่ากัน ระยะเวลานานเท่ากัน ต่างกันที่ผลตอบแทน 5% กับ 20% ทั้งสองรายการได้ผลตอบแทนต่างกันถึง 70 กว่าเท่า นี่คือลักษณะเฉพาะของ ดอกเบี้ยทบต้น จากตัวอย่างที่ยกมานี้แสดงว่า เคล็ดลับข้อหนึ่งของการลงทุนสร้างฐานะ อยู่ที่ให้ผลตอบแทนสูงต่ำแค่ไหน ฉะนั้นจุดสำคัญของการลงทุนไม่ใช่อยู่ที่นำเงินไปลงทุนหรือยัง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณลงทุนอย่างไร และให้ผลตอบแทนสูงต่ำแค่ไหน สมมติว่าคน ๆ นึงเก็บเงินปีละ 500,000 บาท แล้วนำไปฝากประจำดอกเบี้ย 5% กับธนาคาร ขอถามว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร ค่อยเป็นเศรษฐีร้อยล้าน คำตอบคืออีก 200 ปี คิดดูสิว่าคน ๆ นึงเก็บเงินปีละ 500,000 บาท ก็ว่ายากอยู่แล้ว คิดมีอายุถึง 200 ปีนี่เป็นไปไม่ได้เลย โดยทั่วไปคนเรามีอายุเฉลี่ยประมาณ 75 ปี สองชาติเท่ากับ 150 ปี ถ้าอย่างนั้นคนที่ฝากเงินกับธนาคาร ต้องรอถึงชาติที่สามจึงได้เป็นเศรษฐี ในทางกลับกัน ถ้าหากคุณรู้จักลงทุนอย่างถูกทาง ใช้เวลา 40 ปี หรือประมาณครึ่งชีวิต ก็มีสิทธิเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ ----------------------------------------------------------- เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา ครั้งต่อไปเราจะมาดูภาคจบของบทความ เป็นเศรษฐีร้อยล้านได้ จากการลงทุนปีละ 14,000 บาท รับรองว่าอ่านสนุกจนไม่อยากละสายตาเลยครับ
โดย
ChAiJiT
อังคาร ต.ค. 02, 2007 9:03 pm
0
0
มีเงินหมื่นสี่พันบาทก้อเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้
ตามด้วยบทความนี้ประกอบครับ < มีเงินน้อยก็ลงทุนได้ > มีคนบางคนเห็นว่า การลงทุนเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของคนรวยหรือผู้มีรายได้สูง จริงอยู่ การลงทุนคือการใช้เงินต่อเงิน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็เนรมิตก้อนหินเป็นทองคำขึ้นมา ฉะนั้นต้องมีเงินจึงลงทุนได้ แต่บางท่านยังไม่รู้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความร่ำรวยในอนาคต อยู่ที่การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำ บวกกับระยะเวลาการลงทุนยาวหรือสั้น หาใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินมากน้อยไม่ บนเส้นทางการลงทุน ต่อให้เป็นเงินจำนวนน้อย ขอเพียงลงทุนอย่างถูกต้อง วันข้างหน้าสามารถสร้างความร่ำรวยได้ ดังตัวอย่างที่ว่าปีนึงลงทุนแค่ 14,000 บาท 40 ปีให้หลังได้เป็นเศรษฐีร้อยล้าน (คราวหน้าจะยกบทความนี้มาให้อ่านกันแบบเจาะลึกนะครับ) บางทีคุณเคยคิดจะลงทุน แต่ติดขัดที่จำนวนเงินน้อยเกินไป จึงเลิกล้มความคิดลงทุน เท่ากับคุณพลาดโอกาสในการเรียนรู้เทคนิคของการลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย จุดสำคัญของการลงทุน ไม่ใช่ดูที่ กำไรเงินมากน้อยแค่ไหน หากแต่ดูที่ ผลตอบแทนการลงทุน ยกตัวอย่างเงินลงทุน 100,000 บาท ปีนึงกำไร 5,000 บาท กับเงินลงทุน 10,000 บาท ปีนึงกำไรแค่ 2,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกัน แบบแรกกำไรมากกว่าแบบหลัง แต่ได้ผลตอบแทนแค่ 5% ส่วนแบบหลังให้ผลตอบแทนถึง 20% ถ้าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป วันข้างหน้าแบบหลังจะทำกำไรมากกว่าแบบแรก เพราะฉะนั้นยิ่งเรียนรู้หลักการลงทุน ยิ่งช่วยให้ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น ทำกำไรจนน่าแปลกใจ อาจมีคนสงสัยว่า มีเงินไม่กี่พันหรือไม่กี่หมื่น จะลงทุนอย่างไร ? ความจริงตลาดหุ้นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เงินหลักพันหรือหลักหมื่นก็สามารถซื้อหุ้น หรือซื้อกองทุนหุ้นทั้งแบบเปิดและปิดได้ ถึงแม้เป็นคนที่ไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋า หรือผู้ที่ไม่แน่ใจว่า ในอนาคตจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็อย่าได้น้อยใจ หรือเลิกล้มความคิดลงทุน คนรวยหรือผู้มีรายได้สูง แม้ว่าอยู่จุดสตาร์ทซึ่งเอื้อต่อการลงทุน แต่คนที่ทุนไม่หนาหรือรายได้ไม่สู้ดี ยิ่งควรที่จะเรียนรู้หนทางการลงทุนและสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อชดเชยกับความขาดแคลนเงินทอง ช่วยให้ฐานะการเงินของตัวเองดีขึ้น อีกอย่างหนึ่ง คนที่เกิดมาจน มีรายได้น้อย ถ้าสามารถลงทุนสร้างฐานะจนร่ำรวย ชีวิตนี้ค่อยมีความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ เหมือนกับฝรั่งมีสุภาษิตบทหนึ่งว่า คนที่ถือไพ่ดีเล่นไพ่ได้ดี ไม่มีอะไรน่าภูมิใจ คนที่ถือไพ่แย่แต่เล่นไพ่ได้ดี จึงควรแก่การเลื่อมใส ถ้าหากคุณไม่มีเงินจริง ๆ ก็ต้องหาทางประหยัดค่าใช้จ่าย เก็บออมเงินสำหรับลงทุน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ไม่ใช่นึกแต่เสพสุขอย่างเดียว เพราะแนวความคิดที่ถูกต้องคือ การลงทุนสร้างฐานะเป็นงานของคนหนุ่มสาว ส่วนงานของคนแก่เฒ่าคือจะใช้ทรัพย์สินเงินทองอย่างไร คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันมีค่านิยมอย่างหนึ่งนั่นคือ เมื่อยังหนุ่มแน่นขอหาความสุขให้เต็มที่ รอจนแก่ตัวลงค่อยคิดลงทุนสร้างฐานะก็ยังไม่สาย นี่เป็นแนวความคิดการลงทุนที่ผิดพลาด คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เห็นว่ายังอีกนานกว่าจะเกษียณอายุ เงินเก็บออมมีไม่มาก ไม่นึกถึงการลงทุนสร้างฐานะ เป็นเหตุให้พลาดโอกาสสร้างความร่ำรวยแต่เนิ่น ๆ ในความเป็นจริง ถ้ารอจนแก่ตัวลง ถึงแม้จะมีเงินเหลือเก็บ แต่เวลาที่เหลือของชีวิตก็ไม่เอื้ออำนวยให้แล้ว โปรดจำไว้ว่ามีเงินเล็กน้อยก็ต้องเริ่มลงทุนสร้างฐานะ ช่วงแรกเงินน้อยหน่อย หนทางสู่ความร่ำรวยค่อนข้างยาวนานและยากลำบาก แต่ผลที่สุดยังบรรลุเป้าหมาย ทั้งยังเป็นระยะเวลาแห่งการต่อสู้ที่มีค่าเป็นพิเศษ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นเจ้าพ่อตลาดหุ้นวอลสตรีทตัวจริง ความร่ำรวยของเขามาจากการเล่นหุ้นอย่างเดียว เขาเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ใช้เวลากว่าหกสิบปีสร้างฐานะตัวเองเป็นมหาเศรษฐีของโลก คนหนุ่นสาวมีต้นทุนสำคัญในการลงทุนสร้างฐานะ นั่นคือ เวลา คนหนุ่มสาวจึงเหมาะกับการประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เวลานี้ไม่ต้องรับภาระทางครอบครัวมากนัก จึงควรมีความกล้าพอที่จะเสี่ยง เพราะต้นทุนของความล้มเหลวค่อนข้างต่ำ ต่อให้ล้มลงก็ลุกขึ้นใหม่ได้ อีกอย่างนึงช่วงหนุ่มสาวมีเงินทุนจำกัด ถึงแม้ว่าเสียหาย ก็เสียหายไม่เท่าไหร่ ควรฉวยโอกาสที่ยังหนุ่มแน่น ใช้เงินก้อนเล็กบ่มเพาะสร้างประสบการณ์การลงทุน ประการสำคัญคือคนหนุ่มสาวมีเวลามากพอที่จะใช้ประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คนเราก่อนที่จะมีอายุถึง 50 ปี เวลาที่ลงทุนไม่ควรยึดหลัก ตั้งรับ มากเกินไป จังหวะที่เหมาะกับการฝึกลงทุน ยิ่งหนุ่มแน่นยิ่งดี เพราะการกำหนดแผนลงทุนที่ถูกทางมาจากประสบการณ์ และประสบการณ์ต้องผ่านการคำนวณที่ผิดพลาดเป็นครั้งคราว ทำไมไม่คว้าโอกาสที่ยังหนุ่มแน่นมีเงินลงทุนไม่มาก ผ่านเหตุการณ์ที่คำนวณผิดเสียก่อน เมื่อรู้ว่าการลงทุนให้ได้ผล ต้องผ่านกรรมวิธีของดอกเบี้ยทบต้นเป็นเวลานาน ประการสำคัญควรเริ่มลงทุนทันที คนหนุ่มสาวอย่าเอาแต่ใช้เงิน หากแต่ความตระหนักถึงความสำคัญของการเก็บออม เมื่อมีเงินเหลือเก็บ ให้เริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ถึงแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม บางคนเห็นว่าตัวเองผ่านวัยหนุ่มสาวมาแล้ว เวลานี้รายได้ก็ไม่มาก ไม่มีเงินเหลือให้ลงทุน จริงอยู่ คนที่อายุมากขึ้น ไม่มีโอกาสหาประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นที่ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน แต่ก็ไม่ต้องท้อใจ เงินทองสามารถแทนที่เวลา ถ้าพบว่ายังมีโอกาสก็บริการเงินตามหลักการลงทุน คุณจะได้ผลลัพธ์อย่างคาดไม่ถึง แต่ถ้าคุณย่างเข้าวัยชรา ก็ลองช่วยเหลือลูกหลานคุณ ให้พวกเขาเรียนรู้แนวความคิดพื้นฐานของการลงทุน จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด การทิ้งเงินทองไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง สู้ให้ความรู้การลงทุนทำกำไรแก่พวกเขาจะดีกว่า ----------------------------------------------------------- เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา ครั้งต่อไปเราจะมาดูกันว่า ถ้าหากคุณเก็บเงินปีละ 14,000 บาท เป็นเวลา 40 ปีติดต่อกัน ไปลงทุนในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปีละ 20% ผ่านไป 40 ปีให้หลัง คุณจะมีทรัพย์สินในวัยหลังเกษียณทั้งสิ้นเท่าไหร่ ? อย่าแปลกใจว่าลงทุนในอะไร ถึงจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึงปีละ 20% ถ้าติดตามกระทู้ในสินธร จะพบคำตอบอยู่มากมายครับ ลองค้นหาขุมทรัพย์ล้ำค่านี้ดูสิครับ
โดย
ChAiJiT
อังคาร ต.ค. 02, 2007 9:02 pm
0
0
มีเงินหมื่นสี่พันบาทก้อเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้
อยากให้อ่านบทความนี้ประกอบด้วยครับ คุณ ๆ คงเคยได้ยินชื่อ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล มาแล้ว เขาเกิดในปี พ.ศ. 2376 และถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2439 เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นทำดินระเบิดจนมั่งคั่ง จึงนำเงินที่ได้มาทั้งหมดตั้งเป็นกองทุนให้รางวัล ชื่อว่ารางวัลโนเบล เดือนตุลาคมของทุกปี คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลจะประกาศรายชื่อบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งมีอยู่หลายสาขาด้วยกันเช่น สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ อักษรศาสตร์ รวมทั้งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ สำหรับผู้ที่นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์ในรอบปี ผู้ที่ได้รางวัลโนเบล ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของชีวิต ทุกคนไม่เพียงแต่ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ยังจะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐอีกด้วย แต่ละปีคณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล จะประกาศให้รางวัลรวม 5 สาขาด้วยกัน หมายความว่าทุกปีต้องจ่ายเงินรางวัล 5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จึงมีคนอดถามไม่ได้ว่า กองทุนรางวัลโนเบลมีจำนวนเงินมากน้อยแค่ไหน จึงแบกรับภาระจ่ายเงินรางวัลจำนวนมหาศาลได้ทุกปี อันที่จริงความสำเร็จของกองทุนรางวัลโนเบล นอกจากเงินทุนของ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบลแล้ว ต้องยกประโยชน์ให้แก่คณะกรรมการรางวัลโนเบลที่ลงทุนอย่างถูกทาง กองทุนรางวัลโนเบลก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2439 ด้วยเงินบริจาคจาก อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล จำนวน 9,800,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน เพื่อจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ฉะนั้นการบริหารเงินกองทุนจะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะเหตุนี้ตอนแรกจัดตั้งกองทุน ในระเบียบข้อบังคับระบุไว้อย่างชัดเจน ให้ลงทุนในกิจการที่มั่นคง ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เช่นฝากเงินกับธนาคารและซื้อพันธบัตร ไม่สมควรลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจที่ดินซึ่งมีความเสี่ยงสูง นี่เป็นวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย แต่ผลจากการยอมสละผลตอบแทนสูง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ปรากฏว่า 50 ปีให้หลัง เงินรางวัลที่จ่ายออกไป บวกกับค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของกองทุน เงินทุนของกองทุนรางวัลโนเบลหดหายไปถึงสองในสาม และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2496 เงินกองทุนก็ลดลงเหลือเพียง 3,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น คณะกรรมการบริหารกองทุนรางวัลโนเบล พอเห็นเงินกองทุนร่อยหรอลง ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อปี พ.ศ. 2496 จึงแก้ไขข้อบังคับกองทุน จากเดิมซึ่งอนุญาตให้ฝากเงินธนาคารกับซื้อพันธบัตร เปลี่ยนเป็นลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ผลจากการเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ช่วยพลิกสถานะทางการเงินของกองทุนรางวัลโนเบล หลังจากนั้นเป็นต้นมาสามารถจ่ายเงินรางวัลโนเบลตามเดิมติดต่อกัน 40 ปี เมื่อถึง พ.ศ. 2536 ทางกองทุนไม่เพียงทำกำไรในส่วนที่ขาดทุนไปกลับคืนมา สินทรัพย์สุทธิของกองทุนรางวัลโนเบลยังสุงถึง 270 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ถ้าหากไม่เปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ยังคงฝากเงินไว้กับธนาคารเป็นหลัก ทุกวันนี้คงไม่มีปัญญาจ่ายเงินรางวัล และคงจะล้มหายตายจากโลกไปแล้ว จากบทเรียนของกองทุนรางวัลโนเบล ทำให้กองทุนของสหรัฐอเมริกาจำนวนมากเปลี่ยนแปลงวิธีการลงทุน แทนที่จะฝากเงินกับธนาคารหรือซื้อพันธบัตร จึงพากันหันไปซื้อหุ้นและถือครองอสังหาริมทรัพย์แทน คุณ ๆ อยากให้เงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากผ่านไปอีกหลายสิบปี กลับหดตัวเหมือนกับกองทุนโนเบลในระยะแรก หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดในภายหลัง ? ปัญหาอยู่ที่คุณลงทุนในรูปแบบอะไร ถ้าหากยังฝากเงินไว้กับธนาคาร รู้ตัวตอนนี้ยังไม่สาย กองทุนรางวัลโนเบลเพียงปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุน ทุกอย่างก็พลิกฟื้นดีขึ้น และอยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้ ----------------------------------------------------------- เป็นบทความดี ๆ อีกบทความนึงจากหนังสือขายดีมาก ๆ (พิมพ์ซ้ำกว่า 250 ครั้ง) ที่ไต้หวัน ซึ่งหมีพูได้อ่านมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิตปี พ.ศ. 2540 ที่ช่วยจุดประกายการลงทุนให้หมีพูในเวลาต่อมา (คงจะตอบคำถามหลายคนได้นะครับ ที่เคยสงสัยกันว่าทำไมหมีพูถึงรับความเสี่ยงได้สูงมากๆ เพราะชอบแนะนำให้ลงทุนในหุ้น/กองทุนหุ้น) แสดงให้เห็นว่าการลงทุนสร้างฐานะไม่ต้องมีเทคนิคพิเศษอะไรซับซ้อน นอกจากขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดออมแล้ว ยังอยู่ที่การปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการลงทุนให้ถูกต้องด้วยครับ
โดย
ChAiJiT
อังคาร ต.ค. 02, 2007 8:59 pm
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
พี่ครรชิตครับ ผมขอด้วยนะครับ
[email protected]
ขอบพระคุณมากครับ
โดย
ChAiJiT
พุธ ก.ค. 04, 2007 10:27 pm
0
0
makro ราคาวันนี้เห็นแล้วตกใจ
ดีสิครับ :cheers: เพราะหุ้นตัวนี้ผมไม่ชอบซื้อในตลาด ก็เลยไปซื้อกองทุนหุ้นของอเบอร์ดีน เพราะเขาถือหุ้นสยามแม็คโครไว้มากพอสมควร ถ้าราคาปิดเป็นอย่างที่ว่า ก็แสดงว่าวันที่ราคา NAV ของอเบอร์ดีนต้องพุ่งกระฉูดสวนกระแสแน่ ๆ :ep:
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 29, 2006 11:18 am
0
0
เมื่อหมอดูทักผมว่าให้ถือเงินสดแทนถือหุ้นในปีหน้า
เอ่อ....ขอแทรกขัดจังหวะนิ้ส.... อาชีพหมอดู นี่ผ้าขี้ริ้วห่อทอง(สวิส 99.99)ชัด ๆ :wink:
โดย
ChAiJiT
เสาร์ ธ.ค. 23, 2006 11:52 am
0
0
กองทุน LTF ไหน ลงทุนแนว VI บ้างครับ
กองทุนหุ้นทั้งแบบปกติ RMF & LTF ที่บริหารและลงทุนในสไตล์ VI ในปัจจุบันนี้ที่พบได้เด่นชัด และดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่วอกแวกในการลงทุน รวมถึงมีวินัยในการลงทุนที่เข้มงวด....ร่ายมาขนาดนี้ ตอบได้รึยัง..... คำตอบคือ อเบอร์ดีน มีข้อสังเกตุที่อเบอร์ดีน มีความแตกต่างจากที่ บลจ.อื่น ๆ ดังนี้ 1. ไม่เน้นผู้จัดการกองทุนแบบข้ามาคนเดียว เขาบริหารในนามของ "ทีมผู้จัดการกองทุนรวมตราสารทุน" บริษัทใดที่ไม่ได้ผ่านการเยี่ยมเยียนและเค้นข้อมูลอย่างเข้มงวดจากอเบอร์ดีน จะไม่มีวันได้ซื้อขายเข้ามาในพอร์ตของอเบอร์ดีนเป็นอันขาด 2. หุ้นที่ลงทุนอยู่เป็นหุ้นที่ใหญ่กลางเล็ก คละเคล้ากันไป ส่วนมากเป็นหุ้นที่สภาพคล่องต่ำ บางตัวสภาพคล่องแทบไม่มีเลย และเป็นหุ้นที่นักลงทุนทั่วไปไม่นิยม แต่ VI ชอบลงทุน แต่ก็ไม่มีโอกาสเข้าลงทุน (ก็สภาพคล่องแทบไม่มีไงครับ) เช่น หุ้นภัทรประกันภัย ซึ่งแพงและสภาพคล่องเบาบางมาก 3. ลงทุนในหุ้นตัวใดแล้วก็จะอยู่ยาวนานมาก บางตัวนี่ถือยาวนานมาตั้งแต่ตั้งกองทุนเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนก็มี 4. หุ้นในพอร์ตของกองทุน ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวมากเหมือนที่อื่น ๆ ดังนั้นจึงเสียค่าโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นให้กองทุน ต่ำกว่าที่อื่นเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่ไซส์กองทุนของอเบอร์ดีนใหญ่กว่ากันตั้งเยอะ ทุกกองรวมกันเกือบ 8 พันล้านบาท บางปี กองใหญ่ ๆ ของอเบอร์ดีนกองเดียวมูลค่า 4 พันกว่าล้านบาท แต่เสียค่าโบรกเกอร์เพียงแค่ 3 แสนกว่า ในขณะที่ บลจ.อื่น ๆ กองเล็ก ๆ ไม่กี่ร้อยล้าน แต่เทรดกัน ค่าโบรกเกอร์เหยียบล้านบาท นักลงทุนบางคนไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้ แล้วก็มาบ่นมาเล่นกองทุนได้กำไรน้อย เล่นหุ้นเองดีกว่า ก็คิดดูสิว่าค่าโบรกเกอร์ขนาดนี้ มันจะไปเหลือกำไรให้เรากี่มากน้อยกัน 5. ไม่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มใดมากเป็นพิเศษ ในขณะที่มีการลงทุนในหุ้นบางกลุ่มที่ตลาดกองทุนไม่นิยมกัน แต่ที่นี่โอเค ขอให้พื้นฐานดีมีปันผล มองแล้วเห็นอนาคตข้างหน้า เป็นฟาดเรียบ 6. ที่นี่ไม่ลงทุนในหุ้น ปตท. ตัวแม่ (PTT) อย่างเด็ดขาด เพราะเขาวิเคราะห์แล้วว่า ปตท.ตัวแม่ มีแหล่งกำเนิดกำไรที่ไม่ชัดเจนและไม่มั่นคง เพราะกำไรเกือบทั้งหมดมาจากบริษัทในเครือทั้งสิ้น ในขณะที่บริษัทลูกทำกำไรได้ดีกว่าและมั่นคงกว่า แต่ในขณะที่ บลจ.อื่น ๆ ต้องมีหุ้น ปตท.ติดพอร์ตไว้เสมอ 7. หุ้นที่นักลงทุนไม่ชอบ หรืออาจหมดรอบวิ่งของมันแล้ว คุณอาจมาเจอที่นี่ได้ในสัดส่วนติดอันดับต้น ๆ ของพอร์ต ชนิดค้านสายตานักลงทุนว่า ถือเยอะขนาดนี้หวังอะไร เช่น ฮานา ไมโครอิเล็คทรอนิคส์ (ถือมายาวนานมากกว่า 6 ปีแล้ว และถือมากที่สุดตัวหนึ่งของพอร์ต) เพราะเขาวิเคราะห์ว่าเป็นหุ้นที่ปันผลดีสม่ำเสมอ และมีการเติบโตที่มั่นคง นอกเหนือไปจากเหตุผลที่กล่าวมา ก็คือเจ้าของฮานาและอเบอร์ดีน รู้จักกันเป็นอย่างดี ทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่อื่น ๆ (จะว่าใช้อินไซด์ได้มั้ยเนี่ย) นอกจากตัวฮานาแล้วก็ยังมีหุ้นสยามแม็คโคร บิ๊กซี ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า เสริมสุข ที่ถือมากและถือมายาวนานแล้วเช่นกัน 8. แม้ว่าผู้จัดการกองทุนมือดีของที่นี่อย่างคุณณสุ จะถูกทาง AYF ซื้อตัวไป แต่ที่นี่ก็ยังมีผลการดำเนินงานที่ดีเด่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันก็มีการปั้นคนใหม่ ๆ ขึ้นมาสืบทอดวิธีการลงทุนสไตล์อเบอร์ดีน (จริง ๆ คงไม่ต้องสืบทอดก็ได้ เพราะเขาวางเป็นกฎเหล็กของกลุ่มอเบอร์ดีนทั้งโลกอยู่แล้ว) 9. ถ้าใครที่คิดจะลงทุนกับกองทุนหุ้นในสไตล์ VI เน้นหุ้นกลางถึงเล็ก สภาพคล่องต่ำ หวังผลตอบแทนสูง และต้องการลงทุนระยะยาว (2 ปีขึ้นไป) ก็ไม่ผิดหวังถ้าเลือกที่อเบอร์ดีน แต่ถ้าจะมาเล่นสั้น ๆ ไม่กี่เดือนหรือแค่ไม่ถึงปี หรือเป็นพวกกระต่ายตื่นตูมตามภาวะตลาดที่ขึ้นลง ก็ต้องบอกว่าคิดผิดที่จะลงทุนกับอเบอร์ดีน เพราะค่าธรรมเนียมซื้อขายสูง บางกองคิดขาเข้า 1% บางกองคิดขาออก 1% บางกองคิด 2 ขาเลยคือ เข้า 0.50% ออก 0.25% ส่วนกองที่ฟรีทั้ง 2 ขาก็มี RMF ----------------------------------------------------- สำหรับที่ บลจ.อื่น ๆ ที่ลงทุนในแนว VI แต่เน้นหุ้นตัวใหญ่เนื้อ ๆ แค่ 10 ตัว ไม่เกิน 15 ตัว (ปกติจะอยู่ที่ 8-10 ตัวในแต่ละกอง) ไม่เอาพวกหุ้นตัวเล็กตัวน้อยมาเข้าพอร์ตให้รกบ้าน และถือลงทุนยาว โดยเน้นพื้นฐานหุ้นดีมีราคาที่เหมาะสม (ในตอนที่ซื้อเข้าพอร์ต) และต้องมีโอกาสเติบโตที่สูง รวมทั้งมีสภาพคล่องสูงด้วย ก็ต้องยกให้ บลจ.บัวหลวง สังเกตุได้จากผู้บริหารชุดใหม่ที่นำโดยคุณวรวรรณ ธาราภูมิ เข้ามาเมื่อสัก 4 ปีที่แล้ว ทำให้ บัวหลวง ตื่นจากหลับยาวเกือบสิบปี และเข้ามาเปลี่ยนนโยบายการลงทุน โดยยึดแนวทางการลงทุนที่เรียบง่ายและอนุรักษ์นิยมสูง(สไตล์ไทย ๆ ) ทำให้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองของบัวหลวง โดนตา โดนใจ และเข้าวินที่หนึ่งหลายปี โดยอัพเกรดตัวเอง ขึ้นมาเทียบชั้นกับอเบอร์ดีนและอยุธยาได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทิ้งห่าง บลจ.ยักษ์ใหญ่อย่างกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ อย่างไม่เห็นฝุ่น ------------------------------------------------------ ส่วนที่อื่น ๆ ที่มาในแนว VI ตอนนี้ก็มีอีกแห่ง คือ บลจ.อยุธยา แต่ต้องรอดูเวลาอีกสักระยะ เพราะเขาได้นำแนวทางของ 2 บลจ.ข้างต้นมาประยุกต์ใช้แบบผสมผสาน ทำให้ผลงานยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควรเหมือน 2 บลจ.ข้างต้น เลยต้องให้เวลาเขาอีกสักหน่อย แต่ผลงานในปีนี้ที่เปลี่ยนผู้บริหารใหม่หมด ตั้งแต่มีนาคม 2549 จนถึง ณ ปัจจุบัน (ธันวาคม 2549) ก็จัดเทียบชั้นท๊อปทรีของวงการได้เลยคือ อเบอร์ดีน บัวหลวง อยุธยา สลับกันไปมาตามแต่ภาวะการณ์ของตลาดครับ
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 22, 2006 6:46 pm
0
0
จังหวะนี้ขอใช้กลยุทธ์ตีแตก(ในภาวะไม่ปกติ)ของ ท่านนิเวศครับ
วันนี้ช่วงเช้าก็ทยอยเข้าช้อปปิ้งหุ้นดีแค่เพียงตัวเดียวเท่านั้น เก็บซะเต็มพอร์ตเลย เพราะมองไว้นานมากแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เก็บลงทุนเลย เพราะราคาอยู่สูงมาก พอเปิดตลาดมา แม้จะเปิดสูงกว่าเมื่อวาน แต่ราคาก็ยังอยู่ในระดับต่ำมากและน่าสนใจ สังเกตุได้จากมีคนเข้าเคาะซื้อตลอดเลยจนกระทั่งปิดตลาดภาคเช้า แทบจะไม่มีใครเคาะขายเลย ..... อย่างนี้จะเรียกว่าตีแตกได้รึยังครับ
โดย
ChAiJiT
พุธ ธ.ค. 20, 2006 1:10 pm
0
0
ถ้าตอนนี้มีตังแต่กำหนดให้ซื้อได้ 2 ตัวซื้อตัวไหน....
ตอนนี้เล็ง TOP ไว้ครับ เพราะราคาตกต่ำสุด ๆ ในรอบ 26 สัปดาห์ไปแล้วครับ โชคดีที่ไม่ซื้อก่อนหน้านั้น เพราะตอนนั้นมัวแต่ต่อรองเกี่ยงราคา ส่วนอีกตัวก็ GLOW แต่ตัวนี้หนังเหนียวเคี้ยวยาก ราคาเลยร่วงไม่มากเลย ทำไมไม่มีใครทุบขายตัวนี้ให้ต่ำ ๆ เหมือนตัวข้างบนบ้างนะ จะซื้อให้เต็มเหนี่ยวเลยเชียว
โดย
ChAiJiT
อังคาร ธ.ค. 19, 2006 8:48 pm
0
0
หายกันไปเท่าไหร่ครับ
วันนี้ไม่ได้ตามข่าวเลย เพราะไปทำธุระข้างนอก แต่ในพอร์ตมีหุ้นลิสซิ่งอยู่ 2 ตัว รวมกัน 60% และมีเงินสดติดพอร์ตไว้ 40% สรุปรวมแล้วขาดทุนไป 7% ครับ โชคดีที่ถือเงินสดไว้เยอะครับ
โดย
ChAiJiT
อังคาร ธ.ค. 19, 2006 8:06 pm
0
0
จังหวะในการลงทุน ในบริษัทที่จะมีการเพิ่มทุน
ผมขอใช้ตัวเลือกที่ 4 คือ ไม่ซื้อครับ เป้นคำตอบสุดท้าย.... :ep: เพราะถ้าคิดมากเกินไป ก็เสียเวลาเปล่า ๆ เอาไปดูหุ้นตัวอื่นดีกว่าครับ ถ้าเจอในลักษณะนี้ และเราพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนดีแล้วว่า เราจะได้ประโยชน์อย่างมากจากดีลนี้ ผมก็จะเลือกข้อ 1 แต่ถ้ายังมีความวิตกกังวลหรือตัดสินใจไม่ได้สักที ก็ต้องตัดใจไม่ซื้อครับ ยอมเสียดายตอนนี้ ดีกว่าเสียใจภายหลังครับ
โดย
ChAiJiT
เสาร์ ธ.ค. 16, 2006 12:01 am
0
0
มีเงินอยู่ 1 แสนตั้งใจจะเล่นแบบเก็งกำไรเพื่อเพิ่มมูลค่าเงิน
มีเงินแสน แต่อยากเล่นเก็งกำไร เพื่อให้เงินเพิ่มเป็นเท่าตัว ผมขอแนะนำให้ซื้อหุ้นลงทุนแค่ตัวเดียว เอาที่เจ๊ง ๆ เอ๊ย..เจ๋ง ๆ รับรองว่าถ้าหุ้นขึ้นก็กำไรเนื้อ ๆ ถ้าหุ้นร่วงก็เข้าเนื้อเห็น ๆ :lovl: อย่าใจร้อนสิครับ จะมีเงินน้อยหรือเงินมาก มูลค่าของพอร์ตก็เพิ่มพูนได้ครับ ถ้าเราลงทุนด้วยสติ มีความรอบคอบและอดทนครับ ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 15, 2006 11:46 pm
0
0
ว่าด้วยชื่อหุ้น(ไร้สาระ.. ว่างจัด)
ชื่อย่อหลักทรัพย์บางตัว ถ้าอ่านเป็นไทย ๆ ก็สนุกดีนะครับ TLUXE = ที่รัก UPOIC = ยูโป๊อีก (แล้ว) APURE = อาเปียว KYE = ขยี้ TOG = ต็อก (ต๋อย) AEONTS = อีอ้อน SECC = เซ็กซี่ INOX = ไอ (โดน) น็อค PATO = ป้าดโธ่ TPA = ที (ของ) ป้า EVER = อีเว่อร์ PAE = แพ้ ROJANA = รจนา (โลดนะจ๊ะ) STEC = สเต๊ก LOXLEY = ล็อคเลย SIM = ซิ้ม UKEM = ยูเค็ม (งก)
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 15, 2006 11:35 pm
0
0
ไม่มีหัวข้อ
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 15, 2006 11:14 pm
0
0
ว่าด้วยชื่อหุ้น(ไร้สาระ.. ว่างจัด)
S&P L&E TT&T F&D S & J หุ้นตัวอื่นเขาพิมพ์ติดกันหมด มีตัวนี้นอกคอกอยู่ตัวเดียว ที่เวลาคีย์ต้องเคาะเว้นวรรค แล้วทำไมเขาไม่ทำให้มันติดกันซะเลย... :roll:
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 15, 2006 12:39 am
0
0
เลือกหุ้นในSET กับ หุ้นภรรยา (สามี) อันไหนเลือกยากกว่ากัน
ซื้อหุ้นผิด ยัง cut loss เปลี่ยนตัวได้ แต่ upgrade แฟน เป็น ภรรยา แล้ว cut loss ก็ไม่ได้ :rofl: ภรรยาบอกว่า ลอง cut loss ดูสิ..... ฮึ่ม มีหวัง ตัวเองถูก cut แน่ๆ จึ๋ยส์.. :'O
โดย
ChAiJiT
จันทร์ ธ.ค. 11, 2006 12:32 am
0
0
ตอนนี้ผมมีเงินทุน50,000บาทจะเริ่มต้นอย่างไรดีครับ
ถ้าจะซื้อหุ้นเพื่อลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ก็ควรเริ่มต้นศึกษาจากหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ได้ครับ สักตัวสองตัวที่เยี่ยม ๆ ก่อนก็แล้วกันครับ ก็เพราะคนเรามีความสนใจ ความชอบ และความถนัดไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเราทำงานในบริษัทอุปโภคบริโภคของใช้ประจำวัน เราก็จะเข้าใจวงจรของมันได้ดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ จริงมั้ยครับ :wink: อย่างตัวผมเองก็ไม่ถนัดพวกอิเลคทรอนิคส์และปิโตรเคมีอะไรเทือกนี้ ก็จะไม่ดูและไม่สนใจมากนัก แม้บางครั้งตัวชี้วัดในการลงทุนต่าง ๆ เช่น พีอี พีบี ปันผล ROA ROE EPS PGS ของกลุ่มนี้จะดีเหมาะแก่การซื้อลงทุนก็ตาม เพราะเชื่อในสัญชาตญาณตัวเองว่า ตัวเรามองได้แค่เปลือกนอกเพียงฉาบฉวยเท่านั้น จะไปสู้คนอื่นที่เขาเก่งกว่าเราทางด้านนี้ก็เสียเวลาเปล่า ๆ ก็ต้องปล่อยไปครับ แล้วก็หันไปศึกษาและลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ผมมีความถนัดมากๆ เช่น กลุ่มประกันภัย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เพราะเราจะได้ Focus มันได้เต็มที่ เหมือนกับว่ามันเป็นธุรกิจของเราเอง ผมรับรองได้ว่าผลกำไรมากกว่าทีคุณต้องการแค่ 10% ต่อปีอีกนะครับ
โดย
ChAiJiT
พฤหัสฯ. ธ.ค. 07, 2006 6:31 pm
0
0
SUC กำไรดี ราคา 25-26 น่าซื้อไหม
SUC เป็น holding company คอยจัดการเงินลงทุนและออเดอร์สินค้าให้บริษัทในเครือเป็นงานหลัก (ได้ยินว่าปีหน้าจะให้บริษัทในเครือออเดอร์ขายของกันเองแล้ว บริษัทแม่จะขอกินแต่เงินปันผลจากบริษัทในเครือ) หุ้นนี้เป็นหุ้นตัวแรกในชีวิตที่ผมซื้อลงทุน แล้วก็กินปันผลเป็นประจำ แต่ราคาไม่ค่อยขยับ :( เหมือนมีใครมาคอยดึงเอาไว้ ไม่ให้มันขึ้นไปในจุดที่มันควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างดูดีหมดทั้ง พีอี พีบี และปันผล ถ้าคิดจะมาหลบพักร้อนแค่ชั่วครั้งชั่วคราวที่ SUC ก็น่าพอใจในระดับนึง เพราะราคาไม่ค่อยวิ่งไปไหนเท่าไหร่หรอกครับ :?
โดย
ChAiJiT
พฤหัสฯ. ธ.ค. 07, 2006 6:12 pm
0
0
แจก work sheet excel สำหรับ คำนวณเครดิตภาษีปันผล
ขอด้วยคนนะครับ ขอบคุณมากครับ
[email protected]
:D
โดย
ChAiJiT
อาทิตย์ ธ.ค. 03, 2006 10:18 pm
0
0
วันนี้ผมล้างพอร์ตแล้วครับ
ผมคิดว่าควรจะดูความถนัดของตัวเราเอง เป็นหลักสำคัญก่อนจะดีกว่านะครับ ยกตัวอย่าง ตัวผมเองทำงานอยู่ในบริษัทประกันชีวิตและประกันภัย ก็จะเข้าใจลักษณะนิสัยใจคอของบริษัทประกันต่าง ๆ ได้ง่ายกว่า เวลาดูงบการเงินก็จะเห็นภาพได้ไวกว่า และชัดเจนถ่องแท้กว่า แม้ในบอร์ด thaivi จะแนะนำหุ้นประกันภัยไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ ก็เพราะว่าเราคุ้นเคยกับมันอยู่แล้ว(กลับดีเสียอีก จะได้แอบไปรวยเงียบ ๆ :lol: ) เรามาลองเริ่มกับหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่เราถนัด และคุ้นเคยกันก่อนดีไหมครับ แล้วค่อย ๆ ลองไปดูในกลุ่มอื่น ๆ ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันเชื่อมโยงกันได้ ไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับ หุ้นที่ดี มันก็จะดีวันยันค่ำ :idea:
โดย
ChAiJiT
เสาร์ ธ.ค. 02, 2006 1:36 am
0
0
ไม่มีหัวข้อ
โดย
ChAiJiT
ศุกร์ ธ.ค. 01, 2006 12:01 am
0
0
หน้า
1
จากทั้งหมด
1
ชื่อล็อกอิน:
ChAiJiT
ระดับ:
Verified User
กลุ่ม:
สมาชิก
ติดต่อสมาชิก
PM:
ส่งข้อความส่วนตัว
สถิติสมาชิก
ลงทะเบียนเมื่อ:
พฤหัสฯ. พ.ย. 30, 2006 8:19 pm
ใช้งานล่าสุด:
พุธ พ.ย. 10, 2010 6:29 pm
โพสต์ทั้งหมด:
23 |
ค้นหาเจ้าของโพสต์
(0.00% จากโพสทั้งหมด / 0.00 ข้อความต่อวัน)
ลายเซ็นต์
" อะไรก็ตามที่เคยมีคนทำได้
แสดงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ "
GO_TO_SEARCH_ADV
ไปที่
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้นต่างประเทศ
↳ ไอเดียหุ้นเด้ง
↳ หลักสูตรการลงทุนออนไลน์
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์ [กระทู้รับชมออนไลน์]
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์
↳ ThaiVI GO Series
↳ คลังกระทู้คุณค่า
↳ Value Investing
↳ บทความ
↳ ความรู้งบการเงิน
↳ ร้อยคนร้อยเล่ม / Multimedia Forum
↳ mai Corner
↳ Alternative Investing
เรื่องทั่วไป
↳ นั่งเล่น / กีฬา / สุขภาพ
↳ Asking Staff
↳ CSR
×
บันทึกไม่สำเร็จ
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
×
บันทึกสำเร็จแล้ว