หน้าแรก
เว็บบอร์ด
หลักสูตรออนไลน์
Marketplace
สินค้าสมาคม
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
เข้าสู่ระบบ
เมนูลัด
แสดงกระทู้ที่ยังไม่มีการตอบ
แสดงกระทู้ที่เปิดดูแล้ว
ค้นหา
รายชื่อสมาชิก
ทีมงาน
FAQ
ไอเดียหุ้นเด้ง
โพสต์ยอดนิยม
หุ้นที่ติดตาม
ผู้เขียนที่ติดตาม
สมพงษ์
สนุกกับการลงทุน
Joined: เสาร์ เม.ย. 30, 2005 10:06 pm
98
โพสต์
|
0
กำลังติดตาม
|
0
ผู้ติดตาม
ส่งข้อความ
ดูประวัติส่วนตัว - สมพงษ์
กระทู้ที่ตั้ง
โพสต์ที่ตอบ
โพสต์ที่ตอบ
คอมเมนต์
ไลค์
Re: ธุรกิจอะไรได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ จากดอกเบี้ยขาขึ้นบ
ดอกเบี้ยขาขึ้น กับผลกระทบหุ้นรับเหมา บันเทิง ชิ้นส่วนฯ ก่อนที่เราจะทราบผลว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไปคือ ในกลางสัปดาห์หน้าตามที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Bloomberg ได้มีความเห็นตรงกันว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในการประชุมรอบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าตลาดหุ้นโลกต้องให้น้ำหนักประเด็นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง เพราะแม้ กนง. จะไม่ได้รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย แต่สภาพคล่องในระบบการเงินจะค่อย ๆ ลดลง จาก fund flow ที่ไหลออก ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีภาระหนี้สูงดังที่ได้นำเสนอใน market talk เช่น ลิสซิ่ง หรือ ตรงกันข้าม ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง อาจจะได้ประโยชน์ในสถาการณ์นี้ หรือ กลุ่มที่ Net cash หรือ มีเงินสดสุทธิน่าจะได้ประโยชน์ วันนี้เรามา update เพิ่มเติมในหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้พูดถึง เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เกษตรและอาหารเป็นต้น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง เพราะมี Net Gearing สูง และหนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้หมุนเวียน/ระยะสั้น จึงกระทบต่อดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่เช่น ITD, CK มี net Gearing ratio ประมาณ 2.2 และ 2 เท่า ตามลำดับ และ พบว่ามีสัดส่วนสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยลอยตัวราว 61% และ 50% ซึ่งจะผันผวนตามภาวะตลาด จึงทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายแต่ละปีค่อนข้างสูง 2477 ล้านบาท และ 1565 ล้านบาทตามลำดับ หรือ หากพิจารณาอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ของ ITD อยู่ที่ 0.77 เท่า สูงกว่า CK อยู่ที่ 0.41 เท่า ทางด้าน ITD จึงดูน่าจะเป็นห่วงมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากทั้ง 2 มีการลงทุนในธุรกิจที่ต่อเนื่อง เช่น CK ลงทุน BEM, CKP, TTW ขณะที่ ITD ลงทุนในเหมืองโปแตซอุดรธานี และ โครงการทวายในพม่า จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการกู้ยืมสูง บริษัทที่รองลงมาคือ UNIQ โดยมี net gearing ratio ราว 0.68 เท่า และแม้มีสัดส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว 73% ของสินเชื่อรวม แต่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะยอดสินเชื่อไม่สูง และ ดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็น 0.22 เท่า ของ EBIT จึงไม่น่ากังวล ทั้งนี้ยกเว้นบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่อย่าง STEC ที่ยังเป็น Net cash อยู่ จึงได้รับผลกระทบจำกัด จึงน่าจะเป็นบริษัทที่ปลอดภัยในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ส่วนหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานเงินสดสุทธิเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ STPI, BJCHI, PYLON ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อ EBIT อยู่ในระดังต่ำมาก หรือ เข้าใกล้ศูนย์ หรือบางบริษัทจะมี net gearing แต่ต่ำมาก เช่น SYNTEC 0.11 เท่า และ SEAFCO 0.23 เท่า จึงมีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อ EBIT ราว 0.11 เท่า และ 0.56 เท่า ตามลำดับ ขณะที่ NWR เป็นผู้รับเหมารายเล็กที่มี net gearing ratio ค่อนข้างสูงคือ 0.981 เท่า จึงมีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อ EBIT 0.56 เท่า กลุ่มเกษตร-อาหาร ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเน้นการซื้อลงทุนขยายกิจการในต่างประเทศ จึงมี net gearing ratio อยู่ในระดับสูง-ปานกลาง ที่มา : บล.เอเชีย พลัส
โดย
สมพงษ์
เสาร์ มี.ค. 11, 2017 6:46 pm
0
7
Re: Liverpool FC, แฟนหงส์ The Kop ทั้งหลายมาทางนี้
ผมก็ว่า Allen ดูดีมาก ๆ ครับ ส่วน ซัวเรส ตั้งใจเกิน
โดย
สมพงษ์
อังคาร ก.ย. 04, 2012 5:14 pm
0
0
Re: Liverpool FC, แฟนหงส์ The Kop ทั้งหลายมาทางนี้
รอ Sahin โชว์ฝีเท้า
โดย
สมพงษ์
พุธ ส.ค. 29, 2012 10:00 am
0
1
Re: เป็นใครถึงต้องขอใบหุ้น
เอาไปค้ำประกันเวลากู้เงินครับ ใช้ขอกู้ได้ด้วยเหรอครับ? แล้วถ้าบางคนซื้อๆขายๆหุ้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มันก็ไม่ตรงกับใบหุ้นซิครับ หรือถ้าล้างพอร์ตขายหุ้นหมดใบหุ้นที่คำ้ประกันไว้จะใช้ได้เหรอครับ ถ้ามีใบหุ้นแล้ว หุ้นในพอร์ตเราก็จะไม่มีครับ
โดย
สมพงษ์
พฤหัสฯ. เม.ย. 07, 2011 9:31 pm
0
0
Re: กระทู้ PTL ชั่วคราว
ขอถามคุณmadamว่าเป็นคนเดียวกันกับที่เค้ากล่าวกันหรือเปล่า ผมยังคิดอยู่ว่าคุณบีมหายไปไหน ยังจำได้ครับที่บอกไว้ใต้ลายเซ็นต์ ว่าอีก11ปีเดียวรู้กัน
โดย
สมพงษ์
พุธ มี.ค. 02, 2011 10:47 am
0
0
Re: แนวโน้มเศรษฐกิจและหุ้นไทยปี54 พบดร.นิเวศน์+4เซียน เสาร์1
เข้า web แล้วยังไม่ขึ้นให้จองเลยอ่ะครับ
โดย
สมพงษ์
พุธ ม.ค. 05, 2011 10:26 am
0
0
ผมว่าเป็นบุคคลที่ประสบความลำบากมากคนหนึ่งทีเดียวครับ
ตอนนี้บอลเป็นธุรกิจไปแล้ว ความเห็นส่วนตัวว่าใครจะเป็นแชมป์ในแต่ละปี ถูกวางสคิปไว้หมด ดูจากกรรมการ สกอร์ และ ราคาต่อรอง
โดย
สมพงษ์
พฤหัสฯ. มี.ค. 05, 2009 6:03 pm
0
0
ผมอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงบการเงิน
พี่ลูกอิสาน ตัวเลขที่เราใช้ดูว่าธุรกิจมีแนวโน้มต้องเพิ่มทุนหรือเปล่าก็คือหนี้สิน/ทุนหรือ D/E นั่นเอง ถ้าเอากันง่ายๆธุรกิจทั่วไปถ้าตัวเลขมากกว่า 1.5 เท่า แบงค์ก็เริ่มจับตาแล้ว ถ้า 2 เท่าแบงค์อาจจะไม่ให้กู้แล้วครับ แต่อีกประเด็นขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจด้วย อย่างธุรกิจการเงินทั้งหลาย แบงค์ เงินทุน ลิซซิ่ง บัตรเครดิต แฟคตอริ่ง ประกัน พวกนี้ D/E จะสูงเป็นปกติ หรือธุรกิจเทรดดิ้งก็อาจจะสูงได้หน่อย แต่จะต่ำกว่าธุรกิจการเงินครับ
โดย
สมพงษ์
จันทร์ มี.ค. 02, 2009 11:38 am
0
0
ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ
พี่ลูกอิสานครับ ผมขอเอาบางท่อนบางตอน เอามารวมรวมไว้ที่ ห้อง value investing หน่อยนะครับ เห็นว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อนๆใน web เฉพาะที่เกี่ยวกับการดูงบการเงินครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
โดย
สมพงษ์
จันทร์ มี.ค. 02, 2009 11:36 am
0
0
ผมอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงบการเงิน
เมื่อก่อนดูงบการเงินไม่ค่อยเป็นก็เปิด www.settrade.com ก็เข้าไปดูหน้า "ภาพรวมบริษัท" ก็ดูหนี้สินต่อทุน ยกตัวอย่าง IT มีหนี้สินต่อทุนยังไม่ถึง 1 เท่า แค่นี้พอ พอมีความรู้มาบ้าง ก็ต้องเข้าไปดู งบการเงินรายไตรมาศ รายปี ดูหนี้สินให้ระเอียด ก็รู้ว่า บ้างบริษัทไม่มีหนี้สิน หรือ เงินกู้ แต่เป็นเจ้าหนี้การค้า ซึ้ง เจ้าหนี้การค้า ก็ถือเป็นหนี้สิน ที่แสดงในภาพรวม บริษัท แต่ลืมไปว่า " ไม่เสียภาระดอกเบี้ย "
โดย
สมพงษ์
อังคาร ก.พ. 24, 2009 2:41 pm
0
0
ผมอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงบการเงิน
ในกรณีของการตกแต่งกำไรนั้นจะเป็นผลมาจากการสร้างรายได้เกินจริงหรือการชะลอค่าใช้จ่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะมีผลต่องบดุลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราก็สามารถหาความผิดปกติได้ดังนี้ การสร้างรายได้เกินจริง จะสังเกตได้จากยอดลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เช่นในอดีตลูกหนี้การค้าอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขายแต่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% เป็นต้นโดยส่วนที่เพิ่มขึ้นแทบจะทั้งหมดเพิ่มมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น สาเหตุเป็นเพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่มีการชำระราคากันจริง การชะลอค่าใช้จ่าย จะสังเกตได้จากหลายรายการในงบดุล เริ่มต้นจากรายการค่าใช่จ่ายล่วงหน้า รายการสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หากรายการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมากก็ควรจะพิจารณาดูว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับรายการเหล่านี้อาจต้องตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่บริษัทได้ชะลอการตัดเป็นค่าใช้จ่ายจึงตั้งเป็นทรัพย์สินไว้ก่อน อีกรายการหนึ่งที่ควรดูก็คือสินค้าคงคลัง เพราะมีกรณีที่สินค้าของบริษัทล้าสมัยหรือมีข้อบกพร่องจนไม่สามารถขายได้ แต่บริษัทอาจไม่ยอมตัดเป็นค่าใช้จ่าย และอีกกรณีหนึ่งคือการตั้งสำรองหนี้สูญที่ต่ำเกินไป อาจต้องดูนโยบายและสถิติในอดีตประกอบกันไป สำหรับกรณีของการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมนั้นงบดุลก็สามารถให้ข้อมูลความผิดปกติได้เช่นกัน โดยทั่วไปการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมจะเกิดจากการที่ผู้บริหารพยายามที่จะโยกย้ายทรัพย์สินออกจากบริษัท ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปเงินสดหรือทรัพย์สินถาวรก็ได้ สิ่งที่อาจพบได้ในงบสำหรับกรณีของการโยกย้ายเงินสดได้แก่ รายการให้กู้ยืมแก่ผู้บริหารหรือกรรมการ หรืออาจอยู่ในรูปของการซื้อทรัพย์สินถาวรจากผู้บริหารและกรรมการในราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก และในบางกรณีอาจถึงขั้นที่มีการจ่ายเงินค่าทรัพย์สินแต่ไม่ได้รับโอนทรัพย์สินเหล่านั้นมาให้บริษัทอย่างถูกต้อง ส่วนของการโยกย้ายทรัพย์สินก็อาจอยู่ในรูปของการขายทรัพย์สินถาวรของบริษัทให้กับผู้บริหารหรือกรรมการในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สำหรับผู้อ่านหากเห็นทรัพย์สินถาวรของบริษัทเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมาก ผมขอแนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหมายเหตุประกอบงบว่าทรัพย์สินถาวรเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุใด และเป็นประโยชน์จริงต่อการทำธุรกิจหรือไม่ งบสุดท้ายที่จะแนะนำให้พิจารณาเพื่อหาสัญญาณความผิดปกติก็คืองบกระแสเงินสด หากบริษัทแสดงผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่กระแสเงินสดจากการปฏิบัติงานกลับติดลบ ก็เริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดี ต้องดูในรายละเอียดต่อว่า กระแสเงินสดที่ติดลบนั้นมาจากอะไร เช่นอาจเป็นเพราะลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือในส่วนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนก็จะบอกให้ผู้อ่านงบทราบได้ว่าในรอบบัญชีที่ผ่านมาบริษัทมีการซื้อหรือจำหน่ายทรัพย์สินถาวรหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน จากลักษณะของข้อมูลที่ได้จากงบกระแสเงินสดจึงทำให้ผู้อ่านบางท่านเริ่มการพิจารณางบการเงินจากงบกระแสเงินสดก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงเข้าไปดูรายละเอียดต่อในงบดุลและงบกำไรขาดทุน ทั้งนี้ การจะเริ่มจากงบฉบับใดก่อนนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละท่าน ไม่มีลำดับก่อนหลังตายตัว ที่มา :http://www.businessthai.co.th/
โดย
สมพงษ์
ศุกร์ ก.พ. 20, 2009 5:41 pm
0
0
ผมอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงบการเงิน
ตัวผมเองก็มีความรู้ทางด้านงบการเงินแบบ งูๆปลาๆ ก็เลยอยากหาวิธีเรียนรู้ให้ได้มากกว่านี้ครับ
โดย
สมพงษ์
ศุกร์ ก.พ. 20, 2009 5:37 pm
0
0
ผมอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงบการเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่า หลายบริษัทมีการรับรู้รายได้เร็วกว่ากำหนด เช่น ร้านอาหารแห่งหนึ่งได้เงินสนับสนุนการค้าโดยมีสัญญาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งตามหลักบัญชีจะต้องทยอยรับรู้ไปในแต่ละปี แต่ร้านอาหารรายนี้กลับรับรู้รายได้ดังกล่าวรวมในปีแรกปีเดียวเลย หรือวิธีการรับรู้รายได้เทียมก็มีให้พบเห็นบ้าง อย่างเมื่อไม่นานมานี้ก็มีให้เห็น ดร.วรศักดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนบัญชีที่ดูแล้วส่อเค้าว่าอาจมีการไซฟ่อนเงินเกิดขึ้นนั้น แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ 1.มีการตั้งค่าความนิยม(กู๊ดวิว) สูงเกินจริง 2.มีการลงทุนในสินทรัพย์อื่นสูง 3.มีการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมจำนวนมาก และ 4.มีการให้เงินกู้ยืมแก่บริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก "มีข้อสังเกตว่าบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มักดำเนินการคล้ายๆ กัน คือ เช่นที่ดินของผู้ถือหุ้นใหญ่มาทำเป็นโรงงานหรือสำนักงาน ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหากเป็นราคายุติธรรม แต่ก็อาจมองได้ว่าทำให้บริษัทนั้นขาดโอกาสที่จะเลือกทำเลในการทำธุรกิจหรือโอกาสที่จะมี Strategic Partner ที่เหมาะสมได้ ส่วนการให้เงินกู้ยืมก็ต้องดูว่ามีการชำระคืนหนี้เป็นปกติหรือไม่" ดร.วรศักดิ์ กล่าว สำหรับผู้ลงทุนแล้วการเข้าไปอ่านหรือวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่มีกว่า 400 บริษัทนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งเรื่องนี้ นายสมบัติ นราวุฒิชัย อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ให้ทริกในการดมกลิ่นงบการเงินที่ส่อเค้าว่าอาจมีอะไรแปลกปลอมซ่อนไว้อยู่ว่า ก่อนอื่นให้ดูรายงานของผู้สอบบัญชี ซึ่งจัดเป็นด่านแรกที่สำคัญ เพราะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่างบการเงินนั้นผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากผู้สอบบัญชีต้องแสดงความเห็นเอาไว้ในรายงานทุกครั้งอยู่แล้ว เขาบอกด้วยว่า นอกจากนี้ควรดูหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วยว่า วิธีการรับรู้รายได้ของบริษัทนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ และเป็นไปตามหลักมาตรฐานทางบัญชีหรือเปล่า ขณะเดียวกันควรดูในส่วนค่าใช้จ่ายว่ามีส่วนไหนเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาต่างๆ ซึ่งดูแล้วผิดปกติหรือเปล่า ในส่วนของลูกหนี้การค้าก็ควรสังเกตด้วยว่าระยะเวลาการชำระหนี้เป็นไปตามปกติหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นทริกหนึ่งในการสังเกตงบการเงิน นายชาลี จันทนยิ่งยง ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้แนะนำวิธีดูงบการเงินบริษัทจดทะเบียนว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด โดยให้ดูจาก 7 ปัจจัยหลัก คือ 1.ฝ่ายจัดการของบริษัท เนื่องจากฝ่ายจัดการถือเป็นคนทำงบการเงิน มีหน้าที่ทำงบการเงินให้ถูกต้อง จึงต้องดูว่าฝ่ายจัดการจริงจังกับเรื่องงบการเงินมากน้อยแค่ไหน 2.ผู้ทำบัญชี ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ในอดีตผู้ทำบัญชีถือว่าน่าเห็นใจเพราะมักถูกใช้ให้มีส่วนรู้เห็นในการแต่งงบการเงิน หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจถูกไล่ออกได้ แต่ปัจจุบันมี พ.ร.บ.การบัญชี ออกมาก็ทำให้ผู้ทำบัญชีนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามได้หากเห็นว่าไม่ถูกต้อง 3.ตัวระบบบัญชี ต้องดูว่าใครเป็นผู้วางระบบและดูว่าระบบนั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน 4.ระบบควบคุมภายใน ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญมากและจัดเป็นเรื่องใหม่ของบริษัทจดทะเบียนในไทย ดังนั้นจึงมีน้อยรายมากที่มีระบบควบคุมภายในดี ซึ่งเมื่อระบบไม่ดีหรือไม่มีระบบดังกล่าวมักจะเกิดปัญหาได้ง่าย 5.ฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน ถ้ามีฝ่ายนี้ช่วยตรวจสอบผู้ลงทุนเองก็น่าจะสบายใจขึ้น 6.ผู้สอบบัญชี ตรงนี้เปรียบเสมือนคนนอกบริษัทที่จะคอยดูแลตรวจสอบว่างบการเงินถูกต้องหรือไม่ และ 7.กรรมการตรวจสอบ ซึ่งต้องดูว่ากรรมการเหล่านี้เก่งแค่ไหน เข้าใจเรื่องงบการเงิน และกล้าที่จะซักถามผู้บริหารบริษัทกรณีเกิดปัญหาหรือไม่ สำหรับแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการตบแต่งงบบัญชีนั้น เขากล่าวว่า จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต.มักจะพบ 3 ประเด็น คือ พยายามทำให้ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ดังนั้นเมื่อตัวเลขออกมาไม่ถึงก็จำเป็นต้องแต่งบัญชี อีกประเด็นคือ เพื่อให้ตัวเลขงบการเงินออกมาดี ซึ่งนำมาช่วยในการปั่นราคาหุ้น และสุดท้ายคือ กรณีบริษัทที่ต้องการออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ(รีฮาฟโก้) แต่ผลประกอบการยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ ก็ต้องทำการแต่งงบบัญชีกัน ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานั้น สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะมองแค่บรรทัดสุดท้ายในงบการเงินไม่ได้อีกแล้ว เพราะตัวเลขที่โชว์ออกมาแม้จะเป็นกำไรสุทธิ แต่กำไรดังกล่าวอาจเกิดจากการ ปั้น เสริม เติม แต่ง นำจุดอ่อนที่มีมาตรฐานบัญชียังครอบคลุมไม่ถึงมาปรับใช้ก็เป็นได้! ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 5/9/48
โดย
สมพงษ์
ศุกร์ ก.พ. 20, 2009 5:36 pm
0
0
ผมอยากรวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงบการเงิน
ถอดโจทย์ เกมกล บัญชี บจ. ตุกติกปั้นตัวเลขสร้างกำไรลวง! ศรันย์ กิจวศิน ในอดีต "งบการเงิน" อาจไม่มีความสำคัญ สำหรับผู้ลงทุนเท่าไรนัก แต่ปัจจุบัน "งบการเงิน" ถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นประตูด่านสุดท้ายที่ผู้ลงทุนใช้ตัดสินใจว่าควรจะเข้าลงทุนในกิจการของบริษัทจดทะเบียนรายนั้นหรือไม่ ดังนั้นหน้าที่สำคัญของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนแต่ละราย คือ การจัดทำงบการเงินของกิจการให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี ความสำคัญของงบการเงินนั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ให้คำนิยมในหนังสือ "บทสรุปมาตรฐานบัญชี" ซึ่งเขียนโดย ดร.อังครัตน์ เพรียบจริยวัฒน์ ประธานคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี ไว้ว่า "รายงานทางการเงิน เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญในกลไกการจัดสรรทรัพยากรเงินทุนที่มีอยู่จำกัดในตลาดการเงิน รายงานทางการเงินที่ดีต้องจัดทำขึ้นตามมาตรฐานบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป สามารถสะท้อนฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดของกิจการตามที่เกิดขึ้นจริง ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนได้อย่างเหมาะสม และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการกำกับดูแลกิจการที่ดี และความโปร่งใสของกิจการ" ว่าไปแล้วงบการเงินไม่ต่างจาก "กระจกที่ใช้สะท้อนความมั่งคั่ง" ของบริษัทจดทะเบียน ถ้ากระจกถูกปั้นเสริมเติมแต่ง เงาที่สะท้อนออกมาย่อมดูดีกว่าความเป็นจริง ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิด สุดท้ายก็เกิดความเสียหายจากการลงทุน ซึ่งอดีตที่ผ่านมาก็มีให้เห็นกันมาก ว่างบการเงินถูกปั้นแต่งจนตัวเลขในบรรทัดสุดท้ายออกมาดูดีมีกำไร แต่เมื่อสาวลึกลงไปกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น สำหรับเทคนิคการปั้นกำไรลวงมีสารพัดวิธี มีทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานการบัญชีประเทศไทย โดยกลวิธีที่ถูกต้องแต่ดูแล้วไม่เหมาะสมนั้น ดร.อังครัตน์ เคยกล่าวไว้ว่าวิธีหลักๆ มี 10 วิธี แต่วิธีที่นิยมนำมาใช้มากสุดคือ Cookie Jar Reserve หรือ "กลยุทธ์ขวดขนม" ซึ่งจะเปิดรับประทานเมื่อไหร่ก็ได้ วิธีนี้มักจะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาระดับการเติบโตของกำไรให้ยั่งยืน มีเสถียรภาพ โดยกระทำผ่านตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ หรือผ่านกระบวนการตั้งสำรองหนี้ เช่น ถ้าผลประกอบการในปีนั้นออกมาดูดีมีกำไรมากเกินไปเมื่อเทียบกับปีก่อน ผู้บริหารเกรงว่าจะกระทบต่อการเติบโตในปีต่อๆ ไป ก็ใช้วิธีตั้งค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หรือตั้งสำรองหนี้ให้สูงไว้ เพื่อดึงตัวเลขกำไรลงมาไม่ให้โตสูงเกินไปนัก ตรงกันข้ามหากผลประกอบการในปีนั้นลดลง ก็ใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายที่เคยตั้งไว้ระดับสูง ลดการตั้งสำรองหนี้หรือแม้กระทั่งดึงเงินที่ตั้งสำรองไว้กลับมา ทำให้ตัวเลขกำไรดูดีขึ้น ผลประกอบการโดยรวมในปีนั้นจึงโชว์ออกมาว่ายังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งวิธีนี้นิยมใช้เพื่อรักษาระดับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน เปรียบเสมือนการหยิบขนมในขวดซึ่งจะเปิดกินเมื่อไหร่ก็ได้ ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวไว้ว่า จากการวิจัยของ ม.จุฬาฯ พบว่า ปัญหาทางบัญชีที่พบมากสุดคือ การไม่นำบริษัทที่เกี่ยวข้องมาทำงบการเงินรวม และจากการสอบถามผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า หากไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องสูงกว่า 50% ก็ไม่จำเป็นต้องนำงบการเงินของบริษัทดังกล่าวมารวม ซึ่งในความจริงแล้วแม้ไม่ถือเกิน 50% แต่หากมีอำนาจสั่งการในบริษัทนั้นก็ต้องนำงบการเงินมารวมด้วย
โดย
สมพงษ์
ศุกร์ ก.พ. 20, 2009 5:36 pm
0
0
The Snowball
1 VOTE and contribute
โดย
สมพงษ์
ศุกร์ ก.พ. 08, 2008 7:08 pm
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
ขออีกครั้งครับ
[email protected]
ขอคุณครับ
โดย
สมพงษ์
จันทร์ ม.ค. 07, 2008 1:57 pm
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
[email protected]
ขอคุณล่วงหน้าครับ
โดย
สมพงษ์
พฤหัสฯ. เม.ย. 05, 2007 7:01 pm
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
[email protected]
ขอบคุณครับพี่ เมล์ผมได้ สองกิ๊กครับ
โดย
สมพงษ์
จันทร์ ก.ค. 25, 2005 7:39 pm
0
0
ด่วนที่สุด! PTL หลุด 5 บาทแล้ว
ฉลองรายงานประจำปีพอดีเลยครับ เพิ่งได้มาวันนี้เอง :lovl:
โดย
สมพงษ์
อังคาร ก.ค. 19, 2005 4:54 pm
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
[email protected]
ขอบคุณนะครับพี่
โดย
สมพงษ์
อังคาร ก.ค. 19, 2005 10:32 am
0
0
วิธีคลายเครียด
เป็นผมนะ ไปเที่ยว
โดย
สมพงษ์
พฤหัสฯ. ก.ค. 07, 2005 6:42 pm
0
0
วิธีคลายเครียด
ไม่ได้หมายถึงตอนหุ้นตกนะครับ คือ เวลาเราสึกเครียด แล้วมีวิธีให้สบายใจนะครับ ทำอย่างไร
โดย
สมพงษ์
พฤหัสฯ. ก.ค. 07, 2005 5:50 pm
0
0
spali เป็นยังไงบ้างครับ ในสายตาเพื่อนๆพี่ๆ
วันนี้เป็นไรครับ
โดย
สมพงษ์
พฤหัสฯ. ก.ค. 07, 2005 10:59 am
0
0
ขอถามแฟนๆ ums ครับ
ทำไมไม่ยอมลงอ่ะ อยากได้ :lol:
โดย
สมพงษ์
พุธ พ.ค. 11, 2005 11:15 am
0
0
ขอประนาณกลุ่มผู้ก่อการร้ายสามจังหวัดภาคใต้
ใครว่าการประนามไม่เกี่ยวกับ vi ผมก็คิดว่าน่าจะเกี่ยวกันนะ ถ้าดูโดยรวมแล้วก็คือเศรษฐกิจ ประนามด้วยคน :lovl:
โดย
สมพงษ์
เสาร์ เม.ย. 30, 2005 10:36 pm
0
0
หน้า
1
จากทั้งหมด
1
ชื่อล็อกอิน:
สมพงษ์
ระดับ:
Verified User
อายุ:
43
กลุ่ม:
สมาชิก
ที่อยู่:
สาทร
ติดต่อสมาชิก
PM:
ส่งข้อความส่วนตัว
สถิติสมาชิก
ลงทะเบียนเมื่อ:
เสาร์ เม.ย. 30, 2005 10:06 pm
ใช้งานล่าสุด:
อังคาร มี.ค. 31, 2020 6:30 pm
โพสต์ทั้งหมด:
98 |
ค้นหาเจ้าของโพสต์
(0.01% จากโพสทั้งหมด / 0.01 ข้อความต่อวัน)
ลายเซ็นต์
สนุกกับการลงทุน
GO_TO_SEARCH_ADV
ไปที่
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้นต่างประเทศ
↳ ไอเดียหุ้นเด้ง
↳ หลักสูตรการลงทุนออนไลน์
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์ [กระทู้รับชมออนไลน์]
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์
↳ ThaiVI GO Series
↳ คลังกระทู้คุณค่า
↳ Value Investing
↳ บทความ
↳ ความรู้งบการเงิน
↳ ร้อยคนร้อยเล่ม / Multimedia Forum
↳ mai Corner
↳ Alternative Investing
เรื่องทั่วไป
↳ นั่งเล่น / กีฬา / สุขภาพ
↳ Asking Staff
↳ CSR
×
บันทึกไม่สำเร็จ
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
×
บันทึกสำเร็จแล้ว