หน้าแรก
เว็บบอร์ด
หลักสูตรออนไลน์
Marketplace
สินค้าสมาคม
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
เข้าสู่ระบบ
เมนูลัด
แสดงกระทู้ที่ยังไม่มีการตอบ
แสดงกระทู้ที่เปิดดูแล้ว
ค้นหา
รายชื่อสมาชิก
ทีมงาน
FAQ
ไอเดียหุ้นเด้ง
โพสต์ยอดนิยม
หุ้นที่ติดตาม
ผู้เขียนที่ติดตาม
หมีขาว
Joined: ศุกร์ ม.ค. 01, 2010 5:25 pm
354
โพสต์
|
0
กำลังติดตาม
|
0
ผู้ติดตาม
ส่งข้อความ
ดูประวัติส่วนตัว - หมีขาว
กระทู้ที่ตั้ง
โพสต์ที่ตอบ
โพสต์ที่ตอบ
คอมเมนต์
ไลค์
Re: VI มีตติ้งภาคใต้ ไตรมาส 4/2554
ขอจอง 3 ที่ครับพี่
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. มี.ค. 01, 2012 8:44 pm
0
0
Re: VI มีตติ้งภาคใต้ ไตรมาส 2/2554
จอง 3 ที่ครับ
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ส.ค. 18, 2011 9:36 pm
0
0
Re: TVI Meeting ภาคใต้ Q1-2554
ขอสำรอง 2 ที่ครับพี่
โดย
หมีขาว
ศุกร์ พ.ค. 20, 2011 11:29 pm
0
0
Re: มีใครสังเกตบ้าง แนวคิด value investment ในบ้าน tvi เรา..
อย่าได้ปล่อยให้ผู้ที่ไม่หวังดีมาหากินในบ้านเราอีกเลย ขอขยายความเพิ่มเติมอีกนิดว่า ผมเห็นว่า mod ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีมากอยู่แล้วครับ ขอบคุณมากๆ ครับ
โดย
หมีขาว
ศุกร์ พ.ค. 20, 2011 12:17 am
0
0
Re: มีใครสังเกตบ้าง แนวคิด value investment ในบ้าน tvi เรา..
ผมว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ thaivi ควรสนับสนุน และผู้ที่มาแวะเวียนหาความรู้ มากที่สุดคือแนวคิดและวิธีการ มากกว่าข้อมูลพื้นฐานของแต่ละบริษัทด้วย คำถามก็ควรจะเป็นคำถามเชิงแนวคิด มีการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียด้วย ใช่หรือไม่ครับ ประโยคนี้ ผมตีความว่าพี่จะเชื่อมโยงกับวรรคแรกที่พี่บอกว่าคนโพสต์ร้อยคนร้อยหุ้นเยอะ แต่โพสต์แนวคิดวิธีการน้อยลง ตรงจุดนี้ผมเห็นด้วยกับพี่ในแง่ที่ว่า tvi ควรสนับสนุนวิธีการคิด การฝึกวิเคราะห์บริษัท และก็มีการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย แต่ก็เห็นต่างเรื่องข้อมูลบริษัทซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญใกล้เคียงกัน อนึ่ง ผมเห็นว่าคงไม่เกี่ยวกับว่าจำนวนกระทู้ในห้อง value investing ว่ามีน้อยหรือ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น มีเยอะครับ วิธีการคิดวิเคราะห์บริษัทเหล่านี้มีพี่ๆ หลายๆ ท่านช่วยอุปการะสั่งสอนเรื่อยมาอยู่แล้ว :bow: เพียงแต่ส่วนใหญ่มักไปอยู่ในห้องในห้องร้อยคนร้อยหุ้นเท่านั้นเองครับ โดยบางทีก็อยู่ในกระทู้คุณค่า เช่น ห้องพี่ลูกอิสาน ห้องพี่นริศเป็นต้นครับ ผมได้เรียนรู้จากพี่ๆ ใน tvi เยอะมากครับ :bow: อย่าได้ปล่อยให้ผู้ที่ไม่หวังดีมาหากินในบ้านเราอีกเลย ขอขยายความว่า ผู้ที่ไม่หวังดีบางทีก็มาโพสต์แง่บวก บางทีก็มาโพสต์แง่ลบ ก็จะไม่เกี่ยวกับประเด็นข้างบนซะทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามประโยคสุดท้ายเห็นด้วยครับ
โดย
หมีขาว
ศุกร์ พ.ค. 20, 2011 12:05 am
0
0
Re: มีใครสังเกตบ้าง แนวคิด value investment ในบ้าน tvi เรา..
ขอออกความเห็นให้ตรงประัเด็น (ซักที) ครับ ปีสองปีมานี้ column value investing ลดน้อยลงมาก เทียบกับ column ร้อยคนร้อยหุ้น ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก วรรคแรกเห็นจริงด้วยครับ หน้าที่คุยเรื่องหุ้นรายตัวเพิ่ม หน้าที่ถกกันถึงแนวคิดและวิธีการกลับน้อยลง จุดนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ขอให้ความเห็นรวมกับวรรคสุดท้ายครับ แม้แต่ในหน้าหุ้นรายตัว คุยเรื่องพื้นฐาน มีแต่ มุมมองแง่ดี ใครโพสมุมมองแง่ลบ ก็เป็นการผิด สำหรับวรรคนี้ ผมมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยครับ ผมขอพูดสิ่งที่ไม่เห็นด้วยก่อนนะครับ ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า “ก็เป็นการผิด” หมายถึง ‘ใครที่บอกว่า ผิด’ ก่อนครับ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่อ่านแล้วมักคิดว่าพี่สื่อถึง mod จึงได้โพสต์ๆ ให้ความเห็นก่อนหน้าไป แต่พี่ยืนยันว่าไม่ได้หมายถึง mod ผมก็ขอตั้งสมมติฐานว่าพี่หมายถึง “คนกลุ่มใหญ่ในเว็บ” และขยายความประโยคของพี่ว่า “ใครโพสต์มุมมองในแง่ลบ คนส่วนใหญ่ก็เห็นว่าเป็นการผิด” เรื่องนี้ผมขอแสดงความเห็นต่างว่าไม่จริงซะทีเดียวนะครับ ผมขอยกตัวอย่างเวลาพี่ฉัตรชัยออกมาเตือน พี่ tanapol ออกมาเตือน (ขออภัยพี่ tanapol เข้าใจว่าพี่ไม่อยากให้อ้างชื่อ แต่ผมเห็นว่าพี่ออกมาเตือนสติให้คิด เป็นประโยชน์เสมอครับ) หรือพี่บางท่านที่ไม่ได้โพสต์บ่อย (ขออนุญาตยกตัวอย่าง พี่ the_prince_of_wind) ออกมาเตือนหรือให้มุมมองที่ไม่ได้เชียร์ ถ้าคำเตือนแง่ลบนั้นมีน้ำหนักข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ หลายๆ คนก็รับฟังครับ ในมุมมองผม ผมเห็นว่าโพสต์แง่ลบหลายๆ อันที่โดนลบไป และนำมาสู่การถกเถียงในช่วงหลัง มีน้ำหนักข้อมูลไม่เพียงพอ เช่น พูดถึงเรื่องเจ้ามือลากบ้าง เซียนลากบ้าง ซึ่งก็น่าจะผิดกฎเว็บนะครับ จึงโดนลบไป แต่อนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็เห็นจริงว่า การโพสต์แง่ดีที่ไม่มีข้อมูลสนับสนุน มักจะได้รับการอลุ้มอล่วยมากกว่าการโพสต์แง่ลบ โดยโพสต์แง่บวกแล้วมักไม่ผิด เรื่องนี้หลายคนอาจมองต่างกันว่ายอมรับได้หรือไม่ ที่การโพสต์ในแง่ดี และในแง่ลบ แบบไม่มีน้ำหนักข้อมูลที่ชัดเจน ถูกปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน (ส่วนตัวผมพยายามมองข้ามข้อเสียบางข้อไป เพื่อจะค้นหาสิ่งดีดีอีกมากในเว็บแห่งนี้ครับ)
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. พ.ค. 19, 2011 11:59 pm
0
0
Re: มีใครสังเกตบ้าง แนวคิด value investment ในบ้าน tvi เรา..
555 ขอโทษครับในฐานะที่เป็นหนึ่งคนที่โพสต์นอกเรื่อง แต่ขอนอกเรื่องเพราะอยากให้กำลังใจ mod จริงๆ ครับ
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. พ.ค. 19, 2011 8:16 pm
0
0
Re: มีใครสังเกตบ้าง แนวคิด value investment ในบ้าน tvi เรา..
ขอเป็น 1 เสียงเล็กๆ ที่ให้กำลังใจ mod ทั้งหลายครับ ผมว่าที่ผ่านมา mod ทำหน้าที่ได้เยี่ยมยอดมากแล้วครับอาจจะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นเรื่องปกติครับ ที่ผ่านมาหลายๆ โพสต์ที่สมควรลบก็ถูำกลบ โพสต์ไหนถูกลบแล้วมีคนโวยวาย ทีมงานก็ออกมาชี้แจงตลอด ผมไม่รู้จักคุณ airazoc คุณ crazyrisk และทีมงานท่านอื่นๆ แต่ผมก็เห็นท่านทำงานด้วยความที่มีอคติน้อยมากแล้วครับ ถ้าเทียบกับโพสต์ต่างๆ ที่จงใจมาโพสต์เพื่อก่อกวนโดยใช้คำพูดไม่เหมาะสม ผิดพลาดไปบ้างก็ไม่เป็นไรครับ เชื่อว่า mod ทำงานเต็มที่และทำได้ดีมากอยู่แล้วครับ ขอให้กำลังใจครับ และเคารพทุกการตัดสินใจครับ
โดย
หมีขาว
พุธ พ.ค. 18, 2011 11:23 pm
0
0
Re: TVI Meeting ภาคใต้ Q4-2553
ขอจอง 2 ที่ครับผม
โดย
หมีขาว
พุธ มี.ค. 02, 2011 9:07 pm
0
0
Re: JAS [เฉพาะวันที่ 24 - 25 FEB 2011] เชิญคุยกันที่นี่ชั่วค
เผอิญมีเก็บไว้ครับ ผู้โพสต์คือคุณ mr-risky ครับ มีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร ต้องรบกวนพี่ๆ ในห้องนี้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ครับ -------------------------------- ระเบิดลูกนี้เป้นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น จะมีระเบิดลูกใหญ่กว่านี้หลายเท่า เนื่องจาก 1.บริษัท รับรู้รายได้จาก tot ไปแล้ว ตามหลักการบัญชี ที่มีการรับรู้รายได้เข้ามา แต่เงินยังไม่เข้าบริษัท แต่ไปคงอยู่ในบัญชีลูกหนี้ ซึ่งมูลหนี้นี้มีรวมราวๆ 2000 ล้านบาท ที่มีอายุมากกว่า 12 เดือนที่ยังไม่มีการจ่ายเป็นตัวเงินเข้ามาเลย และไม่เคยมีการตั้งสำรองหนี้ศูนย์ว่ามีโอกาสจะไม่ได้เงิน 2.ยังมีหุ้น tt&t ให้บันทึกขาดทุนอีกก้อนมหึมา โดยคราวก่อนตั้งสำรองที่ราคา 0.43 บาท แต่ตอนนี้หุ้น tt&t มีค่าเพียง 0.30 บาท 3.เรื่อง ฟ้องร้องอีกมากมาย โดยเฉพาะกับ tot และ tt&t ที่คราวก่อน ตั้งบริษัทลูก 3BB แล้วมีการถ่ายโอนทรัพย์สิน และโยกย้ายพนักงานมาบริษัทใหม่ โดยบริษัท tt&t ที่ก่อตั้งไม่ได้อะไร แถมให้ tt&t รับภาระค่าใช้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว แต่ 3BB รับรู้แต่รายได้อย่างเดียว และขณะนี้ 3BB ก็ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่าวงจรให้กับ tt&t 4.เรื่องสัมปทานจาก กสทช. ว่าในอนาคตต้องมีกฎระเบียบเข้มงวดอีกมาก 5.เรื่องความโปร่งใส และธรรมภิบาลของบริษัท อย่า พูดถึงแต่เรื่องกำไร หรือว่าจำนวนลูกค้าโตอย่างงั้นอย่างงี้อีกเลย เพราะกำไรอาจจะโตจริง แต่หุ้นขึ้นมารับราคา 400-500% แล้วจากราคา 0.4 บาท คนที่มีต้นทุนต่ำๆยังมีทางหนีทีไล่ได้อีกสบายๆ แต่คนที่เข้ามาใหม่ ตอนนี้ต้องดูความเสี่ยงให้มากๆ
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ก.พ. 24, 2011 8:45 pm
0
0
Re: หลายโพสต์ที่มี quote ในกระทู้เก่าก่อนปรับปรุงบอร์ด ข้อคว
ขออนุญาติดันกระทู้ขึ้นมาอีกทีครับ เผื่อทีม admin ไม่เห็น เสียดายโพสต์หลายๆ โพสต์ที่พี่ๆ หลายท่านวิเคราะห์บริษัทได้อย่างลึกซึ้งแต่หายไปจริงๆ ครับ
โดย
หมีขาว
พุธ ม.ค. 12, 2011 9:20 pm
0
0
เห็นข่าวน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่รู้ว่า พี่โจ เป็นอย่างไรบ้างครับ
เราเป็นนักลงทุนปีนี้ได้กำไรดีๆทุกคน เหมือนต้นไม้ที่มีผลเต็มต้น มีคนที่ขาดแคลนขอความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะให้เลยครับ ช่วยๆกัน :? น้อมรับคำสอนพี่โจครับ ขอให้เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ผ่านพ้นไปโดยไวนะครับ
โดย
หมีขาว
พุธ พ.ย. 03, 2010 9:10 am
0
0
ROE กับ PRICE มันไม่เกี่ยวกันเลยใช่หรือไม่
ขอขยายความเพิ่มเติมนะครับ จากบทความข้างบน ROE --> growth growth --> forward EPS forward EPS x PE --> Target Price ดังนั้น ROE เลยสัมพันธ์กับ PRICE หวังว่าจะตอบโจทย์จขกท. นะครับ
โดย
หมีขาว
ศุกร์ ต.ค. 08, 2010 8:41 am
0
0
ROE กับ PRICE มันไม่เกี่ยวกันเลยใช่หรือไม่
ขอเสริมอีกหนึ่งไอเดียในการใช้ ROE นะครับ นำมาจากบทความของ พี่สุมาอี้ นะครับ เป็นการประยุกต์นำ ROE เพื่อใช้ดูการเติบโตของบริษัทที่เราคาดหวังได้ครับ มีประโยชน์มากครับ Friday, 13 July 2007 0015: A Healthy Growth « 0014: ตรวจสุขภาพหุ้นด้วย ROE | Main | 0016: ข้อเสียของความวิตกกังวล » ในระยะสั้น กิจการอาจมีกำไรเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องลงทุน ตัวอย่างเช่น อยู่ดีๆ ความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้นแบบกระทันหัน ถ้าบริษัทบังเอิญมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก บริษัทก็สามารถขายสินค้ามากขึ้นได้ทันทีไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิตก่อน แต่การเพิ่มกำไรในระยะยาวนั้นจำเป็นจะต้องมีการลงทุนด้วยเสมอ เช่น ต้องลงทุนเพิ่มสินค้าคงคลังมากขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ต้องซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเพื่อขยายกำลังการผลิต หรือต้องจ้างพนักงานขายเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตลาด เป็นต้น การลงทุนกับการเติบโตในระยะยาวจึงเป็นของคู่กัน บริษัทมีแหล่งเงินทุนสำหรับขยายกิจการที่สำคัญอยู่ 3 แหล่ง คือ เงินกู้ เงินเพิ่มทุน และกำไรสะสม แต่โดยมากแล้ว บริษัทมักเลือกเอากำไรสะสมมาลงทุนต่อเป็นอันดับแรกเพราะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด การเพิ่มทุนนั้นยุ่งยากมากที่สุดเพราะต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ถือหุ้นไม่ชอบการเพิ่มทุนเพราะจะทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง (อย่างน้อยก็ในระยะสั้น) แต่การนำกำไรสะสมกลับเข้าไปลงทุนในกิจการมากๆ ย่อมหมายถึงเงินปันผลที่น้อยลงด้วย เพราะเงินปันผลมาจากกำไร ถ้าบริษัทเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อมากๆ ก็จะปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้น้อย อย่างไรก็ตาม ถ้ากำไรสะสมนั้นถูกไปใช้ลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดีก็จะนำมาซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เงินปันผลในอนาคตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อแทนที่จะจ่ายเงินปันผลออกมาจึงเป็นเหมือนการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หุ้นเติบโตมักจ่ายเงินปันผลน้อยเมื่อเทียบกับกำไร เพราะต้องเอาเงินไปขยายกิจการมาก ส่วนหุ้นปันผลมักจ่ายเงินปันผลมากเมื่อเทียบกับกำไร แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตของกำไรในระยะยาวก็จะน้อยตามไปด้วย นักลงทุนบางท่านคิดว่าหุ้นยิ่งปันผลมากเท่าไรก็ยิ่งดี ความคิดนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไรนัก เพราะถ้าปันผลออกมามากๆ บริษัทก็จะไม่มีเงินทุนไว้สำหรับเติบโตหรือมิฉะนั้นบริษัทก็ต้องหาเงินมาลงทุนด้วยการกู้เงินมากขึ้นหรือไม่ก็เพิ่มทุนซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่แย่กว่าก็ได้ อย่างไรก็ตามมีวิธีที่จะตรวจสอบด้วยว่าการนำกำไรสะสมของบริษัทไปลงทุนเพิ่มนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ตามสูตรดังนี้ g = RR x ROE โดยที่ g หมายถึง อัตราการเติบโตของกำไร RR หมายถึง สัดส่วนกำไรสะสมต่อกำไรทั้งหมด ROE หมายถึง อัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีนโยบายจ่ายปันผล 40% ของกำไรสุทธิ แสดงว่าเก็บกำไรไว้ในบริษัท 60% ของกำไรสุทธิหรือ RR = 60% ถ้าบริษัทมี ROE 20% บริษัทควรทำให้กำไรเติบโตได้ในอัตรา 60%x20% หรือ 12% ต่อปีในระยะยาว (โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มหรือเพิ่มทุน) เป็นต้น นักลงทุนที่ชอบบริษัทที่จ่ายเงินปันผลต่อกำไรสูงๆ เช่น 80% แสดงว่าเก็บกำไรไว้ในบริษัท 20% ถ้าบริษัทนั้นมี ROE 10% บริษัทก็ควรโตให้ได้อย่างน้อย 2% ต่อปีในระยะยาว แต่ถ้าบริษัทโตได้น้อยกว่านั้นหรือไม่โตเลย แม้จะปันผลออกมามากก็ไม่ถือว่าเป็นบริษัทที่ดี ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของสูตรนี้ก็คือว่า สมมติว่าบริษัทไม่จ่ายปันผลเลยหรือ RR=100% จะพบว่า g = ROE ดังนั้น ทุกบริษัทจึงโตได้มากที่สุด (โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอก) ได้แค่ไม่เกิน ROE ของบริษัทเองเท่านั้น เฉพาะฉะนั้น ถ้าเราได้ยินผู้บริหาร "โม้" ว่าจะโตเฉลี่ยให้ได้ 25% ต่อปีในห้าปี แต่ถ้าเราดูแล้วบริษัทมี ROE แค่ 10% และมีหนี้สูงอยู่แล้วก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าบริษัทคงต้องมีการเพิ่มทุนเกิดขึ้นในไม่ช้า เพราะเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทจะโตในระยะยาวได้มากกว่า ROE ของตัวเอง ในทำนองเดียวกัน บริษัทที่มี ROE ต่ำมาก เช่น 5% บริษัทพวกนี้กำลัง "ป่วย" เพราะถ้ากำไรจะโตก็ต้องมีการเพิ่มทุนด้วยหรือถ้าไม่อยากเพิ่มทุนก็ต้องไม่โต ใครคิดจะลงทุนในบริษัทพวกนี้ก็ต้องเตรียมเงินสดสำรองไว้สำหรับเพิ่มทุนด้วยนะครับ
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ต.ค. 07, 2010 9:41 pm
0
0
อยากให้พี่ๆจัดคอร์ส valuation (การหามูลค่าหุ้น)
พี่ por_jai ไม่สนใจมาช่วยน้องๆเหรอคะ :8) ผมใช้แค่พีอีครับ ใครๆก็ทำได้ ผมว่าแค่การหามูลค่าหุ้นแบบวิธีPE ratio ถ้าเอามาเล่าแบบละเอียดผมว่าก็ได้หลายชมแล้วนะครับพี่พอใจ สูตรคร่าวๆอาจจะไว แต่พอชี้แจงยกตัวอย่างค่าPEที่เหมาะสมต้องพิจารณาถึงอะไรบ้าง เช่น 1.PEตลาดช่วงSET1700 SET200 เหมือนกันต่างกันอย่างไรส่งผลกับPEหุ้นในกลุ่มต่างๆอย่างไรเพราะอะไร 2.PEควรต้องเทียบกับในกลุ่มธุรกิจเดียวกันไหมอย่างไร 3.PEควรต้องเทียบกับตัวมันเองในอดีตไหม 4.PEควรต้องเทียบกับการเติบโตของกำไรไหม แค่นี้ผมว่าเพื่อนได้ฟังพี่พอใจหรือพี่ๆท่านอื่นก็เคลิ้มแล้วครับ :D อยากช่วยเพื่อนๆ ครับแต่ความสามารถไม่ถึง ขอยกบทความของ ดร.นิเวศน์เรื่องวิธีคิด p/e คร่าวๆ มาให้อ่านครับ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งจากวิธีคิดละเอียดๆ ของพี่สุมาอี้นะครับ ส่วนตัวผมก็ใช้แนวคิดจากทั้งสองวิธีผสมกันครับ ขอบคุณดร. สำหรับบทความอันทรงคุณค่านี้ครับ วิเคราะห์หุ้นแบบ VI / ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร โลกในมุมมองของ value investor 8 มีนาคม 2552 นักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่บริหารกองทุนรวมที่ต้องลงทุนซื้อหุ้นจำนวน มากต่างก็อาศัยบทวิเคราะห์หุ้นของ นักวิเคราะห์หุ้นมือ อาชีพ แต่ผมเองแทบไม่ดูบทวิเคราะห์เหล่านั้นเลย เหตุผลก็เพราะวิธีการลงทุนของผมนั้น เป็นการลงทุน ซื้อธุรกิจ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อยก็ 3- 5 ปี ขึ้นไป ซึ่งไม่มีบทวิเคราะห์ไหนทำ บทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์นั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด มองไปที่ผลประกอบการอย่างมากก็ 1-2 ปีข้างหน้า ดังนั้น พวกเขาก็มักจะดูว่าบริษัทจะมีกำไรเท่าไรอิงจากผลประกอบการในปีปัจจุบัน โดยนำเอาภาวะของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมาเป็นตัวประกอบ ส่วนผมเองนั้น ผมจะสนใจในด้านของ โครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถาวรกว่าและไม่ค่อยจะขึ้นกับภาวะแวดล้อมที่จะปรับเปลี่ยน ไปเรื่อย ๆ ซึ่งโดยนัยนี้ ผมจึงไม่ค่อยสนใจภาวะเศรษฐกิจที่มีขึ้นมีลง แต่ผมจะสนใจโครงสร้างของอุตสาหกรรมว่า ในธุรกิจนั้นมีการแข่งขันกันอย่างไร สนใจว่าบริษัทมีจุดเด่นหรือจุดอ่อนอย่างไร ใครคือ ผู้ชนะ หรือจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน การวิเคราะห์หุ้นแต่ ละตัวนั้น แน่นอน จะต้องดูรายละเอียดของแต่ละบริษัท อย่างไรก็ตาม มี โครงสร้าง และข้อมูลของธุรกิจบางอย่างที่เป็นตัวบอกว่าเรากำลังเจอธุรกิจที่ดีหรือไม่ดีได้ ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถนำมาให้คะแนนเพื่อที่จะสรุปว่าบริษัทที่เราดูอยู่ เป็นอย่างไร ลองมาดูรายการที่สำคัญ ๆ ข้อมูลตัวแรกก็คือ กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ roe นี่คือข้อมูลที่ดูง่ายและมีประสิทธิภาพสูง บริษัทที่มี roe สูงคือบริษัทที่ดี ยิ่งสูงก็ยิ่งดี แต่ต้องดูว่าเป็นการสูงอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปกติ ไม่ใช่สูงแค่ปีสองปีหรือในยามที่อุตสาหกรรมกำลังเป็นขาขึ้น หลักเกณฑ์ง่าย ๆ ในการให้คะแนนก็คือ ถ้าบริษัทมี roe ตั้งแต่ 15% ขึ้นไป เราก็ให้คะแนน บวกหนึ่ง ถ้า roe ตั้งแต่ 10-15 ให้คะแนนเท่ากับศูนย์ ถ้า roe ต่ำกว่า 10% ลงมาให้คะแนนติดลบหนึ่ง คะแนนที่ได้นี้จะเก็บไว้รวมกับคะแนนของข้อมูลตัวต่อไปเพื่อหาคะแนนรวมของ บริษัท ข้อมูลตัวที่สองก็คือ กระแสเงินสดของกิจการ ถ้ากิจการขายสินค้าแล้วได้เป็นเงินสดในขณะที่เวลาซื้อสินค้าจ่ายเป็นเงิน เชื่อ กระแสเงินสดของกิจการก็จะดี ความจำเป็นต้องระดมเงินมาใช้จากภายนอกเช่นการกู้เงินหรือออกหุ้นก็ จะน้อยและจะเป็นผลดีต่อบริษัท เกณฑ์แบบง่าย ๆ ก็คือ ถ้าบริษัทมีเจ้าหนี้การค้ามากกว่าลูกหนี้การค้ามากเช่นในกรณีของผู้ค้าปลีก หรือบริษัทที่ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงซึ่งทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดี ให้คะแนน บวกหนึ่ง ถ้าเจ้าหนี้และลูกหนี้พอ ๆ กันเช่นในกรณีของโรงงานผู้ผลิตจำนวนมาก แบบนี้ให้คะแนนศูนย์ ในกรณีของบริษัทที่มีลูกหนี้การค้ามากแต่มีเจ้าหนี้การค้าน้อย นั่นคือคนที่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อแต่ต้องจ่ายค่าสินค้าหรือวัตถุดิบในการ ผลิตเป็นเงินสด เช่น ผู้ค้าส่งที่นำสินค้ามาจากต่างประเทศ แบบนี้ก็ให้คะแนน ลบหนึ่ง ข้อมูลตัวที่สามซึ่งผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญก็คือ ความสามารถในการปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ถ้าบริษัทสามารถปรับราคาได้ค่อนข้างจะเร็วหรือทันที ความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะขาดทุนจากสต็อกสินค้าก็ไม่มีและจะทำให้สามารถรักษา ระดับของกำไรได้ค่อนข้างแน่นอน บริษัทที่มีลักษณะของธุรกิจแบบนี้มักจะมีอำนาจทางการตลาดสูง เราให้คะแนน บวกหนึ่ง บริษัทที่สามารถปรับราคาได้แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรเช่นภายใน 3 เดือน แบบนี้ให้คะแนนศูนย์ นี่คือบริษัททั่ว ๆ ไปที่มักไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ซื้อได้ทันทีเพราะมี การแข่งขันทางธุรกิจสูง บริษัทที่ไม่มีอำนาจทางการตลาดเลยและเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่บริษัทไม่สามารถ กำหนดราคาได้เลย เช่น ราคาน้ำมัน ถ่านหิน เหล็ก และผลิตผลทางการเกษตรต่าง ๆ แบบนี้เราให้คะแนน ติดลบหนึ่ง บริษัทที่เป็น dominant firm คือมีขนาดใหญ่กว่าอันดับสองมาก มักจะมีความได้เปรียบในหลาย ๆ ด้าน เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านของต้นทุน ดังนั้น เราให้คะแนน บวกหนึ่ง บริษัทตั้งแต่อันดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ dominant firm จนถึงอันดับประมาณ 3 ของอุตสาหกรรม ให้คะแนนศูนย์ บริษัทที่มีอันดับหลังจากนั้นให้คะแนน ติดลบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพิสูจน์หรือเชื่อได้ว่าขนาดของกิจการไม่ได้มีผลต่อต้นทุนหรือความได้ เปรียบอย่างอื่นในการแข่งขัน เราก็ให้คะแนนศูนย์กับทุกบริษัท ข้อมูลตัวที่ห้า คือข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท กิจการบางแห่งเป็นกิจการที่ขยายงานได้โดย ไม่ต้องลงทุน นี่คือกิจการที่ใช้หรือต้องลงทุนใน อาคาร อุปกรณ์ เครื่องจักร และเงินทุนหมุนเวียนของตนเองน้อย และภายในเวลาเพียง 2-3 ปี ก็ได้เงินคืนมาหมด เช่น กิจการค้าปลีกที่อาศัยการเช่าสถานที่เปิดร้านค้าเป็นหลัก กิจการแบบนี้เป็นกิจการที่ดีเพราะจะสามารถขยายงานไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องกู้หรือเพิ่มทุน ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูง แบบนี้ให้คะแนน บวกหนึ่ง กิจการที่เวลาขยายงานต้องลงทุนสูงพอสมควรอย่างเช่นโรงงานที่ผลิตสินค้า ธรรมดา ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากนักเช่นผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือผลิตไฟฟ้าหรือน้ำประปา แบบนี้ให้คะแนน ศูนย์ กิจการที่เป็นโรงงานที่ซับซ้อนและเทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเร็วทำ ให้ต้องอัพเกรดโดยการลงทุนอุปกรณ์ใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ แบบนี้ให้คะแนน ลบหนึ่ง ข้อมูลตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงที่เป็นข้อมูลสำคัญก็คือ การเจริญเติบโต กิจการที่โตเร็ว นั่นคือ ในระยะยาวโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจหรือ gdp ตั้งแต่ 3 เท่าขึ้นไป นั่นคือยอดขายโตประมาณปีละ 15% ให้คะแนน บวกหนึ่ง ยอดขายโตตั้งแต่ 5-15% ต่อปีโดยเฉลี่ยให้คะแนน ศูนย์ ยอดขายโตต่ำกว่า 5% ต่อปีในระยะยาวให้คะแนน ลบหนึ่ง การเติบโตของยอดขายที่ว่านี้ต้องเป็นการเติบโตแบบทบต้นและระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก รวมคะแนนทั้งหมดของบริษัทที่เราวิเคราะห์ก็จะได้คะแนนที่อาจจะเป็นบวก ลบ หรือเป็น ศูนย์ บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้ บวก 6 คะแนน ต่ำสุดก็จะได้ ลบ 6 คะแนน ซึ่งคงหาได้ยากพอควร เอาตัวเลขที่ได้บวกด้วย 10 ก็จะได้ค่า pe สูงสุดที่เราจะซื้อหุ้นตัว นั้น นั่นแปลว่า บริษัทที่ดีที่สุดได้คะแนนสูงสุดเราจะซื้อต่อเมื่อ pe ไม่เกิน 16 เท่า บริษัทธรรมดา ๆ ที่คะแนนไม่บวกหรือลบเราก็จะซื้อต่อเมื่อ pe ไม่เกิน 10 เท่า และบริษัทที่แย่มากที่สุดนั้น เราไม่ควรซื้อที่ pe เกิน 4 เท่า และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีวิเคราะห์และซื้อหุ้นแบบ vi เวอร์ชั่นหนึ่ง ที่หยาบ ๆ และคิดในใจได้
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ต.ค. 07, 2010 9:35 pm
0
0
เด็กเลี้ยงแกะมาแว้ว (๑๘ ก.ย.๒๕๕๓) ตอน PTL & BROOK
พี่เด็กเลี้ยงแกะสุดยอดเหมือนเดิมครับ
โดย
หมีขาว
ศุกร์ ก.ย. 24, 2010 8:35 am
0
0
ประเทศไทย ออก CNBC
ขอบคุณมากครับ
โดย
หมีขาว
พุธ ก.ย. 22, 2010 7:23 am
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
พี่ครรชิตครับรบกวนด้วยครับ
[email protected]
ครับ
โดย
หมีขาว
อาทิตย์ ก.ย. 19, 2010 10:36 am
0
0
คนโง่เห็นคำเตือนเป็นที่ระคายหู
ด้วยความเคารพครับ การเตือน และการให้ข้อมูลสองด้านเป็นสิ่งที่ชาว vi ปรารถนาแน่นอนครับ ผู้ที่เตือนโดยให้ข้อมูลหรือเหตุผลประกอบเป็นผู้ที่น่ายกย่องเป็นอย่างมากครับ คำเตือนเหล่านี้ไม่ระคายหูสำหรับคนที่ต้องการเข้าใจบริษัทครับ แต่ที่เกิดปัญหาในหลายกระทู้ก็เพราะมักมีการเตือนผู้อื่นด้วยข้อความที่ว่า "ตัวนี้ระัวังเจ้าปั่น" หรือ "ตอนนี้ราคาเกินพื้นฐาน" (โดยไม่มีข้อมูลประกอบ) ซึ่งเป็นเหมือนการปล่อยข่าวลือและขัดกับวัตถุประสงค์ของเว็บนี้ หลายๆ ท่านเอาแต่โพสต์ข้อความประเภทนี้ แล้วก็อวดตนว่าเป็นผู้รู้ โพสต์แบบนี้ไม่แปลกที่จะระคายหูคนทั่วไป และถูกลบครับ
โดย
หมีขาว
เสาร์ ก.ย. 11, 2010 10:03 pm
0
0
ทำบุญอย่างไรดีครับ
ผมคิดว่าการให้ทุนการศึกษาตลอดการศึกษาในระดับชั้นมัธยม หรือปริญญาตรี เป็นการให้ที่ดีมากครับ เพราะทางทีมงานสามารถติดตามผลได้ (เช่น เด็กที่ได้ทุนตั้งใจเรียนหรือไม่ โดยมีการนัดพบเด็กๆ ทุกเทอมการศึกษา ในกรณีที่ทางทีมงานมีเวลา) อาจจะมีการคัดเลือกเด็กที่จะได้รับทุน เพื่อที่จะได้เด็กที่มีความตั้งใจ แต่ขาดแคลนทรัพย์อย่างแท้จริงครับ
โดย
หมีขาว
อังคาร ส.ค. 03, 2010 6:23 pm
0
0
ทำบุญอย่างไรดีครับ
ผมเห็นว่าการบริจาคควรให้กับคนที่มีความจำเป็นจริงๆ เช่น คนยากจนในต่างจังหวัดหรืออื่นๆ ครับ การช่วยเหลือสมาชิกด้วยกัน เช่น ลดค่าสัมนา หรือลดราคางานจิบเบียร์จริงๆ คงไม่มีผลกระทบกับเพื่อนๆ เกือบทุกท่าน เพราะส่วนใหญ่มีกำลังทรัพทย์อยู่แล้ว หรือถ้ามีบางคนต้องการจริงๆ (สมมุติเช่น คนต่างจังหวัดตัวแทนหมู่บ้านอยากมีความรู้เรื่องการลงทุน) อาจจะพิจารณาเป็นรายกรณีไปก็ได้นะครับ และการช่วยเหลือขอเสนอให้มีการติดตามผลด้วยครับ ให้เป็นเงินแล้วก็จบไปคงไม่ใช่หลักการให้ที่ดีครับ
โดย
หมีขาว
อังคาร ส.ค. 03, 2010 6:12 pm
0
0
Re: ผมขอยึดมั่นตามแนวทางของ ดร. นิเวศน์ ครับ
3 เสี่ยยักษ์เป็นใครผมไม่รู้จัก ผมเพิ่งเข้าตลาดมาไม่นาน จริงอยู่คนรวยพูดอะไรมักจะมีคนเชื่อ แต่ถ้าคนรวยคนนั้นยังพิสูจน์ตัวเองได้ไม่นานพอเท่า ดร. นิเวศน์ ว่าวิธีของเขาได้ผลจริงยั่งยืนในระยะยาว ก็อย่าเอามาพูดเลยดีกว่าครับถ้ายังรู้ไม่จริง และเท่าที่อ่านจากโพสของท่านผู้รู้อื่นๆ ผมว่าเสี่ยยักษ์ใช้วิธีเข้าข่ายเก็งกำไรมากกว่านะครับ ผมว่าโอกาสอยู่ไม่ได้ในระยะยาวมีสูง ถ้าเราไม่รู้จักเสี่ยยักษ์จริง เราก็ไม่ควรด่วนสรุปนะครับว่า ท่านเก่งจริงหรือไม่
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ก.ค. 29, 2010 10:41 pm
0
0
มาแชร์ประสปการณ์ล้มเหลวดีกว่าครับ
ผมขอคารวะพี่ moomoo ครับ ที่แชร์ประสบการณ์ ผมตามอ่าน ptl มาเรื่อยๆ รู้ว่าพี่ moomoo โดนหนัก แต่ไม่ทราบว่าจะหนักขนาดนี้ครับ แต่ก็ผ่านมาได้อย่างสวยงาม นับถือจริงๆ ครับ :bow: :bow:
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ก.ค. 22, 2010 8:55 am
0
0
ขอถามจากสถิติและความทรงจำในปี 2008 ครับ
sabina กับ tf เข้าข่ายไหมครับ จำไม่ได้เหมือนกัน -__-
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. ก.ค. 01, 2010 1:59 pm
0
0
มือใหม่ครับ อยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ แนะนำหุ้นซักตัวเพือสร้างฝัน
ผมขอนำคำตอบของพี่ลูกอิสาน ที่เคยแนะนำคุณ chirasuke มาไว้ให้ เผื่อจะเป็นประโยชน์นะครับ ส่วนตัวเต็มดูได้ที่นี่ครับ http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=40883 สไตร์พี่อาจจะไม่มีเวลาติดตามหุ้นมากนัก ลองดูหุ้นที่ชัวน์ได้แน่ๆ แต่ผลตอบแทนต่ำหน่อย(10-12%ต่อปีแบบทบต้น) ไม่เจ๊ง พื้นฐานไม่เปลี่ยนไปมากแม้เวลาผ่านไป ธุรกิจเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เราปวดหัว หุ้นพวกนี้นะครับ -ค้าปลีก เช่น cpall hmpro se-ed it bigc -โรงบาล เช่น kh bgh -กิจการกึ่งผูกขาด เช่น bafs eastw -ประกันชีวิตเช่น scnyl โดยมีเงื่อนไขนะครับ 1.ซื้อแล้วห้ามขาย โดยเฉพาะตอนตลาดขาลง เน้นนะครับ ห้ามขายตอนดัชนีต่ำๆเด็ดขาด 2.ให้ซื้อแบบถัวเฉลี่ย ป้องกันการซื้อมากๆตอนตลาดดีๆ วิธีนะครับ ถ้าซื้อ 5 ล้านใน 2 ปีให้แบ่งซื้อปีละ 2.5 ล้าน เดือนและ 2.5/12= 2 แสนกว่าบาท 3.ซื้อหุ้นกระจายไปหลายตัว ห้ามถือตัวเดียวเด็ดขาด เพราะไม่รู้จะเจอแจ็คพอตเมื่อไหร่ 4.ติดตามหุ้นที่ถือบ้าง เผื่อมีข่าวที่สำคัญจะได้ขายหนีทัน 5.ถือไว้อย่างต่ำ 5 ปีหลังจากนั้นค่อยประเมินอีกที 6.ใจต้องแน่วแน่ คุยกับภรรยาให้เข้าใจกันก่อน 7.ปันผลให้นำมาซื้อหุ้นเพิ่ม ไม่ควรนำไปใช้เพราะทำให้พอร์ตโตช้า หุ้นที่แนะนำ หากสังเกตผมจะเน้นความปลอดภัย ความเสี่ยงต่ำ และที่สำคัญต้องมีการเติบโตมากน้อยต่างกันไป ดังนั้นหุ้นเทคโนโลยีสื่อสาร หุ้นที่เกี่ยวกับสัมปทาน พวกแบงค์ จะไม่อยู่ในลิสต์ครับ ที่พอไหวคือ ptt pttep scc cpf banpu ที่จริงก็ยังเติบโตได้ เป็นหุ้นที่ทุกคนคุ้นเคย แต่ออกจะเป็นวัฏจักรบ้าง (ส่วนใหญ่แปรปรวนตามราคาน้ำมัน) ดังนั้นหุ้นพวกนี้ถ้าถือก็พอไหว มองภาพใหญ่ๆว่าทรัพยากรพลังงานมีแต่จะลดลง ความต้องการมากขึ้น บริษัทพลังงานน่าจะได้รับประโยชน์ครับ
โดย
หมีขาว
ศุกร์ มิ.ย. 18, 2010 7:07 am
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
รบกวนถามพี่ฉัตรอีกครั้งครับ :D กรณี PTL บริษัทแจ้งว่าจะเริ่มเสียภาษีเงินได้ ตั้งแต่เมษายน 2011 เป็นต้นไป ที่นี้ PTL มีบริษัทย่อยที่ตุรกีอยู่ด้วย ผมสงสัยว่าแล้วกำไรจาก ตุรกีต้องเสียภาษีด้วยหรือไม่ จึงลองเมล์สอบถาม IR ได้ความว่าไม่ต้องเสีย ดังนี้ครับ ที่ผมสงสัยก็คือว่ากำไรจากตุรกีทั้งหมด สุดท้ายมันก็รับรู้ผ่านทางบริษัทที่ไทย ซึ่งเป็นบริษัทแม่อยู่ดี แล้วสุดท้ายเราต้องเสียภาษีในส่วนกำไรของตุรกีไหมครับ? หรือว่าการคิดภาษีจะคิดจากงบเดีี่ยวครับ? ขอบคุณครับพี่ฉัตร :bow: ตอนนี้ได้รับคำตอบแล้วครับ ว่าภาษีจะคิดจากงบเดีียว ไม่ได้คิดจากงบรวม ยังไงถ้าผมโพสต์อะไรไม่เหมาะสมขออภัยด้วยนะครับ ผมพิมพ์ไม่ค่อยเก่งครับ :D
โดย
หมีขาว
พุธ มิ.ย. 09, 2010 9:41 am
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
รบกวนถามพี่ฉัตรอีกครั้งครับ :D กรณี PTL บริษัทแจ้งว่าจะเริ่มเสียภาษีเงินได้ ตั้งแต่เมษายน 2011 เป็นต้นไป ที่นี้ PTL มีบริษัทย่อยที่ตุรกีอยู่ด้วย ผมสงสัยว่าแล้วกำไรจาก ตุรกีต้องเสียภาษีด้วยหรือไม่ จึงลองเมล์สอบถาม IR ได้ความว่าไม่ต้องเสีย ดังนี้ครับ Under BOI privileges, the company enjoys 100% corporate tax exemption for first 8 years (from dt. of first sale under each certificate) and 50% tax exemption for next 5 years. Our first BOI certificate tax exemption benefit is expiring in April 2011 and the profits from operations of this project will be subject to tax at 50% of normal tax rate of 25%, so the effective tax rate would be 12.5%. This is only for Thailand and not applicable to Turkey unit. They are 100% corporate tax exempt since it is set up in a Free Trade zone. ที่ผมสงสัยก็คือว่ากำไรจากตุรกีทั้งหมด สุดท้ายมันก็รับรู้ผ่านทางบริษัทที่ไทย ซึ่งเป็นบริษัทแม่อยู่ดี แล้วสุดท้ายเราต้องเสียภาษีในส่วนกำไรของตุรกีไหมครับ? หรือว่าการคิดภาษีจะคิดจากงบเดีี่ยวครับ? ขอบคุณครับพี่ฉัตร :bow:
โดย
หมีขาว
อังคาร มิ.ย. 08, 2010 1:49 am
0
0
สรุปงานจิบเบียร์ ที่ดิเอ็ม 4/6/10มาแร้วครับ
ขอบคุณคุณ champ มากครับ :bow:
โดย
หมีขาว
จันทร์ มิ.ย. 07, 2010 12:34 am
0
0
ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ
รบกวนถามความเห็นพี่ลูกอิสานเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยโดยเฉพาะ SCSMG อีกครั้งครับ หลังจากเกิดเหตุการณ์รุณแรงในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อ SCSMG มากน้อยแค่ไหนครับ?
โดย
หมีขาว
ศุกร์ มิ.ย. 04, 2010 11:33 pm
0
1
ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ
ขอคารวะพี่โจ และจะนำแนวคิดไปปฏิบัติครับ
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. พ.ค. 20, 2010 4:05 pm
0
0
แล้ว CPN จะลงไปขนาดไหน
:cool:
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. พ.ค. 20, 2010 12:42 pm
0
0
ถึงแฟนๆจูบิลี่
ขอบคุณ คุณหมอ คุณโย คุณ miracle คุณ Alastor และท่านอื่นๆ ที่เตือนและให้แง่คิดในหลายๆ มุมครับ :bow:
โดย
หมีขาว
ศุกร์ พ.ค. 14, 2010 11:19 pm
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
ขอบคุณพี่ฉัตรมากครับ
โดย
หมีขาว
จันทร์ พ.ค. 10, 2010 11:33 am
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
ที่ทำใหม่
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. พ.ค. 06, 2010 11:54 pm
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
เห็นในงาน TVI พี่ฉัตรชัยบอกว่าจะทำงบกระแสเงินสดขึ้นมาเอง ปรับปรุงจากงบกระแสเงินสดที่บริษัททำมาให้ ไม่ทราบงบกระแสเงินสดที่พี่ทำเอง แตกต่างจากงบกระแสเงินสดของบริษัทยังไงบ้างครับ?
โดย
หมีขาว
พุธ พ.ค. 05, 2010 2:26 pm
0
0
ด่วน ! ประกาศ ขอความช่วยเหลือ SAVE Money Talk
ส่งไปอีกหนึ่งเสียงแล้วครับ
โดย
หมีขาว
จันทร์ พ.ค. 03, 2010 8:46 am
0
0
สรุปความรู้จากงานสัมมนาไทยวีไอ ประจำปี 2553
:bow: :bow:
โดย
หมีขาว
อาทิตย์ พ.ค. 02, 2010 4:48 am
0
0
มุมมองลงทุนสไตล์ Sai
ยังมองเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ราคาณ.ปัจจุบันมีตัวอื่นน่าสนใจกว่าเท่านั้นเองครับ
โดย
หมีขาว
ศุกร์ เม.ย. 30, 2010 6:40 pm
0
0
Re: บัญญัติ 10 ประการในการลงทุนสไตล์ VI (ฉบับปรับปรุง)
[quote="doodeemak"] 4) หากยังไม่เข้าใจข้อ 3 ให้ลอง search หาคำกลอนของท่านสุนทรภู่ "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์..." 5) หากริจะเล่นหุ้นตามเซียน จงมั่นใจว่า
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. เม.ย. 29, 2010 10:49 pm
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
1. ที่ดินจะไม่มีค่าเสื่อมราคาครับ 2. ส่วนใหญ่แล้ว จะปรับปรุงเมื่อบริษัทมีฐานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ขาดทุนจนส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ เลยมีการประเมินมูลค่าใหม่ เพื่อเพิ่มส่วนผู้ถือหุ้น และอาจจะมีการปรับมูลค่าลดลง ถ้าราคาที่ดินมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 3. ไม่บันทึกในงบกำไรขาดทุนครับ แต่จะบันทึกใน สินทรัพย์ถาวร และ ส่วนผู้ถือหุ้น 1) ขอถามพี่ฉัตรเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องที่ดินครับ วันนี้อ่านเจอการบันทึก "การด้อยค่าของสินทรัพย์" ในหมายเหตุประกอบงบการเงินของ kiat น่ะครับ ในนั้นกล่าวว่า จะบันทึกการด้อยค่าในงบกำไรขาดทุน (หัวข้อ 5.9 ของหมายเหตุงบปี) อย่างนี้แปลว่า ถ้าประเมินมูลค่าที่ดินได้เพิ่ม จะไม่บันทึกลงงบกำไรขาดทุน แต่ถ้าประเมินแล้วมูลค่าลด จะบันทึกขาดทุนหรือเปล่าครับ? 2) ในหมายเหตุ "วัสดุคงเหลือ" (หมายเหตุ 5.5) ของ kiat เขียนว่า จะ"แสดงตามราคาทุน หรือบันทึกตามมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า" แสดงว่ากรณีนี้ก็เหมือนกันกับที่ดินใช่ไหมครับ กล่าวคือ ถ้ามูลค่าลดจะบันทึก stock loss แต่ถ้ามูลค่าเพิ่มจะ ไม่มี stock gain ไม่ทราบผมเข้าใจถูกไหมครับ? ขอบคุณมากครับพี่ :bow:
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. เม.ย. 29, 2010 12:22 am
0
0
มุมมองลงทุนสไตล์ Sai
ทราบมาว่าอดีตพี่ sai เคยสนใจ PTL ปัจจุบันไม่ทราบมีมุมมองเปลี่ยนไป ต่อบริษัทนี้ยังไงบ้างครับ
โดย
หมีขาว
อังคาร เม.ย. 27, 2010 1:57 pm
0
0
ถามพี่ฉัตรชัยครับว่าอะไรสำคัญสุดในการดูงบการเงิน
เห็นอ. นิเวศน์เขียนเรื่องที่ดิน ขอถามพี่ฉัตร หรือ ผู้รู้ท่านอื่นๆ ครับว่า 1. ที่ดินไม่มีค่าเสื่อมราคาใช่ไหมครับ 2. ปกติจะมีการปรับปรุงมูลค่าที่ดินในงบการเงินบ่อยแค่ไหนครับ หรือต้องมีเหตุการ์ณอะไรก่อนถึงจะปรับ 3. ถ้าปรับปรุงแล้วมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือลดลง จะปรากฎในงบกำไรขาดทุนไหมครับ
โดย
หมีขาว
จันทร์ เม.ย. 26, 2010 11:59 pm
0
0
หนังสือ The Intelligent Investor ฉบับภาษาไทย
ผมเห็นใน kinokuniya ที่พารากอนก็มีนะครับ แต่เข้าไปซื้อไม่ได้ :twisted: หรือสั่งซื้อจากซีเอ็ดก็ได้ครับ http://www.se-ed.com/eShop/%28A%28IU9u7R1cygEkAAAAMmE1MTljOTMtNGM1YS00OTNjLWFhYTMtZGQyNmUzYjUzN2M1EF0g6cvBBRbN5Kw8Czwm1Cp-bVA1%29%29/Products/Detail.aspx?CategoryId=0&No=9789749348918 หรือไปตาม ซีเอ็ด ที่ไหนก็ได้ครับ ถ้าสาขาอื่นเค้ามีสต็อคอยู่ เดียวเค้าจะจัดส่งไปให้ได้ครับ ขอบคุณครับ :D หาเล่มนี้อยู่เหมือนกันครับ ผมลอง search ใน http://www.chulabook.com/speedsearch.asp แล้ว ไม่มีอะครับ T_T ลองโทรไปถามจะดีกว่านะครับ บางที search engine ภาษาไทยในเว็บ มันไม่ค่อยดีน่ะครับ
โดย
หมีขาว
พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 7:21 am
0
0
หนังสือ The Intelligent Investor ฉบับภาษาไทย
อ้้อ รบกวนถามพี่ WEB ครับว่า ลงทุนอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ หาซื้อได้ที่ไหนครับ
โดย
หมีขาว
พุธ เม.ย. 21, 2010 11:47 pm
0
0
หนังสือ The Intelligent Investor ฉบับภาษาไทย
พี่ WEB ครับ ผมอยากได้หนังสือของพี่ "จิตวิทยาการลงทุน" อ่ะครับ มีเก็บไว้ไหมครับ ผมสนใจซื้อครับ พยายามค้นหาซะทั่วหาไม่ได้เลยย มือสองก็หาไม่ได้ :'( ถ้าพี่ WEB ไม่มีเก็บไว้ คงต้องถ่ายสำเนาจากเพื่อนซะแล้วล่ะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ ผมเคยเห็นที่ศูนย์หนังสือจุฬานะครับ ลองโทรไปสอบถามดูได้ครับ
โดย
หมีขาว
พุธ เม.ย. 21, 2010 11:46 pm
0
0
มีคำถามเรื่อง Market Risk กับ VI
สวัสดีครับคุณ miracle ผมเห็นว่าถ้าเราเชื่อว่าราคาหุ้นของบริษัทในระยะยาวขึ้นกับประสิทธิภาพการทำกำไรของบริษัทหรือการผลิตเงินสดของบริษัท เราก็ไม่ต้องใส่ใจ market risk ซึ่งน่าจะเป็นผลระยะสั้นหรือเปล่้าครับ ส่วน MOS นี่ผมเห็นว่าหลักๆ เราจะเผื่อไว้ในกรณีที่การวิเคราะห์ของเราไม่แม่นยำ หรือเผื่อในกรณีปัจจัยอะไรบางอย่างของบริษัทมีความไม่แน่นอนครับ
โดย
หมีขาว
จันทร์ เม.ย. 19, 2010 10:27 pm
0
0
ROA สำคัญจริงหรือ
[quote="sai"]ตรงนี้ผมเข้าใจว่าพี่โจหมายถึง ต้องเอามาคิดจากราคาตลาดที่เป็นเงินจริงจริงที่เราจ่ายน่ะครับ ว่าคิดเป็นผลตอบแทนเท่าไร เช่นบริษัท abc มีสินทรัพย์ 100ล้าน บาท
โดย
หมีขาว
อาทิตย์ เม.ย. 18, 2010 11:46 pm
0
0
ROA สำคัญจริงหรือ
ผมคิดว่าประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือเมื่อเราเจอบริษัทที่ ROA สูง (โดยปรับค่าให้เหมาะสมแล้ว) แล้วเราจะวิเคราะห์จนมั่นใจได้อย่างไรว่า ROA นั้นจะสูงต่อไปได้เรื่อยๆ
โดย
หมีขาว
อาทิตย์ เม.ย. 18, 2010 11:44 pm
0
0
ROA สำคัญจริงหรือ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยนะครับ :bow: ผมเจออีกกระทู้เก่าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ หุ้นที่มีค่า ROE and ROA เฉลี่ยสูงกว่า 12 % http://www.thaivi.com/webboard/archive.php/o_t__t_24412__start_0__index.html และก็เจอ comment ของพี่นริศที่คล้ายๆ กับหลายๆ ท่านข้างบนครับ ขออนุญาตนำมาลงที่นี่นะครับ ผมอยากจะให้แยกรายละเอียดและวิเคราะห์คุณภาพค่าต่างๆในสมการด้วยครับ Rคือกำไร อยากให้ดูว่ากำไรนี้ไปอยู่ในรูปของเงินสด ลูกหนี้ เครื่องจักร(ค่าใช้จ่ายในอนาคต) Aทรัพย์สิน อยากให้เปรียบเทียบดูทรัพย์สินว่าไปกระจุกตัวอยู่ที่ใด เหมาะสมหรือไม่ คุณภาพดีหรือเปล่า Eส่วนของทุน ในเมื่อทรัพย์สิน=หนี้สิน+ทุน ก็ควรจะดูคุณภาพของส่วนทุนว่าอยู่ในรูปใด เมื่อทรัพย์สินหักหนี้สินแล้ว และกำไรที่หาได้มามี.... I(ROI)อัตราการคืนทุนจากเงินลงทุนใหม่(จากกำไรสะสม)เป็นเท่าไหร่ เหมาะสมหรือไม่
โดย
หมีขาว
อาทิตย์ เม.ย. 18, 2010 11:38 pm
0
0
ROA สำคัญจริงหรือ
ผมคิดว่าถ้า บริษัท A จริงๆ ตีค่าทรัพย์สินต่ำกว่าความจริง และถ้าปรับให้ตรงกับที่ควรจะเป็น แล้วสองบริษัทมีค่า ROA เท่ากัน แต่ B มี P/E ถูกกว่า บริษัท B ก็ได้เปรียบอย่างที่คุณชาตรีเข้าใจครับ แต่ในกรณีที่ทั้งสองบริษัทมี ROA ต่ำทั้งคู่ (เมื่อปรับแล้ว) ในการขยายการลงทุนของบริษัท ก็จะต้องลงทุนมากหน่อยครับ (เหมือนที่หลายท่านข้างบนยกตัวอย่างมา) ในกรณีที่เราเจอบริษัท C ที่มี ROA สูง (ปรับแล้ว) และมี P/E ใกล้เคียงกันกับ B บริษัท C ก็จะได้เปรียบบริษัท B ในการลงทุนขยายกิจการครับ
โดย
หมีขาว
อาทิตย์ เม.ย. 18, 2010 11:34 pm
0
0
91 โพสต์
of 2
ต่อไป
ชื่อล็อกอิน:
หมีขาว
ระดับ:
Verified User
กลุ่ม:
สมาชิก
ติดต่อสมาชิก
PM:
ส่งข้อความส่วนตัว
สถิติสมาชิก
ลงทะเบียนเมื่อ:
ศุกร์ ม.ค. 01, 2010 5:25 pm
ใช้งานล่าสุด:
พุธ ธ.ค. 12, 2018 3:29 pm
โพสต์ทั้งหมด:
354 |
ค้นหาเจ้าของโพสต์
(0.02% จากโพสทั้งหมด / 0.06 ข้อความต่อวัน)
GO_TO_SEARCH_ADV
ไปที่
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้นต่างประเทศ
↳ ไอเดียหุ้นเด้ง
↳ หลักสูตรการลงทุนออนไลน์
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์ [กระทู้รับชมออนไลน์]
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์
↳ ThaiVI GO Series
↳ คลังกระทู้คุณค่า
↳ Value Investing
↳ บทความ
↳ ความรู้งบการเงิน
↳ ร้อยคนร้อยเล่ม / Multimedia Forum
↳ mai Corner
↳ Alternative Investing
เรื่องทั่วไป
↳ นั่งเล่น / กีฬา / สุขภาพ
↳ Asking Staff
↳ CSR
×
บันทึกไม่สำเร็จ
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
×
บันทึกสำเร็จแล้ว