หน้าแรก
เว็บบอร์ด
หลักสูตรออนไลน์
Marketplace
สินค้าสมาคม
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
เข้าสู่ระบบ
เมนูลัด
แสดงกระทู้ที่ยังไม่มีการตอบ
แสดงกระทู้ที่เปิดดูแล้ว
ค้นหา
รายชื่อสมาชิก
ทีมงาน
FAQ
ไอเดียหุ้นเด้ง
โพสต์ยอดนิยม
หุ้นที่ติดตาม
ผู้เขียนที่ติดตาม
sharpy
Joined: จันทร์ พ.ย. 08, 2004 10:09 pm
31
โพสต์
|
0
กำลังติดตาม
|
0
ผู้ติดตาม
ส่งข้อความ
ดูประวัติส่วนตัว - sharpy
กระทู้ที่ตั้ง
โพสต์ที่ตอบ
โพสต์ที่ตอบ
คอมเมนต์
ไลค์
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
สวัสดีสหธรรมิกทุกท่านครับ ผมขออนุญาตมาประชาสัมพันธ์ หลักสูตร ครูสมาธิ ของ สถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล หลักสูตรครูสมาธิ ก่อตั้งโดยพระเดชพระคุณพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) มีจุดประสงค์ในการเผยแผ่สมาธิ เพื่อเพิ่มพลังจิตแก่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ โดยท่านคำนึงว่า “ชาวโลกได้พัฒนาก้าวไปไกลถึงยุคโลกาภิวัฒน์ เขาได้ลงทุนสร้างวัตถุต่าง ๆ ทั้งแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทั้งหลายทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน ยานอวกาศ สามารถย่นระยะทางไกลให้ใกล้ ไปมาได้ง่าย ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอีเมล์ ก็ย่นระยะการติดต่อ สื่อสารกันได้อย่างสบาย ทั้งหมดเป็นเงินเป็นหมื่นล้านแสนล้าน เขาก็ยังลงทุนกันได้ แล้วทำไมเราจะลงทุนสร้างนครธรรมให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่างๆ เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะบ้างมิได้หรือ?” ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้สร้างนครธรรมและเปิดสอนสมาธิ ให้กับประชาชนเพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะโดยสร้างเป็นสถาบันพลังจิตตานุภาพ จัดทำหลักสูตรครูสมาธิขึ้น เพื่อสอนสมาธิระยะเวลา 6 เดือน หลักสูตรครูสมาธิเป็นหลักสูตร ที่สอนสมาธิให้กับประชาชน เพื่อสามารถที่จะเป็นครูสอนสมาธิได้ ตามหลักการของ พระธรรมมงคลญาณ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการเรียนการสอน มาตั้งแต่ วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ใช้ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน (หลักสูตร 200 ชั่วโมง) เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติ ภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตรครูสมาธิและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตร หลักสูตรครูสมาธิ เปิดรับสมัครปีละ 2 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนสิงหาคม ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน การเรียนการสอน มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. การเรียนภาคจันทร์ - ศุกร์ ตอนเย็น เวลา 18.00 - 20.00 น. 2. การเรียนภาคเสาร์ - อาทิตย์ เต็มวัน เวลา 9.00 - 16.30 น. สามารถเลือกเวลา และสถานที่ในการเรียน ให้เหมาะสมกับความสะดวกสบาย มีสาขากว่า 130 แห่งในประเทศ ดูข้อมูลสาขาได้ที่นี่ มีระบบการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ภาคทฤษฎี มีการเรียนจากคณาจารย์ และฟังเทปบรรยายของพระอาจารย์หลวงพ่อ วิริยังค์ สิรินฺธโร ภาคปฏิบัติ มีการเดินจงกรม 30 นาที และนั่งสมาธิ 30 นาที เมื่อจบการศึกษา มีการสอบวัดผลทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ตลอดจนการสอบปฏิบัติ ภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ ติดต่อสอบถาม สถาบันพลังจิตตานุภาพ สำนักงานใหญ่ วัดธรรมมงคล โทรศัพท์ : 02-311-1387, 02-311-3903 ดูรายชื่อแต่ละสาขาทั่วประเทศ ตามลิงค์นี้ http://www.samathi.com/branch.php รุ่นนี้ หลักสูตรครูสมาธิรุ่นที่ 39 (เอกูนจัตตาฬิสโม) อัตตชัย (ผู้ชนะตนเอง) มีการปฐมนิเศน์ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา ผมต้องขอโทษเพื่อนๆทุกท่านที่ แจ้งช้าไป แต่ ท่านใดที่สนใจยังสามารถ สมัครเรียนได้ทัน โดยจะเริ่มเรียน วันแรก วันเสาร์ที่ 13 ส.ค. 2559 นี้ เปิดสอนพร้อมกันทั่วประเทศ โดยแต่ละจังหวัดจะมีศูนย์ สถาบันพลังจิตตานุภาพ จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง : จิตที่ฝึกฝนดีแล้ว นำความสุขมาให้
โดย
sharpy
อาทิตย์ ส.ค. 07, 2016 12:12 pm
0
3
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
ขอขอบพระคุณ คุณ cobain_vi ที่มาแชร์มุมมองและประสบการณ์การภาวนา ผมเห็นด้วยกับคุณ cobain_vi เป็นอย่างยิ่งที่ บอกว่า " ผมไม่อยากให้อ่านหนังสือหรือฟังธรรมะกันมากๆนะครับ ฟังมากอ่านมากสัญญายิ่งเยอะ วิตกวิจารณ์ก็เยอะ รู้มากๆเผินๆเหมือนจะดีแต่มันจะทำให้เราเสียเวลา(เสียเวลาอ่าน แล้วก็มาเสียเวลาวิตกวิจารณ์) ผมก็เคยเป็นอ่านมาเยอะเหมือนกัน ทำให้รู้ว่าเสียเวลามาก ธรรมะของจริงไม่ได้เกิดจากการอ่าน แต่เกิดจากการภาวนา ความรู้ที่เกิดจากการอ่านหรือการฟังเป็นความรู้ของคนอื่นเราแค่อ่านมาฟังมาได้แค่ความจำ แต่ความรู้ที่เกิดจากการภาวนา(ภาวนามัยปัญญา)เป็นความรู้ที่เกิดจากเราเอง เป็นความรู้แท้ " เพราะปัญญามี 3 ระดับ คือ 1.สุตมยปัญญา คือปัญญาที่สำเร็จโดยการฟัง หมายถึงเอาปัญญาความรู้ความเข้าใจ จากการอ่านและการฟังทบทวนศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้ ที่ถูกต้องและแม่นยำ ในอรรถะและพยัญชนะ 2.จินตามยปัญญา คือปัญญาที่สำเร็จโดยการคิดพิจารณา หมายถึงปัญญาที่ได้จากการคิดใคร่ครวญ พินิจพิจารณาให้เกิดความเข้าใจ อย่างตกผลึกตามขั้นตอนของเหตุผล และความสัมพันธ์ต่างๆ โดยมิใช่การจดจำเฉย ๆ แต่สามารถมองสภาพปรมัตถ์ธรรมออกด้วยจินตนาการ เข้าใจถึงเป้าหมายและรายละเอียดธรรมะได้ตรงทาง ไม่ว่าจะเป็นนัยตรงหรือเชิงประยุกต์ เพียงแต่มิได้อยู่ในฐานะเป็น"ผู้เห็นด้วยตนเอง"ก็เท่านั้น 3.ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จโดยการภาวนา หมายถึง ปัญญาของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางของมหาสติปัฏฐาน 4 แล้วประจักษ์แจ้งในความมิใช่ ตัวตน สัตว์ บุคคล ของขันธุ์ 5 เพราะประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น แม้ 'ใจ' หรือ 'วิญญาณ' ก็ไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นแล้ว ก็จะไม่เหลือคุณค่าสาระใดๆ ที่จะต้องยึดถือให้เกิดความทุกข์ทรมาน บีบคั้นจิตใจอีกต่อไป. ปัญญาที่จะทำให้เราหลุดพ้นซึ่ง สังสารวัฏ ได้ คือ ภาวนามยปัญญา ขอให้ความสงบซึ่งเกิดจากธรรม จงมีแด่ท่านผู้แสวงหาความหลุดพ้น ขอให้ปัญญาจงมีแด่ท่านซึ่งประกอบด้วยความเพียรด้วยปัญญา
โดย
sharpy
อาทิตย์ มิ.ย. 12, 2016 10:06 am
0
3
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
หนทางแก้ไขวิปัสสนูปกิเลส อุปกิเลส 10 นี้มิใช่จะเป็นโทษแก่วิปัสสนาเท่านั้น ยังสามารถทำให้เกิดวิปลาสต่างๆ จนต้องเสียผู้เสียคนไปก็ได้ แต่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นการวิกลจริต แม้บางครั้งจะมีอาการคล้ายคลึงคนบ้าก็ตาม เป็นเพียงสติวิกล อันเนื่องจากการที่จิตตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ภายนอก แล้วสติตามควบคุมไม่ทัน ไม่ได้สัดไม่ได้ส่วนกันเท่านั้น ซึ่งหากสามารถแก้ไขได้จน สติตั้งไว้ได้สัดส่วนกัน จิตก็จะสงบเป็นสมาธิลึกลงไปอีก โดยยังคงมีสิ่งอันเป็นภายนอกเป็นอารมณ์อยู่นั่นเอง เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นผู้มีสติอย่างดีเฉียบแหลม ผู้นั้นก็จะผ่านกับดักคือวิปัสสนูปกิเลสไปได้โดยการใคร่ครวญด้วยสติปัญญา เห็นเนืองๆ ในโอภาสว่า “โอภาสนี้มิใช่ของเรา เรามิใช่โอภาส โอภาสนี้มิใช่อัตตาของเรา” (การพิจารณา ญาณ ปีติ เป็นต้นก็เป็นไปทำนองเดียวกัน) เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นอย่างนี้อยู่เสมอเนืองๆ ก็จะสามารถผ่านพ้นวิปัสสนูปกิเลสทั้งหลายได้ นั่นคือ หากช่วงเกิดวิปัสสนูปกิเลสแล้วมีสติสัมปชัญญะมั่น จะแก้ไขได้ และจะรู้เท่าทันได้ว่า “วิปัสสนูปกิเลสไม่ใช่ทาง” ให้หมั่นรู้เท่าทัน เมื่อมันเกิดขึ้น ก็กำหนดพิจารณาด้วยปัญญาแห่งไตรลักษณ์ว่า โอภาสนี้ ญาณนี้ ฯลฯ หรือนิกันตินี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง จะต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา จิตจึงจะถอนออกจากอุปาทานที่ยึดอุปกิเลสนั้น แล้วกำหนดวิปัสสนาญาณที่ดำเนินถูกทาง ซึ่งจะพึงเดินต่อไป ทางปฎิบัติ ต้องคอยระวังจิตอย่าให้จิตน้อมเข้าสู่ความสุขเอกัคคตารวมเป็นหนึ่งได้ และอย่ายึดเอาอารมณ์ใด ๆ อันเป็นความสุขภายในของใจ เปลี่ยนอิริยาบถ 4 ให้เสมอ อย่ารวมอินทรีย์อันเป็นเหตุจะให้จิตรวม แต่ให้มีการงานทำเพื่อให้มันลืมอารมณ์ความสุขสงบเสีย แต่ถ้าจิตรวมลงไปจนเกิดวิปลาสขึ้นแล้ว จิตเข้าไปยึดถือจนแน่นแฟ้นจนสำคัญตัวว่าเป็นผู้วิเศษไปต่างๆ นานา มีทิฐิถือรั้นไม่ยอมฟังเสียงใครๆ ทั้งหมด เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็ยากที่จะแก้ตัวเองได้ อาจารย์มักจะใช้วิธีขู่ขนาบให้กลัวหรือให้เกิดความโกรธอย่างสุดขีดเอาจนตั้งตัวไม่ติดยิ่งดี โดยมากมักใช้กับผู้ที่ติดในภาพนิมิตเพื่อให้จิตเคลื่อนออกจากจุดนั้น ตัวอย่างเกิดขึ้นจริงของวิปัสสนูปกิเลส ในประวัติของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พอจะเห็นตัวอย่างของวิปัสสนูปกิเลส 2 ตัวอย่าง คือกรณีของท่านหลวงตาพวง และกรณีของท่านพระอาจารย์เสร็จ จะขอยกกรณีของหลวงตาพวงมาเล่าเพื่อประดับความรู้ต่อไป ศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ หลวงตาพวง ได้มาบวชตอนวัยชรา นับเป็นผู้บุกเบิกสำนักปฏิบัติธรรมบนเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ หลวงตาพวงได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่การประพฤติปฏิบัติ เพราะท่านสำนึกตนว่ามาบวชเมื่อแก่ มีเวลาแห่งชีวิตเหลือน้อย จึงเร่งความเพียรตลอดวันตลอดคืน พอเริ่มได้ผล เกิดความสงบ ก็เผชิญกับวิปัสสนูปกิเลสอย่างร้ายแรง เกิดความสำคัญผิด เชื่อมั่นอย่างสนิทว่าตนเองได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งเป็นผู้สำเร็จผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ ได้เล็งญาณ (คิดเอง) ไปจนทั่วสากลโลกเห็นว่าไม่มีใครรู้หรือเข้าถึงธรรมเสมอด้วยตนบังเกิดจิตคิดเอ็นดูสรรพสัตว์ทั้งหลาย ใคร่จะไปโปรดให้พ้นจากทุกข์โทษความโง่เขลา เล็งเห็นพระสงฆ์ทั้งหมด ตลอดจนครูบาอาจารย์ ล้วนแต่ยังไม่รู้ จึงตั้งใจจะต้องไปโปรดหลวงปู่ดูลย์ผู้เป็นพระอาจารย์เสียก่อน ดังนั้น หลวงตาพวงจึงได้เดินทางด้วยเท้าเปล่ามาจากเขาพนมรุ้ง เดินทางข้ามจังหวัดมาไม่ต่ำกว่า ๘๐ กิโลเมตร มาจนถึงวัดบูรพาราม หวังจะแสดงธรรมให้หลวงปู่ฟัง หลวงตาพวงมาถึงวัดบูรพาราม เวลา 6 ทุ่มกว่า กุฏิทุกหลังปิดประตูหน้าต่างหมดแล้ว พระเณรจำวัดกันหมด หลวงปู่ก็เข้าห้องไปแล้ว ท่านก็มาร้องเรียกหลวงปู่ด้วยเสียงอันดัง ตอนนั้นท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี ยังเป็นสามเณรอยู่ ได้ยินเสียงเรียกดังลั่นว่า “หลวงพ่อ หลวงพ่อ หลวงพ่อดูลย์...” ก็จำได้ว่าเป็นเสียงของหลวงตาพวง จึงลุกไปเปิดประตูรับ สังเกตดูอากัปกิริยาก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่า ตามธรรมดาท่านหลวงตาพวงมีความเคารพอ่อนน้อมต่อหลวงปู่ พูดเสียงเบา ไม่บังอาจระบุชื่อของท่าน แต่คืนนี้ค่อนข้างจะพูดเสียงดังและระบุชื่อด้วยว่า “หลวงตาดูลย์ ออกมาเดี๋ยวนี้ พระอรหันต์มาแล้ว” ครั้นเมื่อหลวงปู่ออกมาแล้ว ตามธรรมดาหลวงตาพวงจะต้องกราบหลวงปู่แต่คราวนี้ไม่กราบ แถมยังต่อว่าเสียอีก “อ้าว! ไม่เห็นกราบ ท่านผู้สำเร็จมาแล้ว ไม่เห็นกราบ” เข้าใจว่าหลวงปู่ท่านคงทราบโดยตลอดในทันทีนั้นว่าอะไรเป็นอะไร ท่านจึงนั่งเฉย ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้หลวงตาพวงพูดไปเรื่อยๆ หลวงตาพวงสำทับว่า “รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้ผู้สำเร็จอุบัติขึ้นแล้ว ที่มานี่ก็ด้วยเมตตา ต้องการจะมาโปรด ต้องการจะมาชี้แจงแสดงธรรมปฏิบัติให้เข้าใจ" หลวงปู่ยังคงวางเฉย ปล่อยให้ท่านพูดไปเป็นชั่วโมงทีเดียว สำหรับพวกเราพระเณรที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ก็พากันตกอกตกใจกันใหญ่ ด้วยไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ครั้นปล่อยให้หลวงตาพวงพูดนานพอสมควรแล้ว หลวงปู่ก็ซักถามเป็นเชิงคล้อยตามเอาใจว่า “ที่ว่าอย่างนั้นๆ เป็นอย่างไร และหมายความว่าอย่างไร"หลวงตาพวงก็ตอบตะกุกตะกัก ผิดๆ ถูกๆ แต่ก็อุตส่าห์ตอบ เมื่อหลวงปู่เห็นว่าอาการรุนแรงมากเช่นนั้น จึงสั่งว่า “เออ เณรพาหลวงตาไปพักผ่อนที่โบสถ์ ไปโน่น ที่พระอุโบสถ” ท่านเณร (เจ้าคุณพระโพธินันทมุนี) ก็พาหลวงตาไปที่โบสถ์ ไปเรียกพระองค์นั้นองค์นี้ที่ท่านรู้จักให้ลุกขึ้นมาฟังเทศน์ฟังธรรม รบกวนพระเณรตลอดทั้งคืน หลวงปู่พยายามแก้ไขหลวงตาพวงด้วยอุบายวิธีต่างๆ หลอกล่อให้หลวงตานั่งสมาธิ ให้นั่งสงบแล้วย้อนจิตมาดูที่ต้นตอ มิให้จิตแล่นไปข้างหน้า จนกระทั่งสองวันก็แล้ว สามวันก็แล้ว ไม่สำเร็จ หลวงปู่จึงใช้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งคงเป็นวิธีของท่านเอง ด้วยการพูดแรงให้โกรธหลายครั้งก็ไม่ได้ผล ผ่านมาอีกหลายวันก็ยังสงบลงไม่ได้ หลวงปู่เลยพูดให้โกรธด้วยการด่าว่า “เออ! สัตว์นรก สัตว์ นรก ไปเดี๋ยวนี้ ออกจากกุฏิเดี๋ยวนี้” ทำให้หลวงตาพวงโกรธอย่างแรง ลุกพรวดพราดขึ้นไปหยิบเอาบาตร จีวรและกลดของท่านลงจากกุฏิ มุ่งหน้าไปวัดป่าโยธาประสิทธิ์ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดบูรพารามไปทางใต้ประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร ซึ่งขณะนั้นท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) ยังพำนักอยู่ที่นั่น ที่เข้าใจว่าหลวงตาพวงโกรธนั้น เพราะเห็นท่านมือไม้สั่น หยิบของผิดๆ ถูกๆ คว้าเอาไต้ (สำหรับจุดไฟ) ดุ้นหนึ่ง นึกว่าเป็นกลด และยังเปล่งวาจาออกมาอย่างน่าขำว่า “เออ! กูจะไปเดี๋ยวนี้ หลวงตาดูลย์ไม่ใช่แม่กู” เสร็จแล้วก็คว้าเอาบาตร จีวร และหยิบเอาไต้ดุ้นยาวขึ้นแบกไว้บนบ่า คงนึกว่าเป็นคันกลดของท่าน แถมคว้าเอาไม้กวาดไปด้ามหนึ่งด้วย ไม่รู้เอาไปทำไม ครั้นหลวงตาพวงไปถึงวัดป่า ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่บริเวณวัดป่านี่เอง อาการของจิตที่น้อมไปติดมั่นอยู่กับอารมณ์ภายนอก โดยปราศจากการควบคุมของสติที่ได้สัดส่วนกัน ก็แตกทำลายลง เพราะถูกกระแทกด้วยอานุภาพแห่งความโกรธ อันเป็นอารมณ์ที่รุนแรงกว่า ยังสติสัมปชัญญะให้บังเกิดขึ้น ระลึกย้อนกลับได้ว่า ตนเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง ผิดถูกอย่างไร สำคัญตนผิดอย่างไร และได้พูดวาจาไม่สมควรอย่างไรออกมาบ้าง เมื่อหลวงตาพวงได้สติสำนึกแล้ว ก็ได้เข้าพบท่านเจ้าคุณพระราชสุทธาจารย์และเล่าเรื่องต่างๆ ให้ท่านทราบ ท่านเจ้าคุณฯ ก็ได้ช่วยแนะนำและเตือนสติเพิ่มเติมอีก ทำให้หลวงตาพวงได้สติคืนมาอย่างสมบูรณ์ และบังเกิดความละอายใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากได้พักผ่อนเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็ย้อนกลับมาขอขมาหลวงปู่กราบเรียนว่าท่านจำคำพูดและการกระทำทุกอย่างได้หมด และรู้สึกละอายใจมากที่ตนทำอย่างนั้น หลวงปู่ได้แนะทางปฏิบัติให้ และบอกว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ว่าถึงประโยชน์ก็มีประโยชน์เหมือนกัน มีส่วนดีอยู่เหมือนกัน คือจะได้เป็นบรรทัดฐานเป็นเครื่องนำสติ มิให้ตกสู่ภาวะนี้อีก เป็นแนวทางตรงที่จะได้นำมาประกอบการปฏิบัติให้ดำเนินไปอย่างมั่นคง ในแนวทางตรงต่อไป” ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/true/ethic_detail.php?cms_id=19967
โดย
sharpy
ศุกร์ มิ.ย. 03, 2016 7:32 am
0
1
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
รู้จักวิปัสสนูปกิเลส กับดักขวางการปฎิบัติ และแนวทางแก้ไข ในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้น ในบางครั้งก็มีอุปสรรคขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเกิดการหลงผิดบ้างก็มี ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เคยอธิบายเรื่องนี้ว่า เมื่อได้ทำสมาธิจนสมาธิเกิดขึ้น และได้รับความสุขอันเกิดแต่ความสงบพอสมควรแล้ว จิตก็ค่อยๆ หยั่งลงสู่สมาธิส่วนลึก นักปฏิบัติบางคน จะพบอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่ง เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส เกิดแก่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอันต้องมีสมาธิหรือฌานเป็นบาทฐานนั่นเอง ** ข้อสำคัญ วิปัสสนูปกิเลสนี้เป็นกับดักขัดขวาง เกิดขึ้นตลอดสายของการปฏิบัติ ! ** ตลอดเส้นทางวิปัสสนา ถึงแม้ว่าปฎิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้อง วิปัสสนูปกิเลสนี้ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ แต่เบาบางและเป็นไปในลักษณะลดน้อยถอยลงไปทุกขณะตามภูมิรู้ภูมิญาณที่เกิดขึ้น แต่เมื่อใดที่การปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างผิดๆหรือเป็นมิจฉาสมาธิ เมื่อนั้นวิปัสสนูปกิเลสจะรุนแรงและเฟื่องฟูขึ้นตลอดเวลาในลักษณะเพิ่มพูนสะสมจนเป็นอันตรายต่อตนเองอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว เพราะการถูกครอบงำของจิต ดังคำหลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ (วิปัสสนูปกิเลส) ว่าถึงประโยชน์ก็มีประโยชน์เหมือนกัน มีส่วนดีอยู่เหมือนกัน คือจะได้เป็นบรรทัดฐานเป็นเครื่องนำสติ มิให้ตกสู่ภาวะนี้อีก เป็นแนวทางตรงที่จะได้นำมาประกอบการปฏิบัติให้ดำเนินไปอย่างมั่นคง ในแนวทางตรงต่อไป” ************************* รู้จักวิปัสสนูปกิเลส วิปัสสนูปกิเลส แปลว่า อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา, เครื่องทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติกรรมฐานและได้เสวยผลแห่งวิปัสสนาอ่อน ๆ ก็เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าตนเองได้บรรลุมรรคผล จึงหลงเพลิดเพลินอยู่แล้วหยุดบำเพ็ญเพียรเสีย ทำให้ไม่ได้รับความก้าวหน้าในวิปัสสนาญาณต่อไป จัดเป็นสิ่งขัดขวางไม่ให้บรรลุธรรมชั้นสูง วิปัสสนูปกิเลสเป็นอารมณ์ของสมถะไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนา มักเกิดจากการหลงเน้นปฏิบัติแต่ฝ่ายสมถะหรือสมาธิจนเสียการ โดยขาดการนำไตรลักษณ์มากำกับสภาวะที่เกิดขึ้นเท่าที่ควรเสียนั่นเอง ซึ่งเกิดได้ตลอดสายของการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเข้าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หรือญาณที่ 4 ใหม่ ๆ อันเมื่อช่วงผู้ปฏิบัติวิปัสสนาสามารถยกเอารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นมาพิจารณาเป็นหมวด ๆ ตามแนวไตรลักษณ์ที่ละอย่าง ๆ จนเริ่มมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลายอันเป็นญาณเกี่ยวกับการเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของขันธ์ 5 หรือสังขารในปัจจุบันจิตหรือปัจจุบันธรรม ในขณะที่เริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆนี้ เรียกย่อยลงไปว่า ดรุณวิปัสสนา (วิปัสสนาญาณอ่อน ๆ ) ถ้ารู้เท่าทันผ่านพ้นไปได้ ไม่ไปติดไปยึดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ฉะนั้นเมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นก็ให้พิจารณาให้ดีและให้มีสติ อย่าหลงอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้เป็นอันขาด เพราะจะทำให้การปฏิบัติหยุดชะงักไม่ก้าวหน้าถึงญาณเบื้องสูง วิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นกับผู้ใด ? และไม่เกิดกับผู้ใดบ้าง ? วิปัสสนูปกิเลส มิใช่สิ่งเลวร้ายแต่จะเกิดขึ้นตลอดทางเมื่อเริ่มเข้าสู่เส้นทางวิปัสสนา และจะเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติโดยชอบ ประกอบความเพียร ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนาแล้วเท่านั้น จึงเป็นสัญญาณให้ผู้ปฎิบัติได้ทราบว่า ได้เข้าสู่หนทางสายวิปัสสนาซึ่งจะเริ่มเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงถือว่าเป็นอุปสรรคเพื่อให้ติดความเผลอเพลิน ทำให้ไม่ได้รับความก้าวหน้าในวิปัสสนาญาณต่อไป จัดเป็นสิ่งขัดขวางไม่ให้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่ 1.พระอริยสาวก ผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว 2 ผู้ปฏิบัติผิด (เริ่มต้นมาแต่ศีลวิบัติ) 3. ผู้ละทิ้งกรรมฐาน 4. บุคคลเกียจคร้าน (แม้ปฏิบัติถูกมาแต่เริ่มต้น) แม้จะปฏิบัติถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อวิริยะความเพียรน้อยก็ทำให้มีกำลังสมาธิอ่อน เพราะว่าอารมณ์ในวิปัสสนูปกิเลสนั้นเกิดขึ้นจากกำลังสมาธิ วิปัสสนูปกิเลส 10 ได้แก่ 1. โอภาส - แสงหรือภาพ เห็นแสงสว่างสุกใสหรือนิมิต เห็นแสงต่าง ๆ ภาพต่าง ๆ เห็นแสงสว่างรอบ ๆ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น พระพุทธรูปที่เป็นกสิณ หรือเห็นเจิดจ้าสว่างไสวไปทั่ว หรือแสงออกจากร่างกายตน รูปนิมิตต่างๆ แล้วไปน้อมเชื่อด้วยอธิโมกข์อย่างเป็นจริงเป็นจัง ว่าเป็นจริงอย่างนั้นจริงแท้แน่นอน ซึ่งความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นอันเป็นปกติตามธรรมชาติของจิตเมื่อเป็นฌานสมาธิโดยเฉพาะในระยะแรกๆ แต่เมื่อผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดไปน้อมเชื่อในความตื่นตา ตื่นใจ จึงน้อมคิดปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา ว่าเป็น บุญ อิทธิปาฏิหาริย์ อันตื่นตา ตื่นใจ ไปยึดมั่นหมายมั่นพึงพอใจหรือน้อมเชื่ออย่างรุนแรงด้วยความไม่รู้ตามความเป็นจริง ว่าโอภาสหรือนิมิตต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นด้วยอวิชชา จึงทําให้ติดเพลิน(นันทิ-อันคือตัณหา) เมื่อเกิดนันทิอันคือตัณหา ย่อมเกิดอุปาทาน ภพ(รูปภพ) ชาติ คือการเกิดขึ้นของกองทุกข์ตามมาโดยไม่รู้ตัว และเกิดความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆไปทางฤทธิ์ ทางเดช ทางบุญ ทางกุศลโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดอาการที่เรียกกันทั่วๆไปว่า ติดนิมิต 2. ปีติ - ความอิ่มใจ ความอิ่มเอิบ ซาบซ่าน อันเกิดขึ้นทั้งต่อกายและใจอันได้จากการปฏิบัติสมถะหรือสมาธิ ปีติมีอยู่ 5 แบบซึ่งก่อให้เกิดความอัศจรรย์ ความสุข ความสบาย ความพิศวง พึงพอใจ หรือลุ่มหลง แปลกใจ ทําให้หลงใหลอยู่ในเวทนาของสังขารขันธ์ชนิดนี้ว่าเป็นของดีของวิเศษ โดยลืมตัวเพราะอวิชชาความไม่รู้ ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติธรรมดา ๆ อันพึงเกิดแก่ผู้ปฏิบัติถูกต้องทั่ว ๆ ไปเป็นธรรมดา เป็นเพียงแค่ทางผ่านของฌานสมาธิ แต่เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงเกิดการติดเพลิน ไปยึดไปอยากด้วยอธิโมกข์ ทำให้เกิดอาการที่เรียกกันว่า ติดปีติ กล่าวคือ มีอาการจิตส่งไปภายในตน ไปคอยจ้องเสพความอิ่มเอิบต่างๆ อยู่เนือง ๆ ทั้งโดยรู้ตัวและที่สำคัญยิ่งก็คือโดยไม่รู้ตัว 3.ญาณ - ความรู้หรือปัญญา แต่ญาณในวิปัสสนูปกิเลสหมายถึงเป็นมิจฉาญาณนั่นเอง คือเป็นความรู้หรือความเข้าใจแบบผิด ๆ เป็นเพียงความรู้สึกว่าตนเองมีภูมิรู้ภูมิธรรมหรือความรู้ความเข้าใจสิ่งต่างๆหรือธรรมต่างๆแจ่มแจ้งดีแล้ว ถูกต้องถ่องแท้แล้ว หรือเกิดแต่นามนิมิต (ความคิดหรือความรู้ที่ผุดแสดงขึ้นในใจ อันเกิดแต่ใจหรือสัญญาของนักปฏิบัติเป็นสำคัญ มิได้เกิดแต่ปัญญาหรือเป็นไปตามหลักเหตุผล) เสียงนิมิต(เสียงที่ผุดขึ้นได้ยินแต่นักปฏิบัติ อันเกิดแต่ใจหรือสัญญาของนักปฏิบัติเป็นสำคัญ) แต่เกิดแต่ความเข้าไม่ถูกต้องหรือมิจฉาญาณ แล้วน้อมเชื่อด้วยอธิโมกข์ ดังนั้นเมื่อคิดว่ามีความรู้ความเข้าใจจากมิจฉาญาณดังกล่าว จึงทำให้เข้าใจผิด หรือหยุดการพิจารณาด้วยปัญญาเสียกลางคัน ก่อนที่จะไปถึงจุดหมายด้วยคิดว่าเข้าใจดีถูกต้องแล้ว หรือคิดว่าได้มรรคผลใดแล้ว จึงทําให้เกิดทิฏฐิ ไม่รับฟังความคิดความเห็นจากผู้รู้หรือผู้อื่นที่แนะนําข้อผิดพลาดได้ เพราะหลงคิดและเข้าใจไปว่าตนเองเข้าใจถูกต้องแล้วอย่างแรงกล้าด้วยอธิโมกข์ จึงเกิดการออกนอกลู่นอกทางเป็นโทษโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา ทำให้เกิดอาการติดผู้รู้ หรือมิจฉาญาณ คือยึดมั่นเชื่อถือในความเชื่อหรือปัญญาที่เกิดขึ้นอย่างผิดๆขาดปัญญา และเป็นอย่างงมงายถอนตัวไม่ขึ้น 4. ปัสสัทธิ - ความสงบกายและจิต จึงเกิดอาการที่เรียกกันว่า ติดสงบ มีความรู้สึกสงบกาย สงบใจ อันเนื่องจากจิตเป็นสมาธิหรือฌาน จิตย่อมไม่ส่งส่ายออกไปปรุงแต่งให้เกิดการผัสสะกับสิ่งต่าง ๆ นา นา ให้เกิดเวทนาต่าง ๆ ขึ้น จึงย่อมเกิดการผ่อนคลายทั้งกายและใจ จึงไม่ทุกข์ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย อันเป็นไปตามหลักเหตุและผล หรือเหตุปัจจัยอันย่อมต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา แต่ไปติดอยู่ในความสงบสบายเหล่านั้นด้วยเข้าใจผิดว่าสมบูรณ์ดีแล้ว ทําให้หยุดการปฏิบัติด้วยคิดว่า สงบกาย สงบใจดีแล้ว พอใจแล้ว พอพ้นทุกข์แล้ว หรือมีปัญญาแค่นี้ จึงจมแช่อยู่เยี่ยงนั้น ทําให้ตัดทอนโอกาสอันดีงามในการก้าวต่อไปข้างหน้า เกิดการหยุดชงักงัน ไม่ภาวนาให้เจริญต่อไป กลายเป็นการติดเพลินจมแช่อยู่ในความสงบ ซึ่งในบางครั้งเกิดจากการจดจ้อง จดจ่อ คือหมกมุ่นหรือแช่นิ่งอยู่กับความสงบที่เกิดขึ้นในกายหรือในจิตตน หรือก็คืออาการจิตส่งในอย่างหนึ่งนั่นเอง จนไม่สังเกตุรู้สภาวะรอบข้างใดๆอย่างมีสติเท่าที่ควร และทำให้ธาตุขันธ์แปรปรวน เป็นผลของฌานสมาธิอันไม่เที่ยง ซึ่งมีการแปรปรวนเป็นธรรมดา เกิดการครอบงําโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา ที่คิดว่าดีแล้ว ถูกแล้วจนขาดการพิจารณา อาการนี้มักเป็นมากในผู้ที่ปฏิบัติไปในทางมิจฉาสมาธิต่างๆ เช่น นั่งเอาแต่ในความสงบ หรือสวดมนต์หรือบริกรรมซ้ำซ้อนยาวนานแต่อย่างเดียว แต่ขาดการเจริญปัญญา เมื่อถูกกระทบจนความสงบหวั่นไหว ก็มักมีโทสะ หรืออ่อนเปลี้ยทันทีที่จิตหวั่นไหวเลื่อนไหลหลุดออกจากความสงบ แม้ความสบาย 5. สุข - ความสบายกายสบายจิต ทำให้เกิดอาการที่เรียกกันว่า ติดสุข เพราะมีความรู้สึกเป็นสุข ความสบาย ทั้งทางใจและทางกาย สบายกาย สบายใจล้วนแต่เป็นผลจากสมถะอันยังให้เกิดสารคัดหลั่ง จึงทำเกิดการติดเพลิน(นันทิ-ตัณหา)ไปยึดในความพึงพอใจในผลของสุข อันเกิดแต่ฌานและสมาธินี้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวเพราะความไม่รู้ จึงทําให้ก่อเกิดโทษต่างๆตามมา อันเป็นผลเสียทั้งต่อกายและต่อจิตอย่างรุนแรง ทําให้การปฏิบัติธรรมต้องหยุดชงักงัน เพราะหลงติดด้วยจิตส่งในไปเพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ (ติดปิติ,สุข,อุเบกขา ในฌาน) และย่อมเกิดอาการของจิตส่งในไปคอยเสพความสุขความสบายที่เกิดขึ้นจากอำนาจของฌานสมาธิเช่นเดียวกับปัสสัทธิ 6. อธิโมกข์ - ความน้อมใจเชื่อ เป็นศรัทธาจึงน้อมใจไปเชื่อแต่ไม่ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือขาดเหตุผลหรืองมงาย ไม่มีที่มาที่ไป หรือไม่มีเหตุมีผลนั่นเอง เนื่องจากประสบผลสําเร็จบางส่วนในการปฏิบัติ ทำให้เกิดผลบางสิ่งขึ้น หรือเกิดความเชื่อตามที่ได้ยินเขาร่ำลือกันต่อๆมา ฯลฯ. จึงทําให้เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า ซาบซึ้ง เลื่อมใส จิตสว่างเจิดจ้าที่หมายถึงหมดความเศร้าหมอง จึงเกิดการหมายยึดเป็นที่พึ่งทางใจโดยไม่รู้ตัว แต่เป็นไปแบบขาดปัญญา หรืออย่างงมงายอย่างขาดเหตุผล เกิดแต่ความเชื่อ มิได้เกิดแต่ความเข้าใจขั้นปัญญา เช่น อยากสร้างโบสถ์วิหารใหญ่เกินตัวเพื่อทดแทนพระคุณพระศาสนา อยากสอนธรรมะผู้อื่นตามแนวทางตน, อยากให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติบ้างเหมือนตน อยากทําบุญทําทานต่างๆเกินฐานะ ทําบุญสะเดาะเคราะห์กรรมต่างๆ น้อมเชื่อในนนิมิตที่เห็นอย่างแน่นแฟ้น น้อมเชื่อปฏิบัติตามคำสอนแต่อย่างงมงาย ซึ่งล้วนแต่เป็นไปในลักษณะของทั้งทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทาน คือ อุปาทานชนิดยึดมั่นในกิเลสเพื่อความพึงพอใจในความคิดความเชื่อของตน ศรัทธาที่ถูกนั้นเป็นสิ่งจําเป็นในการปฏิบัติ แต่ต้องไม่เป็นไปอย่างงมงาย ประกอบด้วยเหตุผล จึงดําเนินไปด้วยปัญญา(สัมมาปัญญา)จึงจักถูกต้อง ไม่ใช่ด้วยอธิโมกข์ 7. ปัคคาหะ - ความเพียรที่พอดี แต่ในวิปัสสนูปกิเลสหมายถึง เพียรมากจนเกินพอดี เกินเหตุชนิดมุทะลุ จึงย่อมตึงเครียดต่อการปฏิบัติมักเนื่องจากปฏิบัติผิดวิธี หรือติดตรึงใจในผลความสุขความสงบความสบาย หรือมีความเข้าใจแล้วต้องการให้บรรลุหรือสมประสงค์โดยไวด้วยความเพียร แต่ลืมทางสายกลาง ทําให้เกินพอดี ทําให้เกิดอาการเครียดต่างๆทั้งต่อจิต และกาย และมักเกิดจากผลที่ดีที่บังเกิดขึ้นในระยะแรกๆจากการปฏิบัติสมถสมาธิอันเกิดแต่อำนาจขององค์ฌานหรือสมาธิ จึงเป็นแรงขับดันให้เพียรปฏิบัติอย่างมุทะลุลืมตัว โดยไม่รู้ตัว 8. อุปัฏฐานะ - สติชัด แต่ที่นี้หมายถึง สติแก่กล้าเกินพอดี สติมากเกินพอดีไปในการปฏิบัติ เช่น จดจ้อง จดจ่อ อย่างต่อเนื่อง อย่างแรงกล้าแต่เฉพาะในสิ่งที่ยึดเป็นอารมณ์ หรือเฉพาะการปฏิบัติที่ปฏิบัติอยู่แต่เท่านั้น นั่นคื่อ ขาดสติในสิ่งที่ไม่ได้กำหนด จนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี หรือไม่รู้ในสิ่งที่ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร เป็นมิจฉาสติ คือ ตั้งจิตอยู่กับสติตลอดเวลาในอารมณ์เดียวอย่างจดจ้องจดจ่อ (ยึดอารมณ์ หรือวิตก) แต่อย่างเดียว จนในที่สุดเป็นสังขารในปฏิจจสมุปบาทที่ประกอบด้วยอวิชชา แต่กลับขาดสติในสิ่งที่ไม่ได้กำหนด จนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี หรือไม่รู้ในสิ่งที่ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ทําให้สติล้าตึงเครียด จนเกิดอาการต่างๆเพราะความตึงเครียดจากการปฏิบัติผิดมากเกินไป เรียกว่า สติชัดเกินไป จนขาดสัมปชัญญะ ทั้งที่ สตินั้นก็เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง จึงควรรู้เท่าทันถึงความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา มีการเกิดดับๆๆเป็นธรรมดา รู้แต่สิ่งที่สติหรือจิตไปกำหนด(ยึดอารมณ์ หรือวิตก)แต่อย่างเดียวจนเป็นไปในลักษณะสมาธิควบไปด้วย จนไม่รับรู้ในสิ่งอันควรอื่นๆด้วยนั่นเอง จนในที่สุดสติอยู่แต่กับสิ่งนั้นๆที่เป็นอารมณ์จนถอนไม่ขึ้น 9. อุเบกขา - ความวางจิตเป็นกลาง ยังให้เกิดอาการที่เรียกกันว่า ติดอุเบกขา ติดแช่นิ่ง เพราะติดแช่นิ่งอยู่ภายในเป็นกลางวางเฉยอย่างขาดปัญญา, เป็นกลางวางเฉยแต่อย่างงมงายผิดๆ, วางเฉยเสียสิ้นโดยขาดปัญญา แต่ย่อมรู้สึกสงบ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน จึงไปเข้าใจผิดว่าดีแล้ว ถูกต้องแล้ว แต่เป็นไปในลักษณะแช่นิ่งอยู่ภายในจิต อย่างติดเพลิน เฉื่อยชา ใจลอย ไม่ยินดียินร้าย ไม่นิ่มนวลควรแก่การใช้งาน ขาดความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เวลาจิตหวั่นไหวหลุดจากองค์ฌานก็จะโกรธได้ง่ายๆ, แล้วไปเข้าใจผิดว่าเป็นอุเบกขาในโพชฌงค์ (ที่หมายถึงการวางเฉยหรือใจเป็นกลางอันดีงาม คือรู้เห็นตามความเป็นจริงทั้งในคุณในโทษของสภาวะธรรมนั้นๆ แล้ววางใจเป็นกลางอุเบกขา คือวางทีเฉยดูโดยการไม่เอนเอียงไม่แทรกแซงไปปรุงแต่งทั้งในด้านดีหรือด้านร้าย,ดีหรือชั่วเช่น เราดี หรือเขาชั่ว เราถูก หรือเขาผิด) แต่กลับกลายเป็นอุเบกขาที่เกิดจากการปล่อยแช่นิ่งอยู่ในความสงบของมิจฉาสมาธิหรือฌานแบบผิดๆทั้งในสภาพที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว หรือเกิดจากการปฏิบัติชนิดกดข่มไว้ มิได้เกิดแต่ปัญญาที่เข้าใจ ล้วนแต่เป็นผลของการปฏิบัติสมถะสมาธิและวิปัสสนาผิดวิธีอย่างแน่นอน 10. นิกันติ - ความพอใจ มีความพึงพอใจในการปฏิบัติต่างๆของตนที่ผ่านมา พอใจในผลขององค์ฌานหรือสมาธิ เช่น ปีติ สุข อุเบกขา อันยังให้เกิดความสุข ความเบาสบาย, หรือโอภาส-ความสว่าง แสงสีต่างๆ หรือนิมิต, หรือมิจฉาญาณที่เข้าใจผิดไปว่าได้บุญได้กุศล ตลอดจนพอใจในนิมิตหรือปาฏิหาริย์ต่างๆที่เกิดขึ้น หรือคิดขึ้นภายใต้อํานาจของสมถะที่ปฏิบัติและสารคัดหลั่งบางตัวที่มากเกินขนาดจากการปฏิบัติไปติดจมแช่อยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะโดยรู้ตัวก็ดี ไม่รู้ตัวก็ดี จึงทําให้เกิดผลร้ายต่อการปฏิบัติอย่างรุนแรง ทั้งต่อกายอันจะเกิดการเจ็บป่วยได้และต่อจิต, จึงก่อให้เกิดความพยายามปฏิบัติในสิ่งต่างๆเหล่านั้น เพื่อให้คงอยู่ ทำให้เป็นขึ้น อยู่ตลอดเวลา
โดย
sharpy
ศุกร์ มิ.ย. 03, 2016 7:28 am
0
2
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
เพิ่มเติมอีกนิดนึงครับ หลังจากผมนั่ง กรรมฐานวิปัสสนาเสร็จ ทุกครั้ง ผมจะแผ่เมตตา พูดในใจว่า ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงหลุดพ้นเถิด ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีแต่ความสุข และพูดในใจต่อว่า ผมขออโหสิกรรมให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ที่ผมได้ล่วงเกินทั้งทางกาย วาจา ใจ โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น อโหสิกรรมให้ผม ที่ได้ล่วงเกินทั้งทางกาย วาจา ใจ โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งคำพูดแผ่เมตตานี้ ผมจำมาจากการไปปฏิบัติ กรรมฐานวิปัสสนาที่โกเอ็นก้า เสร็จแล้วก็กราบพระในห้อง แล้วก็นอนครับ
โดย
sharpy
พฤหัสฯ. มิ.ย. 02, 2016 7:56 pm
0
2
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
ขอขอบพระคุณ คุณ Pekko มากครับ ผมไม่รู้ตัวเลยจริงๆครับตอนนั้นว่า ผมสร้างลมหายใจขึ้นเองแบบไม่รู้ตัว ในใจผมยังคิดเลยว่า ผมกำลังจะบ้าหรือบ้าไปแล้วหรือเปล่า แต่ตัวผมเองจะมีหลักยึดอยู่เสมอสำหรับผม คือ สติ ระลึกได้ และ สัมปะชัญญะ รู้ตัว ทำให้ผมไม่หลงไปในตอนนั้น จริงๆคือ หลงไปแล้วล่ะครับ แต่โชคดีคือ ดึงกลับได้ทัน ก่อนผมนั่งวิปัสสนา กรรมฐาน ทุกครั้งผมจะสวด นะโมตัสสะ 3 จบ อรหังสัมมา 1 จบ และ สมาทานศีล 5 พร้อมกับระลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ผมเคยศึกษาธรรมะของท่าน ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือหรือฟังธรรม และระลึกถึง หลวงพ่อเกษม เขมโก ซึ่งท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผมเคยไปพบท่าน 1 ครั้ง ตอนผมยังเป็นเด็ก แต่คือ เห็นตัวท่านเป็นๆ แต่ไม่ได้เข้าไปกราบท่าน เพราะคนเยอะมาก ที่กุฏิท่าน แต่ความรู้สึกตัวผมเอง เหมือนสัมผัสได้ว่าท่านรับรู้ว่า ศิษย์หรือญาติธรรมทุกคนต้องการเข้าไปกราบไว้ท่าน สัมผัสได้ถึงเมตตา บารมีธรรมที่ท่านแผ่ออกมาครับ อีกรูปนึง ที่ผมศรัทธาวัตรปฏิบัติของท่าน คือ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท แต่ผมไม่มีโอกาสไปกราบท่านตอนท่านยังอยู่ แต่มีล็อคเกตของท่านอยู่ มีเศษสบงของท่านพร้อมข้อความเขียนใน ล็อคเกตว่า กูสู้ตาย ผมเลยตั้งสัตย์ปฏิญาณกับตัวเองว่า ชาตินี้ ถ้ามีโอกาสปฏิบัติธรรมหลังจากนี้ ผมจะตั้งใจและปฏิบัติอย่างยิ่งยวด แต่จะไม่หวังถึงมรรคผลนิพพานอีกแล้ว เพราะตอนนี้หลังจากที่ผมรอดตายมาจาก วิปัสสนูปกิเลสแล้ว ผมรู้สึกแบบอย่างที่ คุณ Pekko ว่าไว้ ว่า เราจะมองอะไรได้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น มองตามความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่มองแบบความหลงของจิตที่คิดอุปทานไปเอง
โดย
sharpy
พฤหัสฯ. มิ.ย. 02, 2016 7:36 pm
0
3
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
ขอพิมพ์ต่อนะครับ เมื่อวานพิมพ์ครบแล้วส่ง post reply นึกว่าข้อความส่งผ่านหมดแล้ว พอมาดูตอนเช้า ข้อความถูกส่งให้ไม่ครบ เลยพิมพ์เพิ่มใหม่ แต่รู้สึกได้เลยว่าผมนอนหลับไม่สนิท ภายในจิตใจคิดแต่จะจับดูลมหายใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาตื่นขึ้นมาเหมือนกับนอนไม่พอ รู้สึกมึนงง ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาว่า เราปฏิบัติธรรมแต่ทำไมผลที่ได้รับถึงเป็นแบบนี้ คงต้องมีอะไรบางอย่างผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว ผมลองหยุดปฏิบัติลงชั่วคราวแล้ว นั่งคิดพินิจพิจารณาดู ก็คิดว่า ผมเคร่งครัดหรือตึงกับการปฏิบัติมากจนเกินไป จิตมีความอยากที่จะให้ผลการปฏิบัติรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดกิเลสขึ้นในจิต ต้องการมรรคผล จนเกิดวิปัสสนูปกิเลส ขึ้นในจิต จะเป็นความโชคดีของผลหรือเกิดจากกรรมดีแต่อดีตที่ช่วยให้ผมรู้สึกตัวขึ้นได้ ไม่ต้องหลงเข้ารกเข้าพง จนติดอยู่กับ วิปัสสนูปกิเลส เป็นอวิชชาที่เกิดขึ้นในจิต ตอนนี้ผมเลยหยุดปฏิบัติ นั่งวิปัสสนากรรมฐานวันละ 2 ชม.ลงชั่วคราว กลับมาเพียงดูลมหายใจ ตลอดเวลาที่ทำงานและใช้ชีวตประจำวันแทน และพยายามเบี่ยงจิตไปสนใจสิ่งต่างๆรอบตัวที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติแทน เช่น คุยไลน์ อ่านเฟซ หรือ สนทนาพูดคุยกับเพื่อนๆน้องและครอบครัวแทน สุดท้ายนี้ขอให้สหธรรมิกทุกๆท่านในที่นี้ จงมีความสุข สุขที่เกิดจากธรรม ขอให้ธรรมจับจิต จับใจ ทุกท่านทั้งหลายด้วยเถิด / ขอบคุณครับ (เพิ่มเติม) ตอนที่ 9 เวทนานุปัสสนา 4 ขั้น ตอนที่ 10 จิตตานุปัสสนา 4 ชั้น ตอนที่ 11 ธัมมานุปัสสนา 4 ชั้น
โดย
sharpy
พฤหัสฯ. มิ.ย. 02, 2016 12:00 pm
0
1
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
สวัสดีเพื่อนๆทางธรรมอีกครั้งนะครับ วันนี้ผมขอมาเล่าประสบการณ์การปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน ที่ผมได้ประสบมา ผิดถูกอย่างไร เพื่อนๆสหธรรมิกโปรดช่วยแนะนำชี้ทางให้ผมด้วยครับ ปี พ.ศ. 2555 เดือนตุลาคม ผมได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมของโกเอ็นก้า ผมไปที่ศูนย์ ธรรมอาภา จ.พิษณุโลก ซึ่งหลักคำสอนปฏิบัติก็จะยึดแนวทาง วิปัสสนากรรมฐาน หลักสติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธเจ้า ไปอยู่ปฏิบัติได้ 10 วันแบบเข้มข้น กลับมาผมรู้สึกได้เลย ว่าแนวคิดมุมมองการดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนไป หลังจากกลับจากปฏิบัติกลับมาที่บ้าน ผมก็กลับมาปฏิบัติต่อได้อีกแค่ 1 เดือน คือ ตื่นตี 4 นั่งปฏิบัติ 1 ชม. พอกลับมาจากทำงาน ก็นั่งปฏิบัติอีก 1 ชม.ก่อนนอน แต่พอหลังจากครบ 1 เดือนไปแล้ว ความเกียจคร้านเริ่มบังเกิด การปฏิบัติเริ่มละเลยและหยุดไปในที่สุด ชีวิตก็กลับมาหลงระเริงทางโลกต่ออีก พอปี 2557 ผมได้มีโอกาสกลับไปปฏิบัติธรรมอีกครั้งที่โกเอ็นก้าเช่นเดิม ความตั้งใจเดิม จริงๆแล้วอยากจะไปปฏิบัติทุกปี ปีละ 1 ครั้ง แต่ด้วยงานที่ทำและเวลาไม่อำนวย ก็เลยล่วงมา 2 ปีถึงจะได้ไปอีกครั้ง พอกลับไปครั้งที่ 2 ก็รู้สึกเข้าใจการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ระหว่าง ปฏิบัติ เคยรู้สึกได้ คือ ปีติ ที่ผมรู้สึกคือ ขนจะลุกไปทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะยันฝ่าเท้า เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาราดใส่หัวเรา แต่พอกลับจากปฏิบัติ ผมก็กลับมาทำได้ประมาณ 1 เดือน ชีวิตก็กลับไปสู่วงจรทางโลกต่อเหมือนเดิม คือไม่ได้นั่ง วิปัสสนากรรมฐานเป็นประจำ แต่ระหว่างเวลาที่ล่วงไป ผมก็จะมีซื้อหนังสือธรรมะ หรือ อ่านธรรมะคำสอนทางครูบาอาจารย์ทางเวบไซต์ต่างๆ โหลดอีบุ๊ค หนังสือธรรมะมาเก็บไว้อ่านบ้าง หรือ เปิดฟังเสียงผ่านทาง youtube และพอมาปีนี้ ปี 2559 พี่สาวผมบอกว่าสนใจจะไปโกเอ็นก้าบ้าง ผมก็รู้สึกยินดีและบอกพี่สาวทันทีว่า ไปเลย ดีมากๆ อยากให้ไปนะ พี่สาวได้ส่งอีเมล์ไปสมัครไปปฏิบัติ ช่วงเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ พอเดือนที่ผ่านมา พ.ค. ผมนั่งคิดมา ถ้าพี่สาวไปปฏิบัติกลับมา เกิดมีข้อสงสัย แล้วถามผมในฐานะที่ผมไปมาแล้ว 2 ครั้ง ผมจะตอบคำถามพี่สาวได้มั้ย แล้วถ้าตอบไม่ได้ ผมจะรู้สึกผิดกับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ในใจผมนั่งคิดอยู่ตอนนั้นว่าจะทำอย่างไรที่จะฟื้นการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร แต่ก่อนหน้านั้นขณะที่ผมขับรถเข้า กทม.คนเดียว (ผมอยู่ตจว.) ระยะทางที่ผมขับรถ ประมาณ 4-5 ชม. แต่ก่อนผมมักจะเปิดเพลงฟัง แต่พอหลังจากนั้น ผมก็เปลี่ยนมาเปิดเป็น เสียงธรรมเทศนาสอนการปฏิบัติแทน เสียงธรรมที่ผมฟังจากครูบาอาจารย์บ่อยๆ ก็จะเป็น หลวงปู่ชา สุภัทโท หลวงพ่อวิริยังค์ สมเด็จพระญานสังวร ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีวิธีการสอนแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ในหลักปฏิบัติก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มอยากจะลองปฏิบัติแบบจริงจังอีกครั้ง คือ ตื่นตี 4 นั่งปฏิบัติ 1 ชม. หลังจากนั้น ผมก็จะไปวิ่งออกกำลังกายประมาณ 6 กม. (แต่วิ่งอาทิตย์ละ 3 วัน) แต่นั่งปฏิบัติทุกวัน พอผมเริ่มทำแบบจริงจังได้ 1 อาทิตย์ ระหว่างนั่งปฏิบัติ ผมจะเปิดไฟล์เสียง วิธีปฏิบัติของสมเด็จพระญานสังวร ชุด หายใจให้เป็นสุข ซึ่งจะมีทั้งหมด 11 ตอน เริ่มตั้งแต่ ตอนที่ 1 จิตหลงมายา และ ทางดับ ตอนที่ 2 ทำอย่างไรกับวิตกวิจาร ตอนที่ 3 วิธีละอกุศล ตอนที่ 4 วิธีละอกุศล(ต่อ) ตอนที่ 5 สังเวธ 8 เพื่อพร้อมทำสมาธิ ตอนที่ 6 สติปัฏฐานเบื้องต้น ตอนที่ 7 กายานุปัสสนา 4 ขั้น และตอนที่ 8 กายานุปัสสนา 4 ขั้น(ต่อ) ซึ่งหลักที่ผมฟังไฟล์เสียงประกอบ คือ ระหว่างที่ผมนั่ง 1 ชม. ก็จะฟัง 1 ตอน ซึ่งแต่ละตอนโดยเฉลี่ยก็จะประมาณ 30-60 นาที ซึ่งจะพอดีกับเวลาที่ผมปฏิบัติ ผมนั่งปฎิบัติมาจนครบบทที่ 8 คือ จบกายานุปัสสนา ซึ่งเป็นเมื่อวาน ซึ่งระหว่าง 4 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 1-2 วัน ผมพยามยามระลึกรู้ให้ได้ตลอดเวลาถึงลมหายใจที่เข้าออกทุกอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน ระหว่างทำงาน ก็รู้สึกว่าตนเองระลึกรู้ได้ด้วยดี แต่ปัญหาที่ผมประสบคือ ระหว่างที่นั่งปฏิบัติ บางคราวที่เรารู้สึกปีติ เย็นแผ่ซ่านไปทั้งตัว เราคิดเองว่า เรานี่รู้แจ้งแทงตลอด รู้สึกคิดว่าตัวเองนี่แท้แล้ว รู้ธรรมดีแล้ว เริ่มอยากพูดอยากสอนคนอื่น แต่ในใจตัวเอง เคยอ่านมาแล้วว่า ถ้าเราปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง อาจจะเกิด วิปัสสนูปกิเลส ขึ้นได้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกกลัวพอสมควร เนื่องจากผมเองถึงแม้จะเคยผ่านการอบรมวิปัสสนากรรมฐานมาจากโกเอ็นก้าและฟังธรรมะปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ต่างๆจาก youtube แต่ผมนั่งปฏิบัติคนเดียวที่บ้าน ซึ่งในบ้านก็มีพ่อและพี่สาวหลายคน ซึ่งแต่ละคนก็ยังไม่สนใจการปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมเริ่มรู้สึกตัวเองแล้วว่า ผมเริ่มจะโดนวิปัสนูปกิเลส เล่นงานซะแล้ว เพราะผมไปพิมพ์เข้าไปในกลุ่มไลน์ของครอบครัวผม เรื่องธรรมะ พิมพ์เยอะมาก จนพี่สาวแซวว่า จะบวชเหรอ หรือ ขึ้นกัณฑ์เทศน์เหรอ แล้วรู้สึกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ข่มคนอื่น และ ตอนกลางคืนหลังจากนั่งปฏิบัติ 1 ชม.เสร็จ ผมก็จะนอน แต่รู้สึกได้เลยว่า ผมนอนหลับไม่สนิท ในใจคิดจะดูและจับอยู่กับลมหายใจตลอดเวลา ทำให้ตื่นขึ้นมา ผมรู้สึกไม่สดชื่น ผมเริ่มรู้สึกตัวเองแล้วว่า ผมหมกหมุ่นและจริงจังกับการปฏิบัติมากจนเกินไป ระหว่างปฎิบัติก็เกิดกิเลสขึ้นในจิตของตนเองว่า อยากจะปฏิบัติให้ได้ดียิ่งๆขึ้นไปโดยเร็ว ซึ่งการทำเช่นนั้น ทำให้เช้าวันหนึ่ง ผมรู้สึกมึนงงมาก เหมือนคนอดนอนมาหลายวัน และเริ่มรู้สึกตัวว่า ทำไมเราปฏิบัติธรรม แล้ว ผลถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ ทำให้ผมฉุกคิดแล้วว่า ผมต้องทำอะไรผิดพลาดบางอย่างเสียแล้ว และที่ผมประมวลและคิดเอง ผมประสบว่า ผมเคร่งและตึงกับการปฏิบัติมากจนเกินไป หวังผลเร็วจนเกิดไป จนทำให้เกิดกิเลสเกิดความอยากขึ้นในจิต ส่งผลให้เกิด วิปัสสนูกิเลสขึ้นมา แต่ถือว่า ผมโชคดีหรืออาจจะเป็นผลบุญกรรมแต่ในอดีตที่ช่วยให้ผมคิดได้ โดยที่ผมไปไม่เข้ารกเข้าพง หลงคือในอวิชชาของตัวเอง ทำให้ตอนนี้ผมเลยต้องหยุดปฏิบัติชั่วคราวก่อน แต่กลับมานั่งดูลมหายใจตัวเองในระหว่างวัน ระหว่างทำงาน แทนการนั่งวิปัสสนากรรมฐานวันละ 2 ชม.เช้ากับก่อนนอนแทน คือ ย้อนไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้งที่เริ่มปฏิบัติ เริ่มแบบที่เราไม่รู้สึกกดดัน รู้สึกถึงความอยากได้มรรคผลนิพพานโดยเร็ว ทางแก้ของผมคือ หันเหจิตไปทำอย่างอื่นแทน เช่นฟังเพลง คุยไลน์กับเพื่อน อ่านข่าว คุยสนทนาเรื่องทั่วไปกับครอบครัว สุดท้ายนี้ ขอให้สหธรรมิกทุกๆท่านในที่นี่ จงมีแต่ความสุข สุขที่เกิดจากธรรม ขอให้ธรรมะจับจิต จับใจของทุกๆท่าน / ขอบคุณครับ (เพิ่มเติม) ตอนที่ 9 คือ เวทนานุปัสสนา ๔ ขั้น ตอนที่ 10 จิตตานุปัสสนา ๔ ชั้น และตอนที่ 11 ธัมมานุปัสสนา ๔ ชั้น
โดย
sharpy
พุธ มิ.ย. 01, 2016 10:41 pm
0
3
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
หนังสือสำคัญพระธรรมเทศนา ที่หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านเขียนขึ้นเอง ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีสาระบางส่วนดังนี้ ขอถวายพระพร คำภาษิตของอาตมาภาพมีอยู่ดังนี้ ๑. การเห็น เป็นเหตุแห่ง การคิด ... การคิด เป็นเหตุแห่ง การเห็น ... ถ้าคิดดี ก็เป็นทางเย็น ... หากคิดไม่เป็น ก็เย็นสบาย ธรรมภาษิตบทที่ ๑ ประโยคแรก "การเห็น เป็นเหตุแห่ง การคิด" หมายความว่า การรู้ธรรมเป็นเหตุแห่งการหลุดพ้น นั้นจะต้องเรื่มที่ ความเห็น หรือ สัมมาทิฏฐิ ในองค์มรรคทั้ง 8 สัมมาทิฏฐิในขั้นต้นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิในระดับ โลกียธรรม คือเป็นความเห็นที่ถูกต้อง แม้จะยังไม่บริสุทธิ์นัก แต่ก็เป็นเหตุให้เห็นธรรมะ จากที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน อย่างเช่น นาย ก.เป็นเศรษฐีที่ยึดถือผลกำไรเป็นเป้าหมาย ไม่เคยเชื่อในบาปบุญ ต่อมานาย ก.ป่วยหนัก ทนทุกข์ทรมาน ทรัพย์สินที่มีอยู่มากมาย ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ระหว่างอยู่ ร.พ. นาย ก. มองเห็นคนตายทุกวัน เกิดความปลงในสังขารขันธ์ มองเห็นสัจธรรมว่า อีกไม่นานตนก็จะต้องตายอย่างคนเหล่านั้น เห็นความจริงของ ทุกข์ในอริยสัจ อย่างนี้เรียกว่า นาย ก.มีสัมมาทิฏฐิ คือมองเห็นสัจธรรมแล้ว ความเห็นนี้เองเป็นเหตุให้ นาย ก.เกิดความคิดชอบ หรือที่เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ คือ มีความคิดที่ถูกต้องว่า หนทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นนั้นคือ การออกจากกาม การไม่พยาบาทหรือเบียดเบียนผู้ใด อย่างนี้เรียกว่า นาย ก.เกิดความคิดที่ถูกต้องแล้ว หลวงพ่อเกษมจึงกล่าวว่า "การเห็นเป็นเหตุแห่งการคิด" ประโยคที่สอง "การคิด เป็นเหตุแห่ง การเห็น" หมายความว่า เมื่อมีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว (สัมมาทิฏฐิ) แล้วก็จะเกิดความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) ตามมา และเมื่อเกิดความคิดที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่จะตามก็คือ สัมมาทิฏฐิ แต่สัมมาทิฏฐิในขั้นนี้ เป็นความเห็นที่ถูกต้องในระดับ " โลกุตรธรรม"ไม่ใช่ความเห็นชอบในระดับ "โลกียธรรม"แล้ว สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตรธรรมเป็นความเห็นที่เกิดจากปัญญา ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนา ความเห็นในระดับนี้เป็นความเห็น บริสุทธิ์ ที่เกิดจากปัญญาจริงๆไม่ใช่การนึกคิด การที่บุคคลจะปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น จะต้องมีพื้นฐานมาจาก สัมมาสังกัปปะ อันประกอบด้วยความคิด ที่จะไม่พยาบาทหรือเบียดเบียนใคร และความคิดที่จะออกจากกาม (เพราะมองเห็นโทษ ของกามแล้ว) ความคิดนี้ ก็นำไปสู่การปฏิบัติตามองค์มรรคต่างๆ นั่นก็คือ เริ่มที่ความคิด เริ่มที่จิต แล้วก็ตามมาด้วยวาจาและกาย และจบลงที่ ความเห็น (สัมมาทิฏฐิ) ในระดับโลกุตรธรรม หลวงพ่อเกษม จึงกล่าวว่า " การเห็นเป็นเหตุแห่งการคิด" ประโยคที่สาม "ถ้าคิดดี ก็เป็นทางเย็น" การคิดดีย่อมเป็นพื้นฐาน ของการละเว้นความชั่วและการทำความดี เมื่อมนุษย์ทำความดีวิบากแห่งความดี ย่อมอำนวยผลเป็นความสงบเย็น แม้ตายไป สุคติภพ (สวรรค์) ก็เป็นอันหวังได้ ประโยคที่สี่ "หากคิดไม่เป็น ก็เย็นสบาย" ในประโยคที่สามที่กล่าวว่า "ถ้าคิดดีก็เป็นทางเย็น" นั้นหมายถึง การคิดดีย่อมได้ดี แด่สิ่งที่เหนือยิ่งไปกว่าการ "คิดดี" ก็คือการ "คิดไม่เป็น" คำว่า "คิดไม่เป็น"ในที่นี้หมายถึง การคิดโดยปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่ปรารถนาที่จะเป็นสิ่งใด ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานใดๆ ว่านี้เป็นตัวเรา สิ่งนี้เป็นของเรา สิ่งนั้นเป็นของเขา ปล่อยวางในธรรมทั้งหลายทั้งปวง มองเห็นธรรมตามความเป็นจริง คือธรรมะทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนของเรา ที่จะยึดถือครอบครองว่าเป็นของเรา ดังนั้น "หากคิดไม่เป็นก็เย็นสบาย" จึงหมายความว่า เมื่อสิ้นความยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ย่อมเย็นสบาย คือ "นิพพาน" นั่นเอง ขอถวายพระพร พระภิกษุเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง ในความน้อยนั้นมีความมาก ธรรมะที่ดูเหมือนจะมีเนื้อหาน้อย แท้จริงกลับมีความลึกซึ้งแยบคาย เต็มไปด้วยปริศนาธรรม ขอนอบน้อมสักการะ หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์
โดย
sharpy
อังคาร พ.ค. 31, 2016 1:43 pm
0
2
Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ
สวัสดีสหธรรมิกทุกท่านครับ ผมขอเข้ามาหาความรู้ ทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ด้วยคนครับ ขอฝากธรรมะอันประเสริฐของท่านพุทธทาสไว้ให้ระลึกถึงกันครับ. "ลองตั้งสติตามดู ภาวะจิต เราเองเถิด ก็จะรู้ว่ามันกำลังดำรงอยู่ในสามกระบวนการเท่านั้น คือ รู้สึก นึก คิด รู้สึก เป็น ปัจจุบัน นึก เป็น อดีต คิด เป็น อนาคต ใจเราก็มีเท่านี้ นี่แหละจิต ซึ่งอาศัยและเป็นไปอยู่ในกายนี้ คำพระเรียก รูป(กาย) กับ นาม(จิต)"
โดย
sharpy
อังคาร พ.ค. 31, 2016 12:12 pm
0
1
Re: **กระทู้รับสมัครหลักสูตรการลงทุนเน้นคุณค่ารุ่น 10**
สมัครเรียน
โดย
sharpy
จันทร์ เม.ย. 04, 2016 9:00 am
0
0
Re: สรุปความรู้งาน meeting VI เหนือตอนล่าง Jul 2015
ขอบคุณมากครับ
โดย
sharpy
พฤหัสฯ. ก.ค. 30, 2015 10:41 pm
0
0
Re: หลักสูตรอบรม การลงทุนแบบเน้นคุณค่า รุ่นที่ 5 เดือนกุมภาพ
test ครับ
โดย
sharpy
เสาร์ ธ.ค. 14, 2013 12:10 pm
0
0
Re: สรุปความรู้หลักสูตรVI รุ่น4 (Part1 แนวคิดการลงทุน อ.นิเว
ขอบคุณมากครับ :D
โดย
sharpy
พุธ พ.ย. 20, 2013 9:36 pm
0
0
Re: Settrade ทำไมมีข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี
ผมใช้วิธีเปลี่ยนชื่อย่อ หลักทรัพย์ ตรง address bar ด้านบนเลยครับ
โดย
sharpy
อาทิตย์ พ.ค. 26, 2013 9:49 pm
0
0
Re: ฟรี ! แบ่งปันสรุปหุ้นรายตัว ย้อนหลัง 15 ปี ง่าย
รบกวนขอด้วยนะครับ
[email protected]
โดย
sharpy
พฤหัสฯ. ม.ค. 17, 2013 9:46 am
0
0
Re: สรุป สัมมนากลยุทธ์เลือกหุ้นแบบวีไอ 9/9/12
ขอบคุณครับ
โดย
sharpy
อังคาร ก.ย. 11, 2012 1:50 pm
0
1
Re: สรุปหลักการลงทุนที่ได้รับvi on cruise 2 มิย 2012 ยกยอมาร
ขอบคุณครับ :)
โดย
sharpy
จันทร์ มิ.ย. 04, 2012 10:18 pm
0
0
ขอ EPS15YEAR.XLSM (EXCEL 2007) งบดุล อับเดท ทุกไตรมาส ครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ พี่ครรชิต
[email protected]
โดย
sharpy
อังคาร ต.ค. 30, 2007 5:59 am
0
0
ขอผมด้วยครับ
ขอผมด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้า
[email protected]
โดย
sharpy
จันทร์ พ.ย. 08, 2004 10:23 pm
0
0
หน้า
1
จากทั้งหมด
1
ชื่อล็อกอิน:
sharpy
ระดับ:
Verified User
กลุ่ม:
สมาชิก
ติดต่อสมาชิก
PM:
ส่งข้อความส่วนตัว
สถิติสมาชิก
ลงทะเบียนเมื่อ:
จันทร์ พ.ย. 08, 2004 10:09 pm
ใช้งานล่าสุด:
พุธ มิ.ย. 02, 2021 5:51 pm
โพสต์ทั้งหมด:
31 |
ค้นหาเจ้าของโพสต์
(0.00% จากโพสทั้งหมด / 0.00 ข้อความต่อวัน)
GO_TO_SEARCH_ADV
ไปที่
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้นต่างประเทศ
↳ ไอเดียหุ้นเด้ง
↳ หลักสูตรการลงทุนออนไลน์
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์ [กระทู้รับชมออนไลน์]
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์
↳ ThaiVI GO Series
↳ คลังกระทู้คุณค่า
↳ Value Investing
↳ บทความ
↳ ความรู้งบการเงิน
↳ ร้อยคนร้อยเล่ม / Multimedia Forum
↳ mai Corner
↳ Alternative Investing
เรื่องทั่วไป
↳ นั่งเล่น / กีฬา / สุขภาพ
↳ Asking Staff
↳ CSR
×
บันทึกไม่สำเร็จ
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
×
บันทึกสำเร็จแล้ว