หน้าแรก
เว็บบอร์ด
หลักสูตรออนไลน์
Marketplace
สินค้าสมาคม
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
เข้าสู่ระบบ
เมนูลัด
แสดงกระทู้ที่ยังไม่มีการตอบ
แสดงกระทู้ที่เปิดดูแล้ว
ค้นหา
รายชื่อสมาชิก
ทีมงาน
FAQ
ไอเดียหุ้นเด้ง
โพสต์ยอดนิยม
หุ้นที่ติดตาม
ผู้เขียนที่ติดตาม
ily
Joined: อังคาร ต.ค. 21, 2008 1:13 am
266
โพสต์
|
0
กำลังติดตาม
|
0
ผู้ติดตาม
ส่งข้อความ
ดูประวัติส่วนตัว - ily
กระทู้ที่ตั้ง
โพสต์ที่ตอบ
โพสต์ที่ตอบ
คอมเมนต์
ไลค์
เด็กเลี้ยงแกะกลับมาแว้ว(๒๔กค๒๕๕๓)ตอน the empire strike back
มาให้กำลังใจ ดลก และทีมงานค่ะ :D
โดย
ily
เสาร์ ก.ค. 24, 2010 5:37 pm
0
0
สรุปสัมมนาเรื่อง วางแผนการเงินและเส้นทางรวยคับ
:D ขอบคุณค่ะ คุณ champ_st :cool:
โดย
ily
อาทิตย์ ก.ค. 18, 2010 12:05 am
0
0
สรุปความ งานสัมนา มันนี่ทอล์ค 17 กค.53 ครับ
:D ขอบคุณนะคะ คุณ noooon010 ที่นี่มีคนใจดีมีน้ำใจหลายคนเลย
โดย
ily
เสาร์ ก.ค. 17, 2010 11:34 pm
0
0
เด็กเลี้ยงแกะไปแว้้ว๑๐กค๒๕๕๓ หยุดเขียนชั่วคราว?
ขอบคุณค่ะ สำหรับสิ่งดีๆ ที่มีให้กันมา :D และอยากบอกว่า คิดถึงเรื่อง ฮาๆ และภาพประกอบที่อ่านแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ :lol: จะเป็นกำลังใจให้ค่ะ :cool:
โดย
ily
เสาร์ ก.ค. 10, 2010 1:08 am
0
0
เด็กเลี้ยงแกะมาแว้ว(๒๖มิย๒๕๕๓) ภาค ตอบคำถามจากทางบ้าน
รักแร้ด้วยคนค่ะ
โดย
ily
อาทิตย์ มิ.ย. 27, 2010 9:19 pm
0
0
เด็กเลี้ยงแกะมาแว้ว(๑๙มิย๒๕๕๓) ภาค วีไอเฟมินิสต์
มองเห็นแต่เป้าหมายอยู่แค่เอื้อม แล้วก็ลุยค่ะ สู้ๆ _________________ ขอบคุณค่ะ :D
โดย
ily
พุธ มิ.ย. 23, 2010 12:34 am
0
0
สรุปงานสัมมนา 19 มิย หุ้นเด่น MAIและสอนลูกเรื่องเงิน
[quote="sialic"]ขวัญใจคนอยู่ไกล จริงๆ นะเนี่ยย
โดย
ily
อาทิตย์ มิ.ย. 20, 2010 4:53 pm
0
0
แอบดู......พอร์ตคนดัง
รบกวนอีก 2 คนดังนะคะ อ. เทพ รุ่งธนาภิรมย์ อ. สุวรรณ วลัยเสถียร ปล. ไม่มีไฟล์พี่ครรชิตค่ะ
โดย
ily
พุธ มิ.ย. 09, 2010 8:09 pm
0
0
แอบดู......พอร์ตคนดัง
[quote="suwat09"]ลองดูนะครับ บางตัวผมว่าอาจจะไม่ได้ถือแล้วนะครับ นาย พีรนาถ โชควัฒนา No.
โดย
ily
พุธ มิ.ย. 09, 2010 7:37 pm
0
0
แอบดู......พอร์ตคนดัง
[quote="vichit"][quote="ily"]อยากเห็น
โดย
ily
พุธ มิ.ย. 09, 2010 7:35 pm
0
0
ผู้หญิงเป็นวีไอได้หรือเปล่าคะ
แถวนี้มีผู้หญิงคนนึงกำลังพยายามเป็น VI ค่ะ
โดย
ily
เสาร์ มิ.ย. 05, 2010 6:23 pm
0
0
สรุปงานจิบเบียร์ ที่ดิเอ็ม 4/6/10มาแร้วครับ
[color=blue]อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฝากฟ้าสุราลัย...สู่แดนดิน[/color] เห็นน้ำใจคุณ champ แล้วนึกถึงกลอนนี้เลย ขอบคุณมากๆ ค่ะ :o
โดย
ily
เสาร์ มิ.ย. 05, 2010 6:22 pm
0
0
แอบดู......พอร์ตคนดัง
อีกคนที่อยากแอบดูคือ คุณพีรนาถ โชควัฒนา ค่ะ :o
โดย
ily
เสาร์ มิ.ย. 05, 2010 6:17 pm
0
0
แอบดู......พอร์ตคนดัง
อยากเห็น คุณวราณี เสรีวิวัฒนา เดาว่าเป็นอาจารย์ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนาค่ะ :P
โดย
ily
เสาร์ มิ.ย. 05, 2010 5:50 pm
0
0
มารวบรวมเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลปี 2553 กันดีกว่าครับ :)
PS 35/55 25% 20/55 BOI S&P 25%
โดย
ily
ศุกร์ พ.ค. 14, 2010 8:09 pm
0
0
+++ ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแล้วครับ +++ แถลงการณ์ฉบับที่ 1
:P ร่วมยินดีกับผลของความพยายามของพวกเรา ปล. ส่งข้อมูลแล้วค่ะ
โดย
ily
อังคาร พ.ค. 11, 2010 1:52 am
0
0
ด่วน ! ประกาศ ขอความช่วยเหลือ SAVE Money Talk
mail และ vote แล้วค่ะ
โดย
ily
จันทร์ พ.ค. 03, 2010 2:54 pm
0
0
สรุปความรู้จากงานสัมมนาไทยวีไอ ประจำปี 2553
ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อคนต่างจังหวัดนะคะ :P :P :P
โดย
ily
อาทิตย์ พ.ค. 02, 2010 10:28 am
0
0
ขอตัวอย่าง รายงานผู้สอบบัญชีที่ผิดปกติครับ
http://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=SECC&language=th&country=TH ลองโหลดงบการเงินล่าสุด งบปี2551 มาดูนะคะ
โดย
ily
เสาร์ มี.ค. 27, 2010 5:21 pm
0
0
ยื่นภาษี 2552 กันแล้วหรือยัง
เข้าไปตรวจใหม่ ที่http://refundedcheque.rd.go.th/taxstatus/inputin.aspx แจ้งว่า แบบฯ ของท่านอยู่ระหว่างดำเนินการพิมพ์เช็ค นับจากวันยื่นแบบก็ 18 วันเองค่ะ (30 มค.ถึง 16 กพ.)
โดย
ily
อังคาร ก.พ. 16, 2010 8:27 pm
0
0
click2win 2009
เค้าเริ่มเล่นกันใหม่แล้วนะคะ สมัครทีเดียวเล่นได้ทั้ง หุ้นและอนุพันธ์ค่ะ ตามข้อมูลด้านล่างค่ะ กลับมาอีกครั้งครับ กับเกมท้าทายความสามารถด้านการลงทุน SET-TFEX Click2WIN 2010 เกมลงทุนหุ้น-อนุพันธ์ ออนไลน์ แข่งขันกับภาวะตลาดจริงแบบเรียลไทม์ พร้อมกันทั่วประเทศ สนุกกับการเรียนรู้เรื่องการลงทุน สัมผัสประสบการณ์ตรงในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ ลุ้นพิชิตรางวัลรวมกว่าล้านบาท สมัครแข่งขันฟรี! โอกาสดีที่ไม่อยากให้คุณพลาดนะครับ http://click2win.settrade.com/SETClick2WIN/index.jsp
โดย
ily
เสาร์ ก.พ. 13, 2010 3:35 pm
0
0
ยื่นภาษี 2552 กันแล้วหรือยัง
เข้าไปดูสถานะการขอคืนภาษี ทาง web http://refundedcheque.rd.go.th/taxstatus/inputin.aspx แจ้งว่า ข้อมูลการยื่นแบบฯ ของท่านอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข โปรดเข้ามาตรวจสอบสถานะใหม่อีกครั้ง :roll:
โดย
ily
พฤหัสฯ. ก.พ. 11, 2010 12:48 pm
0
0
คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ? CG Rating กับการลงทุนหุ้น
ข้อมูลณ วันที่ 5 กพ. 53 จาก http://portal.settrade.com/brokerpage/IPO/Research/upload/2000000134798/100205_shin_t.pdf คะแนน 90-100 ระดับ Excellent ได้ logo 5 อัน ได้แก่ ACL BLS ICC NKI SC THCOM ADVANC CPN IRP PTT SCB THRE ASIMAR DRT IRPC PTTAR SCC TIPCO BAFS EGCO KBANK PTTCH SCIB TISCO BANPU ERAWAN KEST PTTEP SE-ED TMB BAY GBX KK RATCH SIM TOP BCP GC KSL SAMART SIS TTA BECL GSTEEL KTB SAMTEL SNC BKI HEMRAJ NCH SAT SSI คะแนน 80-89 ระดับ Very Good ได้ logo 4 อัน ได้แก่ ACAP BWG EIC L&E NMG RCI SPALI TF UMI AHC CCET GENCO LANNA NWR RCL SPSU TFD UMS AKR CENTEL GFPT LH OCC ROBINS SSC THAI UP AMATA CGS GL LPN OGC ROJANA SSEC TIC UPOIC AOT CIMBT GLOW LST OISHI RS SSF TIP UV AP CK GRAMMY LVT PF S&J STANLY TK VNT ASK CM HANA MACO PG S&P STEC TNITY WACOAL ASP CNS HMPRO MAKRO PHATRA SAMCO STEEL TNL WAVE AYUD CPALL IFEC MBK POST SCSMG STPI TPC YUASA BBL CPF INET MCOT PRANDA SHIN SUSCO TRC ZMICO BEC CSC KASET MFEC PS SICCO SVI TRU BGH CSL KCE MINOR PSAAP SIMAT SWC TRUE BH DELTA KDH MINT PSL SINGER SYNTEC TSTE BIGC EASTW KGI MK PYLON SIRI TASCO TSTH BMCL ECL KTC MODERN QH SITHAI TCAP TVO BROOK EE KWC MSC RASA SMK TCP TYM คะแนน 70-79 ระดับ Good ได้ logo 3 อัน ได้แก่ AFC BROCK DTAC ILINK MBAX PRG SMIT TIW UEC AH BSBM EASON ITD METRO PRIN SPACK TKS UNIQ AIT CCP EPCO JCT MILL PRO SSSC TLUXE UPF APRINT CHUO ESTAR JUTHA NEP Q-CON SST TMT UT APURE CMR ETG KH NIPPON ROCK SVH TNDT UTP ASIA CPL FNS KWH OHTL SCCC TAPAC TNH WORK BAT-3K CTW FOCUS KYE PICO SCP TCB TPP BGT DCC GFM LEE PL SEAFCO TCJ TUF BLAND DM GYT LRH PLE SFP THANI TWFP BLISS DSGT IHL MAJOR PPM SHANG TICON UBIS คะแนน 60-69 ระดับ Satisfactory ได้ logo 2 อัน คะแนน 50-59 ระดับ Pass ได้ 1 logo อัน คะแนน ต่ำกว่า 50 ไม่ได้ logo
โดย
ily
เสาร์ ก.พ. 06, 2010 11:43 am
0
0
ยื่นภาษี 2552 กันแล้วหรือยัง
เพิ่งยื่นทางอินเตอเนต ( http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php ) เพื่อขอคืนภาษีไปวันที่30 มค. วันนี้ 3 กพ. ได้รับแจ้งทาง sms ให้เข้าไปตรวจสอบที่เวป ( http://refundedcheque.rd.go.th/taxstatus/inputin.aspx ) และแจ้งว่าต้องส่งเอกสารเพิ่ม ส่งไปแล้วเดี๋ยวรอดูว่าจะเป็นยังไงต่อค่ะ :roll:
โดย
ily
พุธ ก.พ. 03, 2010 10:19 pm
0
0
ยื่นภาษี 2552 กันแล้วหรือยัง
พอดีลืมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัท อยากทราบว่าจะหาได้จากที่ไหนบ้างครับ มี DSGT, UPOIC, MINT, TPAC, EGCO, CHARAN DSGT 3101638912 MINT 3101140187
โดย
ily
เสาร์ ม.ค. 30, 2010 8:01 pm
0
0
Moneytalk Weekly พวกเราอยากได้บริษัทไหนมาออกรายการบ้างครับ
TISCO ค่ะ อยากทราบประเด็นที่มีการปล่อยเงินกู้ก้อนใหญ่ให้ GM เห็นข่าวว่ามี 3 ธนาคารคือ BBL SCB (สองธนาคารใหญ่ไม่สงสัยค่ะ) กับ TISCO :roll:
โดย
ily
เสาร์ ม.ค. 30, 2010 10:18 am
0
0
เรื่องราวของคนในweb ที่เราอาจไม่รู้... ขอบพระคุณครับ
อนุโมทนาทั้งผู้ทำบุญ และผู้บอกบุญค่ะ :P
โดย
ily
อังคาร ต.ค. 13, 2009 9:30 am
0
0
เชิญvote คลิป moneytalk daily ที่ชื่นชอบ พร้อมลุ้นรางวัล
ขอสอบถามคุณเด็กใหม่ไฟแรงหน่อยนะคะ คือว่า แกรมมี่ซื้อหุ้นบริษัทแฟมิลี่โนฮาว 50% แล้วมีผลเปลี่ยนแปลง จะทำให้ไม่มีรายการ money talk daily เหรอคะ คือว่าได้ยินพิธีกร (อ.ไพบูลย์ ) พูดในรายการคล้ายกับว่าอาจจะไม่มีรายการนี้อีก เนื่องจากไม่ค่อยมี sponsor เหรอคะ ถ้าเป็นจริงเสียดายค่ะ เพราะได้เห็นผู้บริหารบริษัทที่สนใจก็ในรายการนี้แหละค่ะ :cry:
โดย
ily
อังคาร ก.ย. 15, 2009 11:29 pm
0
0
เราได้อะไรในห้องร้อยคนร้อยหุ้น นอกจากตามเซียน...
ได้ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของบริษัท ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ผู้บริหาร และความคิดเห็นของพี่ๆ เพื่อนๆ ทั้งหลายที่มีต่อบริษัท ณ. เวลานั้นๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเรียนรู้วิธีคิด อารมณ์ของตลาดได้ดีค่ะ :o
โดย
ily
อังคาร ก.ย. 01, 2009 12:51 pm
0
0
เซียนพี่ VI ท่านใดใจดี ช่วย....ให้หวย หุ้นงบQ2 ที่กำไรเพิ่ม
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการ(รวมบริษัทย่อย) งวดไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 สรุปได้ดังนี้ สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน (หน่วย : พันบาท) ไตรมาส 2 งวด 6 เดือน ปี 2552 2551 2552 2551 กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 502,147 501,284 956,116 930,372 กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท) 0.63 0.63 1.19 1.15 :P
โดย
ily
จันทร์ ก.ค. 13, 2009 1:04 pm
0
0
ผ่านไปครึ่งปี SETขึ้นมา 33% ผลตอบแทนของคุณเท่าไหร่แล้วครับ
ถึงจะแพ้ set ได้แค่ 19% แต่พอใจแล้วค่ะ ชนะดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร :P
โดย
ily
อังคาร มิ.ย. 30, 2009 11:01 pm
0
0
หุ้นตัวไหนที่ได้รับปันผลแล้วไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย
amata dsgt
โดย
ily
พุธ พ.ค. 20, 2009 1:11 pm
0
0
มารวบรวมเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลปี 2552 กันดีกว่าครับ :)
KH 25% S&P 25% CPALL 25%
โดย
ily
เสาร์ พ.ค. 16, 2009 11:49 pm
0
0
มารวบรวมเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลปี 2552 กันดีกว่าครับ :)
BGH 6/10 เครดิตได้ 30% 4/10 เครดิตได้ 25% ADVANC เครดิตได้ 30%
โดย
ily
พุธ เม.ย. 29, 2009 3:15 pm
0
0
มารวบรวมเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลปี 2552 กันดีกว่าครับ :)
SCC 30% DRT 25%
โดย
ily
เสาร์ เม.ย. 25, 2009 1:52 pm
0
0
ปันผล pttep ทำไมถูกหัก ณ ที่จ่าย
ily เข้าใจผิดจริงๆ ด้วย ขออภัยทุกท่านและขอบคุณearthcu ที่ช่วยแก้ไขให้นะคะ ไปคัดลอกมาให้อ่านนะคะ http://www.thaivi.com/webboard/posting.php?mode=reply&t=37632&sid=df3b7790d6857e2670337da6f2f43fae เรียน พี่ครรชิต ผมส่งไฟล์ คำวินิจฉัย-เงินปันผลปตท สผ ไปให้แล้วครับ ที่ gmail ของพี่ ดูเมล์ที่ attached file เป็น zip นะครับ เรียน คุณ miracle case นี้ เป็นทั้งเงินปันผลจาก PTTEP เอง และ บริษัทที่ได้รับเงินปันผลจาก PTTEP ครับ โดยเนื้อหา มีดังนี้ 1. ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดาได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและเป็นเงินปันผลซึ่งจ่ายจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการปิโตรเลียม ไม่ได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีตามมาตรา 47 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากการเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เงินปันผลดังกล่าวจะต้องจ่ายจากกำไรสุทธิที่ได้เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรแล้วเท่านั้น 2. กรณีบริษัทได้รับเงินปันผลซึ่งจ่ายจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการปิโตรเลียมจากบริษัทที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และนำเงินได้ดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทเนื่องจากเงินปันที่ผู้มีเงินได้ได้รับจากบริษัทนั้นเป็นเงินได้ของบริษัทที่ได้รับยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยผลของบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มิได้เป็นเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิที่ได้เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร
โดย
ily
จันทร์ เม.ย. 06, 2009 10:30 am
0
0
หุ้นวัฏจักร
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/11/I7201874/I7201874.html
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:43 pm
0
0
หุ้นวัฏจักร
http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=46023 SET Webboard "แกะงบรายปีหาหุ้นลงทุน" โดย สมคิด เอนกทวีผล นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2549) -------------------------------------------------------------------------------- เดือนมีนาคม งบการเงินรายปีแทบทุกบริษัทได้ออกมาแล้ว การนำงบในอดีตมาดูร่วมด้วยจะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของกิจการและอุตสาหกรรมนั้นๆ มากขึ้น 3 กระทู้คัดเลือกเดือนนี้จึงเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากงบปีให้มากที่สุด เช่น ดูรายได้และกำไรมาเทียบกับราคาหุ้น ดูสินทรัพย์หามูลค่าหากเลิกกิจการ หาวัฏจักรและแนวโน้มจากอดีตสู่อนาคต ปัจจุบันหรืออนาคต? บนแนวคิด Warren Buffet กระทู้ www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=8689 Warren Buffet บอกว่า ให้ซื้อบริษัทที่มีความสามารถในการแขงขันอย่างยั่งยืน และอย่าไปทำนายอนาคต เพราะการทำนายอนาคตมักจะผิด คำถามคือเราสามารถลงทุนโดยไม่มองอนาคตได้หรือ? สรุปความเห็นที่น่าสนใจ - บางทีผมมานั่งย้อนดูประวัติของบริษัทที่งบในอดีตดี แต่ปรากฏว่า ผลมันไม่ได้การันตีเลยครับว่างบปีต่อไปมันจะออกมาดี... เห็นทำช้ำใจไปหลายตัวเหมือนกัน - ต้องดูราคาที่เราซื้อ ถ้าไปซื้อตอน PE (Price/Earning) สูงๆ สุดท้าย เมื่อมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาเล็กน้อยเราก็เจ็บตัว Warren จึงบอกว่า เขาทำกำไรจากข่าวร้าย ซื้อหุ้นประวัติดีแต่ต้อง ลงมากๆ - หุ้นบางตัวเคย P/E ต่ำ แต่พอน้ำมันแพงขึ้นๆ E ก็ลด ตอนนี้ P/E จึงพุ่งขึ้น ดังนั้นหุ้นที่ P/E ปัจจุบันถูก แต่นั่นคือ E วันนี้ ไม่ใช่ E วันข้างหน้า ถ้าอนาคตกิจการแย่ลงไปเรื่อยๆ P/E ก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ดังนั้นหุ้นที่เราซื้อเพราะ P/E ต่ำอาจเป็นกิจการที่ กำลังทรุดเรื่อยๆ - Warren เน้นให้ตรวจสอบรู้ให้ได้ว่าปัญหาที่ทำให้ราคาตกนั้นแก้ไขได้หรือไม่ หรือว่าเป็นปัญหาในระดับโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท - จะรู้ได้ว่า E จะไม่ต่ำลงเรื่อยๆ ต้องไปวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพด้วย นอกจากเชิงตัวเลข - ต้องดู trend ของธุรกิจ, วงรอบธุรกิจต่างๆ, วัฏจักรราคาวัตถุดิบด้วย - ถ้าราคาลงหรืองบไม่ดีเพราะปัญหาชั่วคราวระยะสั้น จึงค่อยเข้าไปลงทุน เพราะเป็นโอกาสซื้อนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ margin of safety ที่ Warren Buffet ใช้ คืออะไร คำนวณอย่างไร และควรมีกี่เปอร์เซ็นต์ครับ กระทู้ www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=15185 สรุปความเห็นที่น่าสนใจ - ในภาวะที่ตลาดผันผวน นักลงทุนอาจจะยึดหลักการของ Margins of Safety ซึ่งหมายถึงมีช่องว่างระหว่างราคาที่ซื้อกับมูลค่าที่แท้จริง (intrinsic Value) ของบริษัท เป็นหลักการที่ปรมาจารย์ทาง Value Investing ซึ่งได้แก่ Graham และ Dodd ได้คิดค้นมานานแล้ว จากนั้นนักลงทุนชื่อก้องอย่าง Warren Buffet ได้ปรับ นำมาใช้ ไม่ควรลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจยาก เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร หรือกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีสินทรัพย์ที่ยากจะวิเคราะห์ ในขณะที่กลุ่มธนาคารนั้น การตั้งสำรองหนี้เสียต่างๆ ค่อนข้างขึ้นอยู่กับความเห็น (Judgments) ของผู้บริหาร และตัวเลขทางบัญชี หา intrinsic value ยาก ปกติ Margins of Safety จะต้องไม่ต่ำกว่า 15% คือราคาหุ้นจะต้องต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้นอย่างน้อย 15% จึงจะเป็นหุ้นที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ ในทางกลับถ้าราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงประมาณ 15% ขึ้นไป หุ้นตัวนั้นควรถูกขายทำกำไรมากกว่าซื้อ ถึงแม้ว่าการใช้หลัก Margins of Safety จะไม่รับประกันว่าจะไม่ขาดทุน แต่จะเป็นวิธีลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ดีวิธีหนึ่ง เป็นการ "Buying a dollar for a fifty cents" นักลงทุนจะต้องมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นที่มี Margins of Safety สูงสุด นั้นคือหุ้นที่มี Margins of Safety ในระดับรองๆ ลงมาจะไม่ถูกคัดเลือก ราคาที่ซื้อจะต้องคุ้มค่าและให้ Reward to risk ratio สูง สามารถหาได้จากหลายวิธี เช่น ส่วนลดกระแสเงินสด (Discounted cash flow) หรืออาจจะเป็นมูลค่าเลิกกิจการ (Liquidation Value) หรืออาจจะเป็น P/E ทั่วๆ ไป หุ้นตัวไหนที่ซื้อขาย "ต่ำกว่า" มูลค่าเลิกกิจการ (Liquidation Value) มากๆ จะให้ผลตอบแทน (Upside) สูงมากในแง่ของ Rewards risk ratio หรือในแง่ของผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับ ความเสี่ยง เช่นบริษัทที่ผลิตพัดลมแห่งหนึ่งชื่อ C ได้สูญเสียลูกค้ารายใหญ่ เป็นยอดขายแทบทั้งหมดของบริษัท หมายความว่า ยอดขายและรายได้ของบริษัทอาจเหลือไม่ถึง 10-20% ของยอดขายเดิม ราคาหุ้น C ได้ตกอย่าง Free fall จาก 10 บาทเศษ มาที่ 1 บาทเศษ ในขณะที่บริษัทมีมูลค่าเลิกกิจการอยู่ที่ 3-4 บาทต่อหุ้น และไม่มีหนี้เลย หมายความว่า ถ้าบริษัทสามารถหาลูกค้าใหม่แทนที่ลูกค้ารายเดิม หุ้นจะ Rebound ขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดหุ้นนั้นก็สามารถฟื้นตัวจาก จุดต่ำสุดได้เกือบ 2-3 เท่าตัว หรือบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ K ขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็ว ทำให้ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงจาก 100 บาทเศษๆ เหลือแค่ 2 บาทเศษ ในขณะที่มูลค่าเลิกกิจการ หรือมูลค่าชำแหละอยู่ที่ 3 บาท ไม่มีหนี้เลย ในที่สุดเมื่อบริษัทสามารถที่จะเริ่มจับกระแสเทคโนโลยีได้และเริ่มผลิต หุ้นตัวนั้นก็เกิด Rebound ในที่สุด ตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้ ถ้าบริษัทไม่มีหนี้ ถึงแม้จะขาดทุนเท่าใดก็ตาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและเทคโนโลยี หุ้นตัวนั้นจะ Rebound ในที่สุด อยากทราบว่าหุ้นตัวไหนที่เป็นหุ้นวัฏจักรและอยู่ในช่วงขาลงบ้าง นอกจากกลุ่มเรือ PSL, TTA, RCL กลุ่มปิโตรเคมี ATC กระทู้ www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=14228 สรุปความเห็นที่น่าสนใจ - ดูจากงบการเงินย้อนหลังไปหลายๆ ปีจะพบรายได้วิ่งขึ้นวิ่งลงเป็นรูปคลื่น - ดูที่เว็บของแบงก์ชาติ ไปดูอัตราการใช้กำลังการผลิต ใน http://www.bot.or.th/BOTHomepage/DataBank/EconData/EconFinance/tab69.asp ถ้ามี แนวโน้มอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง อาจเป็นสัญญาณการอยู่ในวัฏจักร ขาลง - หุ้นวัฏจักรถึงจุด peak ดูง่ายๆ คือ P/E ต่ำติดดิน 2 หรือ 3 เท่า volume มหาศาล ถ้าจุด bottom ก็ P/E สูงลิ่ว volume ไม่ค่อยมี - หุ้นวัฏจักรมี 2 ประเภท 1. Economic cyclical ขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์ อสังหาฯ วัสดุก่อสร้าง ไฟแนนซ์ ฯลฯ 2. Commodity cyclical เช่น ปิโตรฯ น้ำมัน เรือ แร่ธาตุ ฯลฯ เศรษฐกิจมีผลต่อ demand แต่ก็จะขึ้นกับด้าน supply (ปริมาณการผลิต) ด้วย หุ้นวัฏจักรที่เป็น economic cyclical จะวิเคราะห์ง่ายกว่า commodity เพราะ commodity จะต้องวิเคราะห์ให้ถูกทั้ง supply และ demand สำหรับมือใหม่ควรเลี่ยงหุ้นวัฏจักรประเภท commodity ไปก่อน
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:40 pm
0
0
หุ้นวัฏจักร
http://snthai.com/forum/viewtopic.php?t=3454 หุ้น วัฏจักร ซึ่งเป็นประเภทที่ 5 ธรรมชาติของหุ้นวัฏจักรนี้จะมีวงจรการเกิดดับสลับกันไม่จบสิ้น ถ้าพูดถึงกราฟก็จะมีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นรูปภูเขาสลับกับเหว สะท้อนถึงช่วงขาขึ้นและขาลงของอุตสาหกรรมที่หุ้นนั้นๆอยู่ บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดินเรือ การบิน ท่องเที่ยว พลังงาน ปิโตรเคมี เหมืองแร่ เหมืองถ่านหิน ไปจนถึงบริษัทผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายล้วนจัดเป็นหุ้นวัฏจักรทั้งสิ้น ทว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีช่วงอายุวัฏจักรแตกต่างกัน บางอุตสาหกรรมเช่น การบิน ท่องเที่ยว อาจมีวงจรเกิดดับสั้นเพียงแค่ปีเดียว แบ่งเป็นหน้าโลว์ซีซั่น กับ ไฮซีซั่น บางอุตสาหกรรมเช่น พลังงาน ปิโตรเคมี เดินเรือ อาจมีวัฏจักรช่วงหนึ่งๆยาวนานตั้งแต่ 3-10 ปี หรือ นานกว่า 10 ปี หุ้นวัฏจักรประเภทวงจรชีวิตสั้น ไม่มีความน่าหนักใจเท่าไร เพราะถ้าเข้าไปซื้อผิดจังหวะ อย่างมากก็รอให้วงจรขาลงจบไปรอบหนึ่งก่อน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน แล้วค่อยเข้าไปเฉลี่ยต้นทุนในช่วงที่กลับสู่วัฏจักรขาขึ้น ทว่าที่น่าหนักใจ คือหุ้นวัฏจักรที่มีวงจรชีวิตยาวถึงยาวนาน หุ้นประเภทนี้สร้างความปวดหัวให้กับนักลงทุน ผู้ไม่รู้ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากพอเห็นหุ้นประเภทนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง นึกอยากซื้อตามดูบ้างก็กลัว เพราะกราฟสูงชันจนไม่น่ามีแรงไปต่อ แต่พอนั่งดูไปสักระยะ หุ้นยังขึ้นต่อไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง สะท้อนวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมที่หุ้นตัวนั้นอยู่ ดูไปดูมาทนไม่ไหว ขอเข้าไปมีส่วนร่วมสักหน่อย ไม่นานหุ้นก็รูดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในใจยังหวังว่า แค่ปรับฐานไม่นานเดี๋ยวคงขึ้นต่อ รอจนเงินที่ลงทุนหายไปครึ่งหนึ่งจึงได้ร้อง อ๋อ! พรางเจ็บใจที่ไปลงทุนในช่วงที่อุตสาหกรรมเขากำลังจะจบวงจรขาขึ้นพอดี คนที่รู้เขาก็ถอยออกไปตั้งแต่เห็นสัญญาณเริ่มต้นของวัฏจักรขาลงแล้ว หลังจากนั้นจึงได้ตระหนักว่า ต้องพัฒนาตนเองเป็นนักลงทุน ผู้รู้ ก่อนถึงจะทำกำไรจากหุ้นวัฏจักรได้อย่างอู้ฟู่ ปรมาจารย์ ลินช์ ชี้แนะว่า การจะรู้จักและเข้าใจวงจรหุ้นวัฏจักรต้องอาศัยการทำงานหนักเท่านั้น จะสามารถจับสัญญาณขาขึ้นของหุ้นวัฏจักรได้ หากนายท่านศึกษาและติดตามข้อมูลจนรู้ซึ้งแตกฉาน ย่อมจะเห็นสัญญาณขาขึ้นก่อนใคร
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:37 pm
0
0
หุ้นวัฏจักร
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=holysix&date=15-10-2005&group=1&gblog=2 หุ้นวัฎจักร-อะไรเคยดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไม่ได้ หุ้นวัฎจักร-อะไรเคยดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไม่ได้ อาทิตย์นี้ ปอดว่างๆ ฝนก็ตก ไปไหนลำบาก ก็เลยไปหาหนังสือมาอ่านเล่นๆครับ ได้หนังสือของ ปีเตอร์ ลินช์ ที่แปลจาก beating the street มาอ่านฆ่าเวลา ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่า ผมไม่มีความรู้ในทางการลงทุนเลยนะครับ ในหนังสือมีหัวข้อหนึ่งเขียนว่า "หุ้นวัฏจักร: อะไรที่แย่ เดี๋ยวมันก็ดี" ทำให้ผมสนใจหุ้นกลุ่มนี้มาก เพราะเห็นว่า ในตลาดหุ้นไทยมีก็เพียงกลุ่มนี้แหละ ที่น่าจะทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงจัง ถ้าเข้าถูกจังหวะ ส่วนใหญ่ หนังสือที่ผมอ่านทางการลงทุน ก็เป็นหนังสือแปล เป็นแนวคิดของคนอเมริกา ซึ่งตลาดบ้านเรา คนละเรื่องกับตลาดบ้านเขาเลย เช่น บริษัทเราหาธรรมาภิบาลยาก ถ้าธรรมาภิบาลยังไม่ดี เราจะวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้องอย่างไร บริษัทบ้านเราไม่มีสินค้าที่เป็น product ที่สามารถทำให้เกิด brand royalty จนสามารถขยายสาขาไปได้มาก หรือมีศักยภาพทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง เหมือนที่อเมริกาที่สินค้าเขาขายได้ทั่วโลก ฯลฯ ทีนี้มาเรื่องที่ผมกำลังสนใจ แต่ไม่มีความรู้ครับ คือ หุ้นวัฏจักร ถ้าใครมีความรู้ ช่วยเข้ามาชี้ทางกระจ่างให้ผมก็จะขอบคุณมากครับ หุ้นแบบนี้ สำหรับคนที่เข้าถูกจังหวะ จะรวยไม่รู้เรื่องเลย และมันมีอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วย ส่วนใหญ่เป็นสินค้า commodities ทั้งหลาย เช่น โลหะพวก เหล็ก ทองแดง สังกะสี ทองคำ เดินเรือ น้ำมัน ปิโตรเคมี ใครที่เคยซื้อ atc, psl, rcl, tta ตอนขาขึ้น คงได้กันหลายสิบเท่าไปเรียบร้อยแล้ว ในระยะเวลาไม่กี่ปี แต่แน่นอน ถ้าเข้าผิดจังหวะ ก็เจ๊งแน่นอน หุ้นกลุ่มนี้ เขาว่า p/e ต่ำๆ ให้ขาย p/e สูงๆ ให้ซื้อ ตอนนี้ p/e ก็ลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วทั้งนั้น ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ tta อย่างกลุ่มไทเก้น ได้ขายไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับ บ้านปู ที่ทะยอยขาย atc สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจในกลุ่มวัฏจักร คงจะขายก่อนที่ราคามันจะลง อาจจะไม่ต้องขายที่จุดสูงสุด แต่ขายเมื่อเห็นว่า upside gain มันเหลือน้อยแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ ยกเว้น เราจะเป็นผู้อยู่ในธุรกิจนั้นๆ และมีความแม่นในการวิเคราะห์ทิศทางของธุรกิจเสียเอง ทีนี้ ถ้า p/e ดูไม่ได้ เราจะดูอะไรดี ว่า ธุรกิจมันเข้า cycle ขาลงแน่แล้ว อันนี้ ผมอยากถามผู้รู้มากๆครับ แต่ถ้าให้ผมเดาเอง ก็ ๑ ดู p/bv เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือไม่ ๒ ดูกำไรว่า ลดลงหรือไม่ ผมว่า ข้อสอง นี้สำคัญมาก ถ้าธุรกิจเริ่มแสดงว่า ทำกำไรได้น้อยลง นั่นอาจจะมี upside gain เหลือเพียงเล็กน้อยแล้ว หรืออาจจะเริ่มเข้า cycle ขาลงกันเลยก็ได้ ทีนี้ ถ้าเรามาดูการลงทุน ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเติบโต แบบที่เข้าสูตรหุ้นชั้นดี คือ มีกำไรทุกปี จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ฯลฯ เราจะลงทุนอย่างไร? เรามองศักยภาพของธุรกิจไทยอยู่ที่ไหน หุ้นในกลุ่มไหน? ในเมื่อประชากรของเรา ไม่มี brand royalty ของสินค้าที่ผลิตในประเทศ ศักยภาพการส่งออกของเราสู้ต่างชาติไม่ได้ สินค้าของเราถูกกำหนดโดยภาพรวมของราคาสินค้าในตลาดโลก คือไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาสินค้าได้เอง ฯลฯ ยกเว้น หุ้นวัฎจักรที่ต้องเข้าขาขึ้นแล้ว ผมก็แทบหาไม่เจออีกเลย ที่จะมีหุ้นที่ทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการเติบโตของตัวธุรกิจเอง ส่วนใหญ่ เอาเข้าตลาดมาก็ตอนที่มัน peak แล้ว แถมยังปรับแต่งงบให้ดูดีก่อนเข้ามาอีก ดังจะเห็น ipo หลายตัวทำวีรเวรเอาไว้ จุดแข็งของเราอยู่ที่ไหนกันนะ? หุ้นกลุ่มไหนที่เราน่าจะซื้อลงทุนกันดีนะ? ใครรู้ช่วยตอบทีครับ ผมจะได้เปลี่ยนเป็นนักลงทุน ที่เห็นหุ้นแดงๆแล้วดีใจ เห็นหุ้นเขียวๆ แล้วเซ็ง ได้เสียที ถ้าให้ผมเดาเอง แบบคนไม่มีความรู้ ผมว่าน่าจะเป็นบริการ การอยู่ในทำเลที่ดี ภาพรวมของประเทศในทางการบริการและการท่องเที่ยวยังดูดี ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นไทย น่าจะอยู่ที่ ๑ รอลงทุนใน cycle ขาขึ้นของหุ้นวัฏจักร ๒ ลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ เพื่อรอ cycle ขาขึ้นรอบใหม่ของหุ้นวัฏจักร คือ -กลุ่มบริการ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล -กลุ่มพํฒนาอสังหาฯ ชั้นดี ที่มีประวัติยาวนาน ยิ่งเน้นขายต่างชาติ ยิ่ง work -กลุ่มที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะมีธุรกิจหลากหลาย คล้าย holding company -กลุ่มโรงงานที่มีการบริหารจัดการที่ดี -กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่มีศักยภาพ สามารถขยายงานไปในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ก็คงคิดได้เท่านี้ครับ เพราะความรู้ผมยังน้อยเหลือเกิน ผู้รู้ช่วยเติมให้ก็จะขอบคุณมากครับ จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 8 ต.ค. 48 10:20:24 A:58.136.68.244 X: TicketID:080268 ]
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:33 pm
0
0
หุ้นวัฏจักร
http://www.google.com/search?q=%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3&rls=com.microsoft:en-us:IE-SearchBox&ie=UTF-8&oe=UTF-8&sourceid=ie7&rlz=1I7CYBA_th 44. หมดยุคหุ้นวัฏจักร ? โปรย ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับการที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย หรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของกิจการและพฤติกรรมของหุ้น เนื้อหา การลงทุนในหุ้นวัฏจักร นั่นคือหุ้นของกิจการที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบๆ รอบละหลายปีนั้น เป็นศิลปะที่ผมคิดว่า ต้องอาศัยความสามารถและพลังของจิตใจแบบสุดยอด คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะประสบความสำเร็จสุดยอด ตรงกันข้าม คนที่ล้มเหลวก็จะเสียหายหนักไม่แพ้กัน ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับการที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย หรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของกิจการและพฤติกรรมของหุ้น ลองมาดูกรณีของหุ้นอะโรเมติกส์ หรือ ATC ซึ่งผมคิดว่าเป็นหุ้นวัฏจักรตัวหนึ่ง ที่สามารถที่จะเป็นตัวแทนของหุ้นวัฏจักรได้ค่อนข้างดี โดยบริษัทนี้ผลิตสินค้าปิโตรเคมีหลายชนิด ที่มักมีราคาขึ้นลงเป็นวัฏจักร ถ้าคุณติดตามบริษัทมานานพอคุณจะรู้ว่า บริษัทประสบกับความยากลำบากมานานหลายปี นับจากปีที่เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ คือ พ.ศ.2540 ซึ่งบริษัทขาดทุนกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการลดค่าเงินบาท ที่ทำให้บริษัทขาดทุนมหาศาล หลังจากนั้น บริษัทก็มักจะขาดทุนมาเกือบทุกปี ปีละหลายพันล้านบาท แน่นอนว่า คุณคงไม่อยากลงทุนในหุ้นที่ประสบปัญหาผลการดำเนินงานอย่างนั้น แต่ถ้าพอถึงสิ้น พ.ศ.2544 คุณรู้ว่า ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเริ่มปรับตัวดีขึ้น และผลการดำเนินงานของบริษัทน่าจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน พ.ศ. 2545 คุณตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาประมาณ 2.3 บาท พ.ศ.2545 ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นตามคาด ถึงสิ้นปีการขาดทุนของบริษัทลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 ล้านบาท ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 5.2 บาท คุณสามารถทำกำไรได้ 126 เปอร์เซ็นต์ ในเวลาเพียง 1 ปี นี่เป็นการใช้ความรู้ในเรื่องของธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเพราะคุณเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ขายหรือซื้อสินค้าของบริษัท หรือจะเป็นฝ่ายบัญชี หรืออาจจะเป็นเพราะคุณทราบมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของการวิเคราะห์ เรื่องความถูก หรือแพงของหุ้นเลย ว่าที่จริงถ้าคุณใช้สูตรในการคิดคำนวณราคาหุ้นต่างๆ ผลก็จะออกมาว่าราคาหุ้นที่ 2.3 บาทนั้น เป็นราคาที่แพงเกินไป ค่า PE ยังติดลบ ปันผลก็ยังไม่จ่าย และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้คุณสรุปว่าหุ้นยังไม่น่าซื้อ ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นในตอนสิ้น พ.ศ.2544 เพราะคุณดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทและพบว่าบริษัทยังขาดทุนถึงกว่า 3,500 ล้านบาท และคุณก็ไม่รู้ว่าราคาปิโตรเคมีกำลังเพิ่มขึ้น แต่คุณมาเห็นว่าเมื่อสิ้น พ.ศ.2545 บริษัทมีขาดทุนเพียงประมาณ 200 ล้านบาท เมื่อคุณเชื่อว่าราคาปิโตรเคมี น่าจะเป็น ขาขึ้น แล้ว คุณจึงตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาหุ้นละ 5.2 และถือไว้จนถึงสิ้น พ.ศ. 2546 คุณก็จะได้กำไรถึง 1,121 เปอร์เซ็นต์ หรือ 11.21 เท่าในเวลาเพียงปีเดียว เพราะราคาหุ้น ATC เพิ่มขึ้นเป็น 63.5 บาทต่อหุ้น ถ้าคุณเป็นคนเดียวกับคนที่รู้เรื่องปิโตรเคมีดี ที่ซื้อหุ้นตั้งแต่สิ้น พ.ศ. 2544 คุณก็ได้กำไรถึง 26.6 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี ผลการดำเนินงานของ พ.ศ.2546 ของบริษัทดีกว่าที่ทุกคนคาด บริษัทมีกำไรถึงประมาณ 4,000 ล้านบาท และแนวโน้มของราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นทุกคนคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เกือบทุกคนแนะนำให้ซื้อ สถาบันลงทุนต่างก็ต้องมีหุ้นตัวนี้เก็บเข้าพอร์ต หุ้นตัวนี้เป็น ดาว อย่างแท้จริง นักลงทุนทั่วไปต่างก็เข้ามาซื้อที่ราคา 63.5 บาท โดยหวังว่าจะได้กำไรอย่างรวดเร็ว เป้าหมายราคานั้น 100 บาทก็อาจจะไม่แพง เมื่อคำนึงถึงการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดและอนาคตที่สดใส ผลการดำเนินงาน พ.ศ.2547 ของบริษัทเป็นไปตามคาด หรือน่าจะพูดว่าดีกว่าที่คาดไว้มาก เพราะบริษัททำกำไรถึงกว่า 10,000 ล้านบาท จากยอดขายกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหน สิ้น พ.ศ.2547 ราคาหุ้นอยู่ที่ 62.5 บาท ขาดทุนอยู่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ หลายๆ แห่ง ก็ยังแนะนำให้ซื้อ เพราะเมื่อดูตาม พื้นฐาน แล้ว หุ้นมีราคาถูกมาก ค่า PE เหลือเพียง 5.8 เท่า แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์จะอ่อนตัวลงบ้าง แต่กำไรก็ยังน่าจะสูงมากอยู่ดี คนที่ซื้อไว้ก็ยังไม่ถอย Value Investor หลายคนเข้ามาซื้อ เพราะหุ้นทั้งถูกสุดยอดและดี กำไรลดยังไงก็คุ้ม กำไรในช่วง 9 เดือนแรกของ พ.ศ.2548 บริษัทยังดีตามคาด แม้ว่ากำไรจะลดลงจากพ.ศ.2547 แต่ก็ยังสูงถึง 4,544 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นถึง 4.71 บาท ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง นี่คือผลของการวิเคราะห์หุ้นวัฏจักร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์หุ้นแบบปกติ และทำโดยคนที่ไม่รู้จักธุรกิจและพฤติกรรมของหุ้นกลุ่มนี้ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าหุ้น ATC ณ ระดับราคา หรือช่วงเวลานั้น ถูกหรือแพง หรือแนะนำให้ซื้อหรือขาย แต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะผมเองไม่มีความสามารถจะบอกได้ เนื่องจากไม่รู้จักธุรกิจนี้ดีพอ ทว่าในแง่ของพฤติกรรมหุ้นนั้น ผมคิดว่า เราไม่สามารถหวังว่าหุ้นจะขึ้นไปรุนแรงอย่างที่มันเคยเป็นในช่วงดีดตัวขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนวัฏจักร ถ้าถามว่า ขาลง ของหุ้นสิ้นสุดหรือยัง คำตอบก็แบบเดิมนั่นคือ บอกไม่ได้ เพราะราคาของหุ้นวัฏจักรมันไม่ได้ตามวัฏจักรของราคาผลิตภัณฑ์ ในเวลาที่ตรงกัน เกมของหุ้นวัฏจักรเป็นเกมที่ ความเสี่ยงสูงผลตอบแทนสูง ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในฐานะไหนของเกม
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:29 pm
0
0
ผลประกอบการแต่ละไตรมาส
รายไตรมาสไม่เกิน 45 วัน งบปีไม่เกิน 60 วัน ที่เคยอ่านเจอนะคะ แต่รอคนอื่นมายืนยันอีกทีนะคะ
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:12 pm
0
0
ปันผล pttep ทำไมถูกหัก ณ ที่จ่าย
จ่ายสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2551 อีก ในอัตราหุ้นละ 2.56 บาท โดยจะจ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมทั้งจำนวน จ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมทั้งจำนวนแสดงว่าเอาเงินปันผลไปเครดิตภาษีได้ค่ะ :)
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 2:02 pm
0
0
ปันผล pttep ทำไมถูกหัก ณ ที่จ่าย
ที่ ปตท.สผ. 20.910 / 022 / 2552 30 มกราคม 2552 เรื่อง การเสนอจ่ายเงินปันผล ประจำปี 2551 เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ขอแจ้งว่า คณะกรรมการบริษัทฯ ในการประชุมครั้งที่ 1/2552/290 วันที่ 30 มกราคม 2552 ได้มีมติให้เสนอ จ่ายเงินปันผลประจำปี 2551 สำหรับผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มบริษัท ในอัตราหุ้นละ 5.42 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย เงินปันผลกรณีปกติที่อัตราหุ้นละ 4.79 บาท และกรณีพิเศษที่อัตราหุ้นละ 0.63 บาท โดยเสนอจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิ ตามสัดส่วนที่เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและประมวล รัษฎากร ที่อัตราหุ้นละ 5.12 บาท และ 0.30 บาท ตามลำดับ เพื่อนำเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 ต่อไป ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2551 ไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 2.86 บาท จากกำไรสุทธิที่เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่อัตราหุ้นละ 2.56 บาท และจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรที่อัตราหุ้นละ 0.30 บาท เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 จึงยังคงต้องจ่ายสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2551 อีก ในอัตราหุ้นละ 2.56 บาท โดยจะจ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมทั้งจำนวน ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดให้วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) เข้าร่วมการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 และมีสิทธิในการรับเงินปันผล โดยจะรวบรวม รายชื่อตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551) ด้วยวิธีปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 และจะจ่ายเงินปันผล ที่อัตรา 2.56 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 10 เมษายน 2552 จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอแสดงความนับถือ อนนต์ สิริแสงทักษิณ (นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการเงิน โทร. 0-2537-4512, 0-2537-4611
โดย
ily
อาทิตย์ เม.ย. 05, 2009 1:59 pm
0
0
คุณจะตายเพราะความรัก หรือจะตายโดยไม่เคยมีความรักเลย
วันนี้ได้ไปดูหนังเรื่อง "ความจำสั้น แต่รักฉันยาว" ชอบมากใครว่ารักครั้งแรกที่ผิดหวังจะจบลงด้วยความเศร้าเสมอ ประทับใจมากที่สุดตอนจบที่พระเอกพูดประมาณว่า "เค้าไม่เคยลืมรักครั้งเก่าเลย แต่เค้ามีรักครั้งใหม่กับคนคนเดิม" :D
โดย
ily
เสาร์ มี.ค. 14, 2009 7:56 pm
0
0
ไม่ทราบว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้น อุตสาหกรรมอะไรจะดีก่อนตามลำดับ
http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=3019 เจพีฯยาหอมตลาดหุ้นเกิดใหม่ฟื้นตัวก่อนใคร เจพีมอร์แกน แจกข่าวดีหุ้นไทย ฟันธงตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวก่อนตลาดภูมิภาคอื่น แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอยหลังสุด เหตุได้นโยบายการเงิน -รัฐอัดงบกระตุ้นศก. โดยเฉพาะการได้เศรษฐกิจจีนช่วยหนุนอีกแรง คาดหุ้นที่จะฟื้นตัวกลุ่มแรก คือกลุ่มแบงก์ กลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศ และสินค้าอิเล็กฯ ขณะที่โบรกเกอร์ ร่วมหนุน เชื่อมาตรการกระตุ้นการลงทุนทำให้ศก. ฟื้นตัวเร็ว มองตลาดหุ้นไทยผ่านจุดที่เลวร้ายสุดแล้ว แนะนำซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานดี จ่ายเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสาร-แบงก์ แต่นายแบงก์ ยังไม่เชื่อจะฟื้นเร็ว เหตุศก.ประเทศเกิดใหม่ยังพึ่งพิงส่งออกมากเกินไป เริ่มศักราชใหม่ปีนี้ ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นทั่วโลกเจอบททดสอบอย่างหนักทีเดียว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง จนเข้าสู่ภาวะถดถอยในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยูโรโซน และรวมไปถึงประเทศในภูมิภาคเอเซียอย่างญี่ปุ่นที่ต่างออกมายอมรับว่าประเทศตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ในขณะที่พี่เบิ้มคือประเทศจีนนั้น แม้จะยังไม่ประสบกับปัญหาเหมือนญี่ปุ่น แต่การขยายตัวก็ยังมีอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงก็ตาม ในขณะที่ประเทศในกลุ่มเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นไทย สิงคโปร์ อินโดนิเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ประคองตัวให้ไม่ติดลบได้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะมีการคาดการณ์จากสถาบันการเงิน โบรกเกอร์หลายสำนักทั้งในและต่างประเทศว่าตัวเลขเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของกลุ่มประเทศดังกล่าวจะติดลบกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ติดลบถึง 2 หลัก เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกไปต่างประเทศมากที่สุด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในรอบ 1-2 เดือนของปี 2552 นี้ ตลาดหุ้นแทบจะทุกภูมิภาคของโลก ต้องประสบกับสภาวะการณ์เดียวกันหมด นั่นคือภาวะการซื้อขายที่ค่อนข้างจะซบเซา ดัชนีที่ปรับตัวลดลง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนในหลายๆเรื่อง ทั้งแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 8 แสนล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ และรวมไปถึงอีกหลายๆประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นฟูสถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของตลาดหุ้นไทยก็ไม่แตกต่างจากตลาดหุ้นประเทศอื่น เนื่องจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศก็รอคอยเรื่องดังกล่าวเช่นกัน รวมไปถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าจะเห็นผลมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังคงปักหลักกดดันรัฐบาล และเตรียมจะเคลื่อนไหวอีกครั้งในวันที่ 14 ก.พ. รวมไปถึงการจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และยื่นญัตติเพื่อขอถอดถอนนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 12-13 มีนาคมนี้นั้น ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันการลงทุนในตลาดฯ เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าตลาดหุ้นจะไร้ซึ่งข่าวดีไปหมดทุกอย่าง แม้อาจจะถูกปัจจัยลบทั้งใน นอกประเทศ กระทบ เนื่องจากวานนี้ (12 ก.พ.) บริษัทหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศอย่างเจพีมอร์แกน ระบุว่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งรวมอยู่ในตลาดหุ้นเกิดใหม่นั้น จะฟื้นตัวในระยะเวลาไม่นานนักและน่าจะฟื้นตัวก่อนตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น *เจพีฯ ชี้นโยบายศก.-การเงิน หนุนตลาดหุ้นเกิดใหม่ฟื้นเร็ว รายงานข่าวบนเว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า เจพีมอร์แกนเชสแอนด์โค คาดตลาดเกิดใหม่จะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่จะเป็นกลุ่มแรกที่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังจีนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายเอเดรียน โมวัตหัวหน้านักวิเคราะห์กลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเจพีมอร์แกนระบุว่า การลดอัตราดอกเบี้ยและการใช้จ่ายภาครัฐจะช่วยให้ตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจ แม้กำไรของภาคธุรกิจจะลดลงในช่วงครึ่งปีแรกก็ตาม โดยเจพีมอร์แกนคาดว่า หุ้นที่จะฟื้นตัวเป็นกลุ่มแรกจะอยู่ในกลุ่มหุ้นวัฏจักรเช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศ และกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค 'ตลาดเกิดใหม่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นกลุ่มสุดท้าย แต่จะเป็นกลุ่มแรกที่ฟื้นตัว เนื่องจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะเริ่มทำงาน โดยมีเศรษฐกิจจีนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนหลัก' นายโมวัตกล่าว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านหยวน (586 พันล้านดอลลาร์) ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้ลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 5 ครั้งนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันวานนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.5% มาอยู่ที่ 2% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 'อัตราดอกเบี้ยในตลาดเกิดใหม่ลดลงอย่างรวดเร็วเกินคาด หลังเงินเฟ้อลดลง ประกอบกับธนาคารกลางในประเทศเหล่านั้นจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ' นายโมวัตกล่าว *FNS เชียร์แนวคิดเจพีฯ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว นายวรุฒม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันซ่า กล่าวว่า มีความเห็นตรงกันกับคาดการณ์ของเจพีมอร์แกนฯ มองว่าตลาดเกิดใหม่จะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่จะเป็นกลุ่มแรกที่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Market ในเอเชียไม่ใช่ต้นตอจุดกำเนิดของวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ แต่ผลกระทบที่เผชิญเป็นเพราะในทางการลงทุนได้พึ่งพิงจิตวิทยาการลงทุนจากฟากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และมีธุรกรรมการค้าขายส่งออกไปอเมริกาเป็นตลาดหลักซึ่งมียอดการสั่งซื้อมูลค่ามหาศาล และด้วยขนาดของระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศที่ยังไม่ใหญ่โตมาก การอัดฉีดเงินช่วยเหลือภายของรัฐบาลจึงจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ฟื้นฟูสภาพคล่องและเกื้อหนุนการลงทุนได้ โดยเฉพาะการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายหรือลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่นเมกะโปรเจ็ก ซึ่งจะกระตุ้นการจ้างงาน รวมไปถึงนโยบายการคลังเช่นการลดภาษีหรือนโยบายการเงินในการลดดอกเบี้ยต่างก็เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้สภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น สาเหตุสำคัญที่จะทำให้ตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวได้เร็ว เพราะ 1)หุ้นซื้อขายกันที่ราคาต่ำมากจากแรงขายด้วยความตื่นตระหนกทำให้ราคาหุ้นกว่า 80%ในเอเชียต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 2)มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้หลังจากนี้ 3)เงินทุนในโลกจะไหลเข้ามาในเอเชียเพราะย้ายจากสหรัฐฯและยุโรปที่ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ถดถอยระดับซึมลึก4)สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเลวร้ายในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดหรือ Bottom Out ไปแล้วในช่วงปีที่ผ่านมาที่ดัชนีฯดิ่งลงมาแรงกว่า 400 จุดมาทำจุดต่ำสุดที่บริเวณ 380 จุด ซึ่งในช่วงนี้ตลาดฯกำลังสร้างฐานและยกจุดต่ำสูงขึ้น โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่รัฐบาลพยายามอัดฉีดเข้ามาน่าจะทำให้เศรษฐกิในประเทศและตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3/51 เป็นต้นไป ในช่วงนี้จึงแนะนำซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่จ่ายเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสาร ADVANC และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับผลดีจากสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีแนวโน้มดีขึ้น เช่น KBANK -BBL -SCB *บล.กสิกรฯ ชี้ ตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวเร็ว ให้กรอบ418-460 จุด นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดเกิดใหม่จะเป็นกลุ่มแรกที่เกิดการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินในแถบภูมิภาคเอเซียไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในครั้งนี้โดยตรง ดังนั้นเม็ดเงินที่จะดึงมาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจึงมีมาก จึงมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศทางยุโรปและสหรัฐ ขณะที่สัญญาณการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด เช่น ราคาถ่านหิน ราคาเหล็ก และค่าระวางเรือที่รีบาวน์ขึ้นชี้ให้เห็นถึงดีมานด์ที่แท้จริง ที่เริ่มฟื้นตัวจากความต้องการสินค้าจากประเทศจีน และประเทศในแทบภูมิภาคเอเซียหลังรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบผ่านโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ สำหรับแนวโน้มดัชนีในแถบภูมภาคเอเซียในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่าดัชนีเริ่มรีบาวน์ขึ้นและมีความโดดเด่นกว่าตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ขณะที่แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 52 มองว่าจะไม่เกิดจุดต่ำสุดใหม่ โดยการเคลื่อนไหวของดัชนีฯจะอยู่ในกรอบ 418-460 จุด ดังนั้นเมื่อดัชนีลงหลุด 420 จุดมองเป็นจังหวะที่เข้าซื้อหุ้น และรอขายเมื่อดัชนีทดสอบแนวต้านที่ 460 จุด แนะนำให้เลือกลงทุนกลุ่มถ่านหิน กลุ่มเดินเรือ และ กลุ่มเหล็ก ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการจากจีน รวมไปถึงให้ลงทุนในกลุ่มพาณิชย์ กลุ่ม สื่อสาร กลุ่มรับเหมา และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะได้รับอานิงส์จากมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ *นายแบงก์ ยังไม่เชื่อตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวเร็ว นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยไม่น่าจะสามารถฟื้นตัวได้ก่อนภูมิภาคอื่น เนื่องจากประเทศเกิดใหม่เช่น ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีการพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสูง โดยไทยส่งออกถึง 70% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ดังนั้นหากเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ฟื้นเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่รวมทั้งประเทศไทยก็จะไม่สามารถฟื้นตัวได้ "แม้รัฐบาลของแต่ละประเทศจะพยายามออกมาตรการมาฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ตาม แต่การใช้จ่ายของรัฐบาลก็มีเพียง 10% ของ จีดีพีจึงไม่สามารถทดแทนการส่งออกที่มีสัดส่วนมากได้" นายบันลือศักดิ์ กล่าว สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ก่อน หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวนั้น มองว่าน่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ เพราะกลุ่มเหล่านี้จะอ่อนไหวไปตามเศรษฐกิจ ถ้าหากเศรษฐกิจชะลอ ก็จะชะลอตาม แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นก็จะฟื้นตามส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้นก็จะเป็นอุตสากรรมที่ฟื้นตัวต่อจากอุตสาหกรรมที่ได้กล่าวมาแล้วเพราะจะต้องมีการเบิกใช้สินเชื่อ ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตามแม้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไม่น่าจะฟื้นตัวก่อน แต่ก็สามารถทรงตัวได้โดยในส่วนของประเทศไทยต้องแยกออกมาเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในรอบนี้ เพราะธนาคารพาณิชย์ประเทศไทยมีความระมัดระวังมาก ข่าวจาก E-Finance Thai
โดย
ily
พฤหัสฯ. ก.พ. 12, 2009 9:59 pm
0
0
BETA สูง
Beta = ค่าความผันผวนของหุ้นนั้นๆเมื่อเทียบกับตลาด Beta = 1 หมายถึงหุ้นตัวนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตลาด เช่นตลาดขึ้น 1 % หุ้นนี้ก็จะขึ้น 1% Beta > 1 หมายถึงหุ้นตัวนี้มีการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าตลาด เช่นตลาดขึ้น 1 % หุ้นนี้ก็จะขึ้นมากกว่า 1% Beta < 1 หมายถึงหุ้นตัวนี้มีการเปลี่ยนแปลงต่ำกว่าตลาด เช่นตลาดขึ้น 1 % หุ้นนี้ก็จะขึ้นต่ำกว่า 1% จาก Thai Value Investor Webbord Forum Index->Value Investing -> คุณวิบูลย์ ขอรายชื่อหุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนหน่อยครับ->page 8 คุณ Mon money ตอบ http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=1250&postdays=0&postorder=asc&start=210
โดย
ily
อังคาร ก.พ. 10, 2009 12:34 pm
0
0
Stock Selection is not Everything./นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) จาก settrade blog Sunday, 8 February 2009 0096: ซื้อเฉลี่ยขาลง??? « 0089 : Stock Selection is not Everything. | Main เป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่นักลงทุนจะชอบซื้อเฉลี่ยขาลง... ถ้าซื้อหุ้น A ที่ราคา 10 บาท แล้ววันต่อมาหุ้นตกทันทีเหลือแค่ 9 บาท เราจะอยากซื้อเฉลี่ยขาลง เพราะเหมือนได้ซื้อของถูกกว่าเดิม ที่สำคัญ ต้นทุนเฉลี่ยของเราจะลดลงด้วยทำให้เราขาดทุนลดลงจาก 10% เหลือแค่ 5% แบบนี้ใครจะไม่อยากทำ แต่เดี๋ยวก่อน โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี จริงอยู่ที่การซื้อเฉลี่ยขาลงทำให้เราขาดทุนน้อยลงเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน แต่สิ่งที่เราต้องนำไปแลกคือ Risk Exposure ที่เพิ่มขึ้น พอร์ตของเรามี Exposure กับหุ้นตัวนั้น เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว ถ้าความซวยยังไม่หยุด หุ้น A ดันหล่นลงต่อไปเหลือแค่ 8 บาท คราวนี้เราจะมองเห็นได้ว่าเงินก้อนที่สองที่ใส่ลงไปไม่ได้ช่วยทำให้เงินก้อนแรกขาดทุนน้อยลงจริงอย่างที่เราคิด ตอนนี้กลายเป็นว่าเราขาดทุนทั้งเงินก้อนแรกและเงินก้อนที่สองด้วย แทนที่จะขาดทุนแค่ 2 บาทจากเงินก้อนแรกก้อนเดียวถ้าตัดใจไม่ซื้อเฉลี่ย ตอนนี้เรากลับต้องมาขาดทุนมากถึง 3 บาทแทน เพราะฉะนั้น "การซื้อเฉลี่ยขาลงจึงเป็นการทำให้การขาดทุนเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ลดลง แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินแล้วจะสูงขึ้น" คนที่ชอบการซื้อเฉลี่ยขาลงมักจะแย้งว่า หุ้นดียิ่งตกเราต้องยิ่งซื้อ แต่พวกเขาลืมไปว่าตรรกนั้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ เราสามารถเลือกหุ้นได้ถูกต้องทุกครั้ง แต่อย่างที่บอกไปแล้วเมื่อครั้งก่อนว่าแม้แต่คนที่เก่งที่สุดยังเลือกหุ้นถูกแค่ 65% เท่านั้น การลงทุนและธุรกิจเป็นเรื่องที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก การเลือกหุ้นทุกครั้งจึงต้องเผื่อใจเสมอว่า ตลาดอาจเป็นฝ่ายคิดถูกในขณะที่เราคิดผิดเองก็ได้ มีโอกาสเสมอที่หุ้นที่เราซื้อจะมีพื้นฐานที่แย่ลงเรื่อยๆ อย่าง"ถาวร" จึงไม่ควรเดิมพันกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งด้วยการซื้อเฉลี่ยขาลงแบบไร้ลิมิตเป็นอันขาด ที่จริงแล้ว ถ้าคุณมั่นใจว่าราคาหุ้นที่คุณซื้อเป็นราคาที่ undervalued แน่ๆ สิ่งที่คุณควรทำมากกว่าการซื้อเฉลี่ยเมื่อหุ้นลงคือ การอยู่เฉยๆ เพราะถ้าหุ้นนั้น undervalued จริงๆ สุดท้ายมันจะต้องกลับขึ้นมาใหม่ได้ การซื้อเฉลี่ยขาลงกลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่คุณจะเสียหายหนักถ้าหากการวิเคราะห์ของคุณผิดพลาด บ่อยครั้งที่เราซื้อเฉลี่ยขาลงเพราะเราไม่ชอบที่คนอื่นสามารถซื้อหุ้นตัวนั้นได้ต่ำกว่าเรา (ก็เราเจอหุ้นเด็ดตัวนี้ก่อนพวกเขานี่หน่า) ทั้งที่ผลงานของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผลงานของคนอื่นเป็นอย่างไรเลยสักนิด ผมไม่ได้ถึงกลับบอกว่าห้ามซื้อเฉลี่ยขาลงเด็ดขาด แต่อยากให้เข้าใจว่าการซื้อเฉลี่ยขาลงไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหุ้นตกได้อย่างที่คิด แต่เพิ่มโอกาสที่เราจะหมดตัวมากกว่า คุณอาจซื้อเฉลี่ยขาลงบ้างก็ได้ แต่ขอให้ set ลิมิตเอาไว้ทุกครั้งว่าเราสามารถขาดทุนกับหุ้นตัวเดียวได้มากที่สุดแค่ไหน ถ้าซื้อเกินลิมิตนี้แล้วหุ้นยังลงต่อไปอีก ต้องลดความต้องการที่จะเอาชนะลง ยอมรับความผิดพลาดครั้งนั้นเสีย และไม่ซื้อเฉลี่ยเพิ่มอีก คนที่ชอบซื้อเฉลี่ยขาลงส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่าหุ้นที่ลงมากๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องขึ้น แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้มีกฏอย่างนั้นอยู่ในตลาดหุ้น Don't buy into destitution!! Charles G.Watts สอนก็นักลงทุนว่า อย่าซื้อเฉลี่ยขาลง เพราะแม้ว่า 4 ใน 5 ครั้งหุ้นมักจะกลับมาได้ก็จริง แต่ถ้าเราถือคติยิ่งตกยิ่งซื้อ กำไรทั้งหมดที่ได้มาในสี่ครั้งแรกรวมทั้งทุนของเราจะหายไปกับครั้งที่ 5 แค่เพียงครั้งเดียว คนที่ไม่เคยซื้อเฉลี่ยขาลงจะไม่มีวันหมดตัว
โดย
ily
จันทร์ ก.พ. 09, 2009 12:26 pm
0
0
การเงิน 6 มิติ /เทพ รุ่งธนาภิรมย์/Settrade Blog
การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552 05:00เมื่อผมตกงาน..โดย : โดย ..พจนี คงคาลัย คงไม่มีใครอยากตกงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องของอนาคตเราก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นทุกคนจึงไม่ควรประมาทเมื่อมีงานทำมีรายได้ก็ควรจะต้องรู้จักรักษางานหรืออาชีพที่มีอยู่นั้นให้ดีที่สุด รู้จักการเก็บออมสำหรับใช้จ่ายในอนาคต หรือในยามที่ไม่มีรายได้ เมื่อผมตกงาน ผมรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเงินออมอย่างมาก เป็นคำพูดของสามีแฟนคอลัมน์ท่านหนึ่ง ที่เธอเฝ้าพยายามแนะนำสามีของเธอให้แบ่งเงินเดือนบางส่วนมาออมบ้าง เธอพยายามพูดอยู่เกือบปี จึงสำเร็จ สามีของเธอทำงานกับบริษัทต่างชาติเงินเดือนประมาณ 70,000 บาท อันดับแรกเธอแนะนำสามีของเธอให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ฝากเท่าๆ กันทุกเดือนเป็นระยะเวลา 2 ปี ไม่ต้องเสียภาษี โดยแนะนำให้ฝากเดือนละ 20,000 บาท แต่สามีเธอไม่สนใจเพราะเป็นคนไม่ค่อยมีวินัยในการออมเท่าไรไม่แน่ใจจะฝากได้ทุกเดือนหรือไม่ แต่สามีคิดว่าจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ที่เป็นบัญชีเงินเดือน ซึ่งแน่นอนไม่น่าจะเก็บได้ตามที่ตั้งใจเพราะบัญชีนั้นมีบัตร ATM ถอนได้ง่ายดายมากประกอบกับสามีของเธอเป็นคนใจโตเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่ เธอจึงปรึกษาว่าน่าจะใช้เครื่องมือใดในการออม ได้แนะนำให้เปิดบัญชีกองทุนรวมที่สามารถซื้อ-ขายได้ทุกวัน ลงทุนในตราสารหนี้ ความเสี่ยงต่ำ ไม่เสียภาษี สามีตกลงเปิดบัญชีกองทุนรวม จำนวนเงิน 50,000 บาทในครั้งแรก โดยเธอเป็นผู้ดูแลบัญชีติดตามให้ฝากทุกเดือนพร้อมรายงานยอดเงินในบัญชี เพื่อให้เกิดกำลังใจกับผู้ออม โดยทุกเดือนสามีจะนำเงินมาให้เธอซื้อกองทุนให้ทุกเดือนประมาณ 20,000-50,000 บาท จนในที่สุดสามีของเธอสามารถเก็บเงินได้ร่วมล้านบาทภายในระยะเวลาปีครึ่ง และรู้สึกสนุกกับการออมมากๆ ซึ่งระหว่างเส้นทางของการออมก็จะนำเงินบางส่วนไปซื้อกองทุนรวมที่ผลตอบแทนดีๆ บ้าง หรือ นำไปฝากประจำระยะสั้นๆ บ้าง แหละแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อสามีของเธอซึ่งมีผลงานดี เป็นกำลังของบริษัทถูกเลิกจ้างอย่างไร้สาเหตุ แต่เท่าที่ฟังดูน่าจะเกิดจากการขัดแย้งกับหัวหน้างานชาวต่างชาติมากกว่า ถึงวันนี้เขาตกงานมาเป็นระยะเวลาร่วมปีแล้ว การหางานใหม่ไม่ง่ายนักด้วยเงินเดือนที่สูงพอสมควรบวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนต่างๆ ทำให้หลายๆ งานที่น่าจะได้กลับเงียบหายไป ตลอดระยะเวลาร่วมปีที่ตกงานเขาใช้เงินอย่างประหยัดและรู้ถึงคุณค่าของเงินออมก้อนนี้อย่างมากที่ช่วยให้เขามีกินมีใช้ ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปและไม่ต้องเป็นภาระของภรรยา เขาบอกว่าไม่รู้จะขอบคุณภรรยาอย่างไรที่แนะนำเขาให้ออมในวันนั้น วันนี้ถึงแม้ตกงานแต่ก็ยังสามารถเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ หากรู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด ผมอยากจะบอกผู้อ่านทุกท่านว่า เพราะเงินออมก้อนนี้แท้ๆ ที่ช่วยชีวิตผมยามที่ผมตกงาน จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่มีงานทำ แต่ผมไม่เคยท้อที่จะหางานต่อไป ออมเถอะครับยามที่ทุกท่านยังมีรายได้ วันหนึ่งข้างหน้าเงินออมก้อนนี้จะมีประโยชน์กับทุกท่านมากๆ ในวันที่ท่านไม่มีรายได้ (ตกงาน เกษียณ ฯลฯ) ในวันที่ท่านเดือดร้อนจำเป็นต้องใช้เงิน เงินออมช่วยท่านได้ ช่วยกันเก็บเงินเถอะครับ มีแต่ได้กับได้ Tags : ตกงาน วางแผนการเงิน
โดย
ily
อาทิตย์ ก.พ. 08, 2009 2:27 pm
0
0
การเงิน 6 มิติ /เทพ รุ่งธนาภิรมย์/Settrade Blog
การเงิน - การลงทุน : การเงินส่วนบุคคล วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552 00:00ทั่วเอเชียฮือออมเงิน-รัดเข็มขัดโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วิกฤติเศรษฐกิจที่แผ่ความน่ากลัวปกคลุมไปทั่วโลก จนปลุกให้กระแสความตื่นตัวในการออมเงิน และรัดเข็มขัดกำจัดค่าใช้จ่ายขึ้นทันตา ไม่ว่าจะเป็นผลสำรวจจากค่ายหรือสำนักไหนก็ตาม จะพบว่าคนทั่วโลก กำลังเกาะกระแสความตื่นตัวในการประหยัด และออมเงินกันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก รัดเข็มขัด ตั้งเป้าเก็บเงินออมเฉลี่ย 11-20% ของรายได้ในปีหน้า ถ้าติดตามข่าวสารข้อมูลก็จะพบว่า กระแสรับมือวิกฤติเศรษฐกิจแรงจริงๆ O"คนโสด-ผู้ชาย" มุ่งมั่นออม ผลการสำรวจของมาสเตอร์การ์ดล่าสุด พบว่า กระแสการตื่นตัวมีมากจริงๆ ซึ่งการสำรวจผู้บริโภคจาก 14 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย พบว่าผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกถึง 87% ที่เห็นว่า การเก็บออมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเตรียมวางแผนเก็บเงินออมมากขึ้น สำหรับคนไทย ผลสำรวจระบุว่า 89.5% ของคนไทยเห็นว่าการออมสำคัญมากสำหรับพวกเขา ซึ่งจะเห็นว่า สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก มีเพียงประมาณ 1.75%เท่านั้น ที่คิดว่าสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องออมเลย ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 8.75% รู้สึกเฉยๆ และหากมองแยกลงไปถึงเพศ จากเดิมที่เราเข้าใจกันว่า หญิงไทยออมเงินเก่งกว่าชายไทย แต่จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ฝ่ายชายไทยตื่นตัวในการออมเงินมากกว่าฝ่ายหญิง ซึ่งสวนทางกับเกณฑ์เฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิก ที่ผู้หญิงยังคงให้ความสำคัญกับการออมมากกว่า และคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ให้ความสำคัญในการออมเงินมากกว่าคนที่อายุมากกว่า 30 ปี ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ คนโสดให้ความสำคัญในการออมเงินมากกว่าคนที่มีครอบครัว สวนทางกับเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศในเอเชียแปซิฟิก ที่คนมีครอบครัวจะให้ความสำคัญในการออมมากกว่าคนโสด แต่ถ้าแยกแยะตามระดับรายได้ของคนไทย จะพบว่ากลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์ หรือราว 350,000 บาทต่อปี สนใจการเก็บออมมากกว่า กลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 ดอลลาร์ หรือราว 1,050,000 บาทต่อปี Oคนไทยออมเผื่อฉุกเฉินมากกว่าภูมิภาค ผลจากการสำรวจพบว่าการเก็บออมเงินเผื่อฉุกเฉิน เป็นแรงจูงใจหลักสำหรับผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกประมาณ 66% น้อยกว่าคนไทยที่มีการเก็บออมเผื่อฉุกเฉินเกือบ 81% ด้านคนเวียดนามมีการเก็บออมเพื่อรับมือกับเรื่องฉุกเฉินน้อยที่สุด หรือประมาณ 48% เท่านั้น แน่นอนว่าสำหรับคนไทย ฝ่ายหญิงจะให้น้ำหนักกับการเก็บออมเผื่อฉุกเฉินมากกว่าฝ่ายชาย ขณะที่คนโสดก็คำนึงถึงเรื่องนี้มากกว่าคนมีครอบครัว ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 30 ก็ให้ความสำคัญกับการออมเผื่อฉุกเฉินกันมาก "ดร. ยุวะ เฮ็ดริก หว่อง" ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ กล่าวว่า การที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการเก็บออมเงินมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้บริโภคที่มีต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ และสิ่งนี้เองจะเป็นตัววัดว่าผู้บริโภคจะใช้จ่ายมากขึ้นหรือน้อยลงในปีหน้า "การเก็บออมยังส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยที่การใช้จ่ายด้านการรับประทานอาหาร กิจกรรมบันเทิง และการเดินทางแบบส่วนตัว ยังคงเป็นสิ่งที่คาดว่าผู้บริโภคจะใช้จ่ายมากที่สุดแล้ว ขณะที่คาดว่าการใช้จ่ายด้านรถยนต์ และด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่จะน้อยที่สุดหรือแทบไม่มีเลย Oคนไทยเก็บเงินเพื่อลงทุนเป็นหลัก นอกจากการเก็บออมเผื่อฉุกเฉินจะเป็นเหตุผลหลักในการเก็บออมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ การเก็บออมเผื่อเกษียณ การเก็บออมเพื่อการลงทุน และการเก็บออมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผลสำรวจชี้ชัดว่า คนไทยเก็บเงินไว้เพื่อลงทุนเป็นหลัก หรือประมาณ 44% มากกว่าเก็บออมเพื่อเกษียณอายุที่ 38% และออมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ 20% โดยเป็นผลสำรวจที่ไม่สอดรับกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่าไหร่ ที่เน้นออมเพื่อเกษียณอายุมากกว่า ออมเพื่อการลงทุนและเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนไทยนั้น ความน่าสนใจอยู่ที่ ถ้าคนอายุน้อยกว่า 30 มักจะเน้นออมเงินเพื่อการลงทุนมากกว่าอย่างอื่น ถัดมาเป็นการออมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่มากกว่าออมเงินเพื่อเกษียณอายุ สะท้อนให้เห็นว่าคนวัยนี้ ให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่ออนาคตน้อยกว่าปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นคนที่อายุมากกว่า 30 จะเน้นให้ความสำคัญกับการออมเงินเพื่อเกษียณมากถึง 45% ขณะที่คนไทยที่ครองโสด ก็เน้นออมเงินเพื่อการลงทุนมากกว่า ที่จะออมเพื่อการเกษียณ แต่กลุ่มที่แต่งงานแล้วจะจะออมเพื่อเกษียณและออมเพื่อลงทุนในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน Oส่วนใหญ่ออมไม่เกิน 10% ผลการสำรวจความสามารถของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด ก็จะพบว่า สัดส่วนที่คาดว่าจะมีการออมในระยะ 12 เดือนข้างหน้านั้น มีประมาณ 29% ที่คิดว่าออมได้ไม่เกิน 10%ของรายได้ ถัดมา 24% คือส่วนที่คิดว่าจะออมประมาณ 11-20% ของรายได้ มีเพียง 8% เท่านั้นที่คิดว่าจะไม่มีการเก็บออม "นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เกาหลี และฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มประเทศที่ผู้บริโภคคาดว่าจะเก็บออมได้น้อยที่สุด และอาจไม่เก็บออมเลยในปีนี้ และผู้บริโภคในเวียดนาม ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน คาดว่าจะเก็บออมกว่า 30% ของรายได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยมีผู้บริโภคในภูมิภาคเพียง 13% ที่คิดว่าการเก็บออมไม่สำคัญ เหตุผลที่ตอบ เพราะเหตุผลแรก คือ ไม่ได้มีรายเพียงพอที่จะเก็บออม สอง คือ เชื่อว่าควรจะใช้ชีวิตตอนนี้ให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสุดท้ายคือ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องรายได้ จึงไม่จำเป็นต้องเก็บออม" สำหรับคนไทยนั้น เกือบ 50% คิดว่าสามารถออมได้ไม่เกิน 10% ของรายได้ ออมประมาณ 11-20% มีประมาณ 22% และออม 21-30% มีประมาณของรายได้มีประมาณ 16.5% และไม่ว่าจะเป็นเพศไหน กลุ่มอายุน้อยหรือมากกว่า 30 ปี สถานะโสดหรือแต่งงาน มีรายได้มากหรือน้อยก็ตาม ผลสำรวจชี้ชัดว่าคนไทยออมเงินโดยเฉลี่ยไม่เกิน 10% ของรายได้กันเป็นส่วนใหญ่ Oประหยัดค่าเดินทาง จากค่าใช้จ่ายหลากหลายประเภทนั้น ผลสำรวจได้รวบรวมลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย 3 ลำดับแรกมาแจกแจง ซึ่งพบว่า แม้โดยภาพรวมกระแสการประหยัดและรัดเข็มขัดกำจัดส่วนเกินจะเข้มข้นขึ้น แต่คนไทยยังให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายประเภทการรับประทานอาหารและความบันเทิงเริงใจ แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการซ่อมแซมหรือตกแต่งบ้านจะให้ความสำคัญน้อยกว่า โดยเฉพาะถ้าเป็นฝ่ายชาย จะยังให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารและบันเทิงมากกว่าฝ่ายหญิง Oเชื่อว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ผลสำรวจรายงานจากความเห็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ พบว่า ทั้งผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกและคนไทย มองไปในทิศทางเดียวกันคือ ส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คนไทยเกิน 50% เชื่อว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อีก 24% คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเท่าเดิม ส่วนอีก 15% มองว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ตัวเลขในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรายงานว่า 46% คิดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 23% คิดว่าจะเท่าเดิม และอีก 18% คิดว่าอนาคตอาจจะเพิ่มขึ้นมาก Oคนไทยเกินครึ่งใช้นโยบายรัดเข็มขัด ผลสำรวจของบริษัท นีลเส็น ก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า คนไทยเริ่มรัดเข็มขัดมากขึ้น โดย 58% ต้องการออมเงิน และลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นจำนวนมาก นอกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ผลสำรวจยังรายงานว่า โอกาสด้านการงานข้างหน้าจะไม่ค่อยดี และเชื่อว่า ภายใน 12 เดือนข้างหน้า เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมที่จะซื้อสิ่งของที่พวกเขาต้องการ แม้ว่า ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทย จะเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ 6 เดือนที่แล้วจาก 87 เป็น 89 แต่ 8 ใน 10 คิดว่า เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้อยู่ในภาวะถดถอย และ 4 ใน 10 ไม่เชื่อว่า ในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ จากการสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคชาวไทย 72% เชื่อว่าโอกาสทางด้านการงานภายใน 12 เดือนข้างหน้าจะไม่ค่อยดีหรือแย่ และผู้บริโภคชาวไทย 68% เชื่อว่า ภายใน 12 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมที่จะซื้อสิ่งของที่ต้องการ โดยพบผู้บริโภคไทย 58% ต้องการจะเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต สำหรับปัญหาที่กังวลมากที่สุดในอีก 6 เดือนข้างหน้า คนไทย 40% กังวลเรื่องเศรษฐกิจ รองลงมาคือความไม่มั่นคงทางการเมือง 27% ราคาน้ำมัน 20% ปัญหาหนี้สิน 18% และความมั่นคงในงาน 16% เมื่อถามถึงจุดมุ่งหมายในการใช้จ่าย 58% ต้องการออมเงินหลังจากใช้จ่ายไปกับสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังสนใจที่จะลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Funds) เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไทยไม่ได้ตั้งใจจะหยุดการใช้จ่ายทั้งหมด แต่ยินดีที่จะจับจ่ายใช้สอยหากมีข้อเสนอที่ดี ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะอยู่ในความรู้สึกที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายก็ตาม นอกจากนี้ ยังคงเห็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทท่องเที่ยว กลุ่มผู้ค้าปลีก กลุ่มด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าเทคโนโลยี เนื่องจากผู้บริโภคไทยยังคงสนใจใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ 51% การปรับปรุงและตกแต่งบ้าน 34% และสินค้าทางด้านเทคโนโลยี 32% นีลเส็น ยังได้สำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยพบว่า ผู้บริโภคไทยได้เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตัดค่าใช้จ่ายในเรื่องต่อไปนี้ ได้แก่ ประหยัดไฟ 60% ลดการออกไปหาความบันเทิงนอกบ้าน 57% ซื้อเสื้อผ้าใหม่น้อยลง 56% ใช้รถยนต์น้อยลง 49% ลดค่าโทรศัพท์ 44% ทั้งหมดนี้คือปฏิกิริยาตอบรับของผู้คนในปี "เผาจริง" Tags : ดร. ยุวะ เฮ็ดริก หว่อง มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ ออมเงิน
โดย
ily
อาทิตย์ ก.พ. 08, 2009 2:20 pm
0
0
77 โพสต์
of 2
ต่อไป
ชื่อล็อกอิน:
ily
ระดับ:
Verified User
กลุ่ม:
สมาชิก
งานอดิเรก:
investment
ความถนัด:
pharmacist
ที่อยู่:
UDONTHANI
ติดต่อสมาชิก
PM:
ส่งข้อความส่วนตัว
สถิติสมาชิก
ลงทะเบียนเมื่อ:
อังคาร ต.ค. 21, 2008 1:13 am
ใช้งานล่าสุด:
ศุกร์ ก.พ. 24, 2012 2:39 pm
โพสต์ทั้งหมด:
266 |
ค้นหาเจ้าของโพสต์
(0.01% จากโพสทั้งหมด / 0.04 ข้อความต่อวัน)
GO_TO_SEARCH_ADV
ไปที่
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้นต่างประเทศ
↳ ไอเดียหุ้นเด้ง
↳ หลักสูตรการลงทุนออนไลน์
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์ [กระทู้รับชมออนไลน์]
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์
↳ ThaiVI GO Series
↳ คลังกระทู้คุณค่า
↳ Value Investing
↳ บทความ
↳ ความรู้งบการเงิน
↳ ร้อยคนร้อยเล่ม / Multimedia Forum
↳ mai Corner
↳ Alternative Investing
เรื่องทั่วไป
↳ นั่งเล่น / กีฬา / สุขภาพ
↳ Asking Staff
↳ CSR
×
บันทึกไม่สำเร็จ
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
×
บันทึกสำเร็จแล้ว