หน้าแรก
เว็บบอร์ด
หลักสูตรออนไลน์
Marketplace
สินค้าสมาคม
ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
เข้าสู่ระบบ
เมนูลัด
แสดงกระทู้ที่ยังไม่มีการตอบ
แสดงกระทู้ที่เปิดดูแล้ว
ค้นหา
รายชื่อสมาชิก
ทีมงาน
FAQ
ไอเดียหุ้นเด้ง
โพสต์ยอดนิยม
หุ้นที่ติดตาม
ผู้เขียนที่ติดตาม
toon
Joined: พฤหัสฯ. มี.ค. 18, 2004 11:50 pm
213
โพสต์
|
0
กำลังติดตาม
|
0
ผู้ติดตาม
ส่งข้อความ
ดูประวัติส่วนตัว - toon
กระทู้ที่ตั้ง
โพสต์ที่ตอบ
โพสต์ที่ตอบ
คอมเมนต์
ไลค์
Re: สถานะยังไม่ปรับเป็น "สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า"เพราะ
test
โดย
toon
อังคาร ส.ค. 28, 2012 9:16 pm
0
0
ดอกเบี้ยนโยบายของ BOT และดอกเบี้ยเงินกู้ของ BBL, KBANK, SCB
ดอกเบี้ยนโยบาย น่าจะลองดูใน website ของ แบงค์ชาติได้นะครับ แต่ดอกเบี้ยรายธนาคารน่าจะหายากอยู่ แต่ถ้าจะหาเป็นดอกเบี้ยเฉลี่ยจากธนาคารพาณิชย์หลักๆ ก็น่าจะพอหาได้จากแบงค์ชาติเหมือนกันครับ
โดย
toon
อาทิตย์ ก.ค. 18, 2010 12:21 am
0
0
ประชุมผู้ถือหุ้น
ไม่ต้องส่งกลับครับ ถือเอาไปวันประชุมด้วยก็ดี แต่ถ้าต้องการซักถามข้อสงสัยต่างๆ จากบริษัท ก็ลองอ่านงบการเงิน หรือเตรียมข้อมูลไปด้วยก็ดีครับ
โดย
toon
อังคาร เม.ย. 07, 2009 1:09 am
0
0
พ.ย.นี้โอกาสดีของชีวิตที่จะได้ซื้อหุ้นถูก!!
สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร
โดย
toon
เสาร์ พ.ย. 01, 2008 12:58 pm
0
0
ธนาคารโลกมีปัญหาแล้วธนาคารไทยละค่ะ
ถ้าโดยทางตรงแล้ว ผมว่าธนาคารไทยน่าจะได้รับผลกระทบน้อยนะครับ เพราะหลังจากวิกฤติ ธนาคารกลางค่อนข้างเข้มงวดกับการนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ เพิ่งมาผ่อนคลายกฏต่างๆ เมื่่ือประมาณ ปลายปีที่แล้วหรือต้นปีนี้เอง ทำให้ธนาคารไทยไม่น่าจะลงทุนในต่างประเทศมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะมีตัวแปรหลายตัวมากครับ
โดย
toon
อังคาร ก.ย. 30, 2008 12:53 am
0
0
ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ
ตลาดขาลงไม่เห็นต้องกลัวตรงไหน เพราะหากตั้งใจจะลงทุนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ปี 2 ปีแล้วก็เลิก ยังไงๆ ก็ต้องเจอขาลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อเจอแล้วเราจะได้รู้กับตัวเองว่าที่เคยๆ อ่านมาเกี่ยวกับวิกฤตครั้งก่อนๆ บางครั้งเรายังคิดด้วยซ้ำว่าคนที่อยู่ในสถานการณ์ตอนนั้นทำไมเค้าตัดสินใจผิดพลาดอย่างนู้นอย่างนี้ เป็นเราจะไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นหรอก พอเจอเข้ากับตัวเองจริงๆ จะได้เข้าใจว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร ใครไม่เก่งจริงก็ต้องล้มหายตายจากไป ใครเก่งพอก็เอาตัวรอดได้ แล้วก็ได้รับกำไรมหาศาลเป็นรางวัลตอบแทนความขยันและมุ่งมั่น (เช่นเดียวกับเซียนหุ้นหลายท่านในทุกวันนี้ที่รอดจากสมรภูมิ "ต้มยำกุ้ง" รอบที่แล้ว คำกล่าวที่ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะยาวมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ย่อมหมายความว่า หลังวิกฤตขาลงแต่ละรอบ จะต้องมีหุ้นจำนวนหนึ่งที่สร้างกำไรให้กับคนที่เลือกซื้อหุ้นได้ถูกตัวในช่วงขาลงอย่างมากมาย ผมเห็นด้วยกับความคิดพี่นะครับ แต่ในใจลึกมักคิดว่า แล้วถ้าเราขายไปก่อนแล้วค่อยไปซื้อที่หลังจะดีกว่าใหม เพราะถ้าหากเกิดวิกฤติหนักจริงๆ ตลาดคงไม่ลงแค่วันสองวันแล้วขึ้นมั้ง ผมรู้สึกว่ามีสองความคิดตีกันอยู่ตลอดเวลาเลยครับ
โดย
toon
จันทร์ ก.ย. 29, 2008 5:57 am
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
รบกวนพี่ครรชิตด้วยนะครับ ขอ version 2007 ครับ
[email protected]
ครับ
โดย
toon
อาทิตย์ ส.ค. 24, 2008 9:05 am
0
0
น้าจิมพูดถึง commodities ครับ พูดที่ Bkk ซะด้วย
เท่าที่ผมสังเกตนะครับ ผมว่าการที่ราคา commodities เช่น น้ำมัน มีราคาสูงขึ้นครั้งนี้ มาจาก demand มากกว่า supply ทำให้ราคาแพงขึ้น แต่เมื่อราคาแพงคนก็จะลดการบริโภคลง ราคาก็ลดลง แต่เมื่อราคาลดลง คนก็กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ผมคิดว่า น้าจิมแกก็คงคิดอย่างนั้นแหละครับ ทำให้แกยังคงเชื่อว่า commodities ยังคงไปได้
โดย
toon
เสาร์ ส.ค. 23, 2008 1:05 am
0
0
ถ้าต้องการทราบอันดับของหุ้นทุกตัวที่จัดโดยทริสเรทติ้ง
เห็นมีอยู่ประมาณ 60 กว่าตัว แสดงว่าหุ้นที่ไม่อยู่ในนี้ http://www.trisrating.com/th/rating_information/rating_list.html แสดงว่าบริษัท นั้นๆไม่ยอมให้จัด rating list ใน ปี 2551 ใช่ไหมครับ ไม่ใช่ครับ เพราะการจัด rating ของ Tris เกิดจากการที่บริษัทเหล่านั้นต้องการที่จะขายตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้ ซึ่งกลต. กำหนดให้บริษัทที่จะออกตราสารเหล่านี้ เพื่อขายให้กับประชาชน จำเป็นต้องมีบริษัทกลางมาจัดอันดับเครดิต ให้กับผู้ลงทุนได้ทราบถึงสถานะของบริษัทที่จะลงทุน ก่อนตัดสินใจซื้อตราสารเหล่านั้น นอกจากนี้กรณีที่มีตราสารหนี้อยู่ในตลาดอยู่แล้ว บริษัทก็จะต้องจ้าง บริษัทกลางเข้ามาประเมินสถานะของบริษัททุกปีเช่นกัน ส่วนกรณีบริษัทอื่นๆ ที่ไม่มีการจัดอันดับ เพราะบริษัทเหล่านั้นไม่ได้มีความจำเป็นต้องออกขายตราสารหนี้ให้กับประชาชน
โดย
toon
จันทร์ ส.ค. 18, 2008 9:57 pm
0
0
อัตราดอกเบี้ยที่เวียดนาม
อันที่ 3 ของ The Impossible Trinity ก็คือ การที่ปล่อยให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนเป็นไปอย่างเสรีไงครับ
โดย
toon
พุธ มิ.ย. 11, 2008 9:12 am
0
0
เอาไงดีกับ SCC
SCC คงไม่เจ๊งง่ายๆหรอกครับ เพียงแต่เขามีธุรกิจหลัก 3 อย่างคือกระดาษ ปูน ปิโตร ซึ่งปูนกับกระดาษ ได้รับผลกระทบจากน้ำมันค่อนข้างมาก ในขณะที่ปิโตร หลายคนก็กลัวว่าจะเป็นช่วงขาลง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากใน 3ธุรกิจหลัก เพื่อเพิ่มผลกำไรในอนาคต ซึ่งน่าจะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
โดย
toon
เสาร์ พ.ค. 03, 2008 10:05 am
0
0
รบกวนสอบถาม ว่าจะดูราคาถ่านหินโลกได้ที่ไหนครับ
ลองดูที่ www.coalportal.com น่าจะพอใช้ได้นะครับ
โดย
toon
อังคาร พ.ย. 20, 2007 12:18 am
0
0
อยากทราบเหตุที่ CP7-11 ถึงมีดีกว่าMAKROและBIGC
ถ้าลองแตก segment ออกมา จะเห็นว่า 7-11 เป็นผู้นำในตลาด convenient store นะครับ คือ คนซื้อครั้งละไม่มาก แต่ซื้อบ่อยๆ ถึงแม้ในตลาดนี้ ปัจจุบัน lotus กำลังพยายามไล่ตามอยู่ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่า 7-11 จะทิ้งไปหลายช่วงตัวแล้วครับ ขณะที่ BIG C อยู่ในตลาด discount store แต่ก็ไม่ใช่ผู้นำตลาดนะครับ ในขณะเดียวกันผมว่า Lotus ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดนี้ก็ทิ้งคู่แข่งอย่าง BIG C ไปหลายช่วงตัวเหมือนกันนะครับ
โดย
toon
ศุกร์ ก.ย. 28, 2007 11:33 pm
0
0
commodity trading
ผมว่าลองอ่าน HOT COMMODITY ของ JIM ROGER สิครับ
โดย
toon
จันทร์ ก.ย. 17, 2007 3:06 pm
0
0
ถ้า .... บริษัทต้องออกจากตลาด แล้วนักลงทุน จะเป็นอย่างไร ..?
ขอเสริมหน่อยนะครับ เท่าที่รู้ก็คือ หากบริษัทออกนอกตลาด โดยที่เราไม่ได้ขายคืน เราก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นร่วมในบริษัทนั้นครับ เพียงแต่การเปิดเผยข้อมูลเราอาจจะได้รับรู้น้อยลง แต่สิทธิในการรับเงินปันผล หรือประชุมผู้ถือหุ้นยังคงมีเหมือนเดิมครับ
โดย
toon
จันทร์ ก.ย. 17, 2007 2:56 pm
0
0
ซื้อ MBK ช่วงนี้แพงไปไหมครับ
MBK ป็นหุ้นที่ดีนะครับ และมีการจ่ายปันผลมาตลอด แต่ต้องระวังเรื่องการต่อสัญญาห้างมาบุญครองครับ ซึ่งตามสัญญาใหม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มค่อนข้างเยอะ และน่าจะทำให้ความสามรถในการทำกำไรในธุรกิจห้างมาบุญครองลดลงด้วยครับ เปิดแผน 6 ปี "เอ็ม บี เค" ทุ่ม 5 พันล้าน สร้างธุรกิจใหม่..ชดเชย "มาร์จิน" มาบุญครอง "เอ็ม บี เค" จะเดินเกมรับมืออย่างไร? ภายใต้โจทย์..เงื่อนไขเวลาที่เหลืออีก 6 ปี ต้องเร่งสร้างธุรกิจใหม่ ชดเชย "มาร์จิน" ศูนย์การค้า ที่จะหายไปถึง 20% จากภาระค่าเช่าใหม่ห้างมาบุญครอง ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว คำถามที่ตามมา ภายหลัง "บมจ.เอ็ม บี เค" ได้ข้อยุติ..ยอมรับเงื่อนไข ต่อสัญญาเช่าพื้นที่มาบุญครองใหม่ กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกไปอีก 20 ปี (2556-2576) มูลค่าสัญญา ประมาณ 25,000 ล้านบาท ผลประโยชน์..ในลักษณะ "เสือนอนกิน" จากสัญญาเช่าเดิม ซึ่งเคยได้มาร์จินสูงถึง 30% จะไม่มีอีกแล้ว ...เวลาที่เหลืออีก 6 ปี (2550-2555) เอ็ม บี เค จะ "แก้เกม" นี้อย่างไร? แม่ทัพใหญ่..อย่าง "สุเวทย์ ธีรวชิรกุล" กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็ม บี เค ก็ยอมรับว่า สัญญาใหม่ มีตัวเลขอัตราค่าเช่าที่ "สูง" จะทำให้กำไรของธุรกิจศูนย์การค้าจากที่เคยได้ 30% จะหายไปทันที 20% เหลือส่วนต่างเพียงประมาณ 10% เท่านั้น "คงต้องเหนื่อยหน่อย และเหนื่อยแบบไม่ปกติ!" นี่คือคำตอบจากแม่ทัพใหญ่ มาบุญครอง สุเวทย์ยอมรับว่า ช่วงปีแรกๆ หรือตั้งแต่ปี 2556 ที่สัญญารอบใหม่เริ่มมีผล "ต้นทุน" ที่เพิ่มขึ้น จากภาระค่าเช่าใหม่ ย่อมกดให้มาร์จินของธุรกิจศูนย์การค้า ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้ทั้งหมด "ปรับลดลง" "จากนี้ไป ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อยู่ไปอย่างนี้เรื่อยๆ มันจะฉุดผลประกอบการรวมของบริษัทให้ถดถอยลงได้..." นั่นคือเหตุผลที่ เอ็ม บี เค พยายามที่จะ "กระจายความเสี่ยง" ออกไปในธุรกิจใหม่ๆ จนปัจจุบัน มีธุรกิจหลักแบ่งออกได้เป็น 5 สาย คือ 1.ธุรกิจศูนย์การค้า 2.ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว 3.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4.ธุรกิจสนามกอล์ฟ และ 5.ธุรกิจข้าว (ถือหุ้นผ่าน บมจ.ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี) นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนและซื้อทรัพย์สินเพิ่มเข้ามาในพอร์ตต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เช่น โรงแรม 5 ดาว เชอราตัน กระบี่ บีช รีสอร์ท ซื้อกิจการสนามกอล์ฟ ล็อค ปาล์ม คลับ จังหวัดภูเก็ต และรุกเข้าไปถือหุ้น 30.60% ในบริษัท สยามพิวรรธน์ (เจ้าของศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน) ในปี 2545 จากนั้นก็ซื้อบริษัท แปลน เอสเตท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2546 ซึ่ง เอ็ม บี เค มีที่ดินที่จังหวัดปทุมธานีในมือกว่า 825 ไร่ รวมถึงการซื้อที่ดินอีก 150 ไร่ ที่เกาะสมุย รองรับการขยายธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ไล่มาถึงปี 2549 มีการซื้อที่ดินบริเวณพัทยากลาง 18 ไร่ รองรับการขยายธุรกิจโรงแรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง พอมาในปี 2550 ก็กระโดดเข้าไปร่วมทุนกับนักลงทุนญี่ปุ่น ถือหุ้น 49.97% ในธุรกิจประมูลรถยนต์ออนไลน์ ผ่านบริษัท แอพเพิล ออโต้ ออคชั่น (ไทยแลนด์) และให้บริษัทย่อย (บริษัท แปลน อีควิตี้ ) เข้าไปลงทุนในตึกกลาสเฮ้าส์ (ทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน) จาก บมจ.ทุนธนชาต และบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส สุเวทย์บอกว่า แผนขยายฐานธุรกิจของ เอ็ม บี เค จะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ แต่ตอนนี้ Core Business ของเรา จะเน้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการบริหารเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า "Hospitality" เขาอธิบายว่า โครงสร้างรายได้ปัจจุบันของบริษัท มาจากธุรกิจศูนย์การค้า 30% ธุรกิจข้าว 30% โรงแรม 20% ธุรกิจอสังหาฯ 5% ที่เหลือเป็นธุรกิจสนามกอล์ฟ และอื่นๆ แต่จากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2554 โครงสร้างรายได้จากธุรกิจโรงแรม จะเติบโตอย่างรวดเร็ว และขยับเพิ่มสัดส่วนขึ้นมาเป็น 25% ในขณะที่สัดส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าและธุรกิจข้าวจะยังคงอยู่ที่ประมาณ 30% เช่นเดิม ส่วนธุรกิจอสังหาฯ จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 10% "ถ้ามองโครงสร้างธุรกิจในอนาคตของเราที่จะขยายไป คงเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่จะมีกิจการมากขึ้น เช่น ที่สมุยและพัทยา มีแผนจะไปสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ส่วนโอกาสการลงทุน หรือเทคโอเวอร์ศูนย์การค้าใหม่ๆ ตอนนี้ยังไม่มีในมือ แต่เราก็ยังมองหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา" ผู้บริหารเอ็ม บี เค ยังแย้มด้วยว่า ไม่แน่ว่าในอนาคตสัก 5 ปีไปแล้ว ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว อาจจะกลายมาเป็น "ธุรกิจหลัก" ก็เป็นได้ ส่วนในรอบบัญชีปี 2550 (ก.ค.2549-มิ.ย.2550) เขา คาดว่าบริษัทจะทำรายได้รวมทะลุ 5.5 พันล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 5% ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 6 ปีจากนี้ไป ก่อนที่สัญญาเช่าพื้นที่ใหม่จะเริ่มมีผล สุเวทย์ยืนยันว่า "ธุรกิจใหม่" ที่ เอ็ม บี เค มีแผนจะขยาย โดยเฉพาะธุรกิจด้านโรงแรมและท่องเที่ยว จะสามารถสร้างรายได้ และมาร์จินเข้ามาชดเชยกับมาร์จินของธุรกิจศูนย์การค้าเดิมที่หายไป 20% ได้อย่างไม่น่าห่วง โดย 4 บริษัทย่อยที่จะกลายเป็น "พระเอกใหม่" ในอนาคตอีก 5-6 ปีข้างหน้า จะมาจาก 1.เอ็ม บี เค รีสอร์ท ประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟ และพัฒนาที่ขาย ที่จังหวัดภูเก็ต 2.เอ็ม บี เค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่จังหวัดกระบี่ 3.เอ็ม บี เค แอสเซ็ท ประกอบธุรกิจโรงแรมที่สมุย และ 4.ดิ โอลิมปิค คลับ ประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการโรงแรมที่พัทยา ทั้ง 4 ธุรกิจนี้ จะเข้ามาชดเชยมาร์จินที่หดหายไปจากธุรกิจศูนย์การค้า ซึ่งจะทยอยเข้ามาในช่วง 6 ปีจากนี้ โครงการที่พัทยา เป็นทำเลใหม่ที่อยู่ระหว่างศึกษาทำธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ และคาดว่าจะเป็น "ไฮไลต์" ของแหล่งรายได้ในระยะยาว ผลจากสนามบินสุวรรณภูมิและการคมนาคมที่สะดวก "โปรเจคพัทยา คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4 พันล้านบาท เป็นโปรเจคขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนี้ แต่ปัจจุบัน ที่ดินผืนนี้ยังติดสัญญา "เช่าค้าง" อยู่อีก 5 ปี จึงคาดว่าจะเป็นโปรเจคหลังสุดที่จะเข้าไปลงทุน" นอกจากนี้ เอ็ม บี เค ยังมีโครงการพัฒนาที่ดินในจังหวัดปทุมธานี โดยมีแผนจะทำเป็นสนามกอล์ฟ และพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวระดับกลาง-บน ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุน ประมาณ 500-600 ล้านบาท ดังนั้น ในช่วง 6 ปีจากนี้ เป็นจังหวะเวลาที่ เอ็ม บี เค ยังต้อง "ใช้เงิน" ขยายการลงทุน โดยสุเวทย์ประเมินว่า โครงการทั้งหมดรวมๆ แล้ว น่าจะใช้เงินลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน แต่มีแผนจะออกหุ้นกู้วงเงิน 3,000 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้เดิมส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าเช่าให้กับจุฬาฯ "ถ้าค่อยๆ ทยอยลงทุนแบบนี้ คิดว่าเราน่าจะเก็บเงินได้ และคงกู้เงินบางส่วน เราคงไม่ต้องเพิ่มทุน เว้นแต่จะมีโปรเจคลงทุนใหม่ออกมาอีก ส่วนภาระค่าเช่าตลอด 20 ปี คิดว่าน่าจะจัดการได้ เพราะในแต่ละเดือน เรามีเงินเหลือประมาณ 100-120 ล้านบาท ปีหนึ่งรวมแล้วยังมีเงินเหลือเป็นพันล้านบาท" ทั้งนี้ สำหรับภาระการจ่าย "ค่าเช่า" ภายใต้สัญญาใหม่กับทางจุฬาฯ ตลอด 20 ปี ตั้งแต่ 22 เมษายน 2556 ถึง 21 เมษายน 2576 จะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1.ค่าผลประโยชน์ตอบแทนในการได้สิทธิทำสัญญาก่อนบุคคลอื่น ประมาณ 2.4-2.5 พันล้านบาท (มูลค่า ณ ปัจจุบัน) ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ 2 ทางเลือก คือ จ่ายทั้งก้อนในปีนี้ หรือทยอยจ่ายเป็น 4 งวด 2.ค่าเช่ารายปีตลอดอายุสัญญา 20 ปี ประมาณ 22,860 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเฉลี่ยงวดที่ 1-3 (2556-2558) งวดละ 694.72 ล้านบาท จากนั้นค่อยๆ ทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นไล่ตั้งแต่ปีละ 736.4 ล้านบาท ในปีที่ 4 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปีสุดท้ายจ่าย 1,870.72 ล้านบาท นอกจากนี้ ในกรณีที่ เอ็ม บี เค มีรายได้ของศูนย์การค้าทุกๆ 5 ปี สูงกว่าประมาณการรายได้ของโครงการ บริษัทจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มให้กับทางจุฬาฯ อีกในอัตรา 5% เฉพาะในส่วนที่เกินจากประมาณการ ขณะเดียวกัน บริษัทยังต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อบูรณะพัฒนาพื้นที่ในศูนย์การค้าเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 อีกด้วย
โดย
toon
จันทร์ ก.ย. 17, 2007 2:45 pm
0
0
ระดมความคิด VI ทำอย่างไรให้ บาทอ่อนลง
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3922 (3122) บาทแข็ง โทษใครดี ? - คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา โดย ณ พัฒน์ ช่วงนี้เรื่องค่าเงินบาทแข็งปึ๋งปั๋งเป็นประเด็นร้อนของสังคม เห็นทีจะไม่พูดถึงไม่ได้เสียแล้วครับ ผมว่าเป็นเรื่องดีนะครับ ที่ประเด็นด้านเศรษฐกิจเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นักเศรษฐศาสตร์อย่างผมจะได้เลิกอธิบายเพื่อนบ้านเสียทีว่า เรียนเศรษฐศาสตร์ไปทำไม แต่เท่าที่อ่านดูตามหน้าหนังสือพิมพ์ เหมือนว่าแบงก์ชาติจะเป็นแพะบูชายัญปรากฏการณ์บาทแข็งรอบนี้ไปแล้ว ผมอยากลองอธิบายดูสักหน่อยว่า ที่ผ่านมาทำไมบาทถึงแข็ง แล้วบาทแข็งเป็นความผิดของใคร แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ยังไงดี ก่อนอื่นคงต้องขอเสนอความเห็นส่วนตัวก่อนว่า ค่าของเงินบาทที่แข็งตัวอยู่ในขณะนี้ ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์เลวร้ายขนาดชาติจะล่มจม แบบที่หลายๆ คนกำลังพะวงกันอยู่ เพราะอย่าลืมนะครับ แค่เมื่อสิบปีที่แล้วค่าเงินบาทก็เคยแข็งกว่านี้ตั้งเยอะ ไม่เห็นผู้ส่งออกสมัยนั้นจะออกมาตีโพย ตีพายว่า ค่าเงินบาทแข็งเกินไปเลย และระหว่างสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่คิดว่าต้นทุนการผลิตสินค้าบ้านเราจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประเทศ คู่แข่ง จนทำให้ค่าเงินที่อ่อนค่ากว่าตอนก่อนวิกฤตกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะนี้จะทำให้ผู้ส่งออกบ้านเราแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ (เมื่อเทียบกับตอนก่อนเกิดวิกฤต) แต่ผมเข้าใจว่า ผู้ผลิต ห่วงมากกว่า คือความมีเสถียรภาพของเงินบาท เพราะสินค้าส่งออกของไทยต้องพึ่งพาส่วนประกอบจากการนำเข้าไม่น้อย ถ้าผู้ผลิตต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศตอนค่าเงินบาทอ่อน แล้วส่งสินค้าออกตอนค่าเงินบาทแข็ง กำไรก็คงหดหาย หรืออาจจะขาดทุนได้ และแน่นอนครับ ผู้ส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเยอะๆ เช่น สินค้าเกษตร คงได้รับผลกระทบมากกว่า ผู้ผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากการนำเข้า แต่อย่าลืมนะครับ ว่าบาทแข็งก็มีคนได้ประโยชน์เหมือนกัน บริษัทที่มีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศคงได้เห็นหนี้ก้อนเล็กลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท หรือคนที่ใช้ของนำเข้าก็คงได้จ่ายน้อยลง ถ้าโชคดีเราคงได้เห็นราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวลงในไม่ช้า (ถ้าเราจ่ายเงินคืนกองทุนน้ำมันหมด) หรือถ้าใครกำลังจะซื้อรถยนต์ ก็ฝากบอกบริษัทรถด้วยครับ ว่าลดราคาลงได้แล้ว บาทแข็งมาตั้งเยอะแล้ว (!) เรื่องค่าเงินแข็งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับ ค่าเงินบาทเท่านั้นนะครับ มันเป็นแฟชั่นที่กำลังนิยมกันอยู่ในขณะนี้ และเป็นแฟชั่นที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศเกาหัวกันแกรกๆ ดังนั้นเวลาผมได้ยินหลายๆ คนพูดว่า เงินบาทแข็งที่สุดในโลก ผมเถียงครับว่าไม่จริงเด็ดขาด อย่างแรกคือบอกไม่ได้หรอกครับว่า "แข็ง" ที่สุดเนี่ย แปลว่าอะไร ถ้าเทียบกับระดับราคาในประเทศ ค่าที่แท้จริงของเงินบาทยังอ่อนกว่าชาวบ้านเขาอีกเยอะครับ จะบอกว่าแข็งค่าขึ้นเร็วที่สุด ก็ยังถูกแค่ครึ่งเดียว จริงอยู่เงินบาทเราอาจจะแข็งขึ้นเร็วที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับค่าเงินเมื่อปีที่แล้ว ถ้าเทียบกันยาวกว่านั้น เราเทียบประเทศอื่นอย่างเกาหลีไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนี้เงินวอนของเกาหลีใต้เกือบจะกลับไปยืนที่ระดับก่อนวิกฤตแล้วครับ ทั้งๆ ที่ตอนหลังเกิดวิกฤต เงินวอนของเกาหลีใต้ ก็อ่อนตัวไปไกลกว่าเงินบาทของเราเสียอีกครับ หรือจะดูอย่างบราซิล ที่ค่าเงินอ่อนตัวลงไปถึงเกือบๆ 4 reals ต่อดอลลาร์ หลังวิกฤตปี 2002 แต่ตอนนี้เงินเขาแข็งไปจนเหลือไม่ถึง 2 reals ต่อดอลลาร์แล้ว แบบนี้น่าปวดหัวแทนไหมละครับ ถ้าถามว่าทำไมเงินบาทถึงแข็ง ถ้าตอบแบบเอากำปั้นนักเศรษฐศาสตร์ทุบดิน คงต้องบอกว่าเพราะดีมานด์เงินบาทมันเยอะกว่าซัพพลาย หรือตอบแบบฟังรู้เรื่องหน่อยก็คงต้องบอกว่า เพราะมีความต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าความต้องการขายเงินบาท ถ้าจะวิเคราะห์กันลึกลงไปกว่านั้น ผมแนะนำให้ผู้สนใจลองแวะเข้าไปดูที่ดุลบัญชีชำระเงิน ในเว็บของแบงก์ชาติครับ ที่น่าสนใจคือแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทแข็งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ได้มาจากเงินทุนไหลเข้าอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งได้รับผลมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (เพราะเราส่งออกมากกว่านำเข้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเป็นต้นมา เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนละกว่าพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ในขณะที่ดุลบัญชีการเงินบวกบ้าง ลบบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ที่เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งๆ ที่เงินบาทแข็ง เป็นเครื่องชี้ว่าความสามารถทางการแข่งขันของเรายังสู้เขาได้ (แต่ถ้าแข็งมากกว่านี้ก็ไม่แน่) และส่วนหนึ่งยังได้รับผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนที่อ่อนปวกเปียก ตัวเลขเบื้องต้นของบัญชีรายได้ประชาชาติชี้ว่าการลงทุนในไตรมาสที่หนึ่งของปีนี้ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งผลให้การนำเข้าชะลอตัว (ทั้งๆ ที่ราคาสินค้านำเข้าถูกลงเพราะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น) ดูเหมือนว่าแรงกดดันต่อค่าเงินบาทดูเหมือนส่วนหนึ่งจะเป็นสาเหตุด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แรงเก็งกำไรค่าเงินอย่างเดียว ดังนั้นการแทรกแซงค่าเงินคงทำไปไม่ได้ตลอดแน่ๆ ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากเถียงแทนแบงก์ชาติ คือประเด็นที่ว่าแบงก์ชาติออกพันธบัตร ธปท. ออกมาปริมาณมากเพื่อดูดซับสภาพคล่อง จนทำให้แบงก์ชาติขาดทุนมหาศาล เพราะมีคนเข้าใจผิดกันเยอะ สาเหตุที่แบงก์ชาติขาดทุนไม่ใช่เพราะว่าแบงก์ชาติออกพันธบัตรนะครับ แต่เป็นเพราะค่าเงินบาทแข็งต่างหาก มันยังไงเหรอครับ เวลาแบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท คือการเข้าซื้อดอลลาร์แล้วขายเงินบาท ในทางบัญชีคือแบงก์ชาติเพิ่มฝั่งสินทรัพย์ (คือเงินดอลลาร์) แล้วเพิ่มฝั่งหนี้สิน ซึ่งอาจจะเป็นในรูปเงินบาทที่หมุนเวียนในระบบ หรือเงินบาทในบัญชีของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้ที่แบงก์ชาติ การแทรกแซงค่าเงินของแบงก์ชาติจึงเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (หรือที่คนชอบพูดกันว่าเป็นการพิมพ์แบงก์นั่นแหละครับ) เพื่อไม่ให้ปริมาณเงินในระบบมีมากเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ แบงก์ชาติจึงต้องดูดซับเงินบาทออกจากระบบบ้างเป็นครั้งคราว การดูดซับเงินบาทนี้ แบงก์ชาติก็สามารถทำได้ด้วยการขายสินทรัพย์ในประเทศ (เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่แบงก์ชาติถือไว้) หรือการออกหนี้สินเพิ่ม (เช่น ออกพันธบัตร ธปท.) ถ้าแบงก์ชาติออกพันธบัตรก็เป็นการเปลี่ยน รูปแบบของหนี้สินของแบงก์ชาติ จากหนี้ที่ทุกคน รู้จักดีในชื่อ "ธนบัตร" (อย่าลืมนะครับว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราใช้อยู่เนี่ย ถือเป็น "หนี้" ของธนาคารกลาง) หรือจากบัญชีของธนาคารพาณิชย์ มาเป็นพันธบัตร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ธนบัตรและบัญชีของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับแบงก์ชาติเนี่ย นับเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงิน แต่พันธบัตรไม่นับครับ ปริมาณเงินในระบบจึงลดลง แต่มูลค่ารวมฝั่งหนี้สินของแบงก์ชาติไม่ได้เปลี่ยนไปเลย จากการดูดซับสภาพคล่องดังกล่าว แต่แบงก์ชาติเกิดขาดทุนก็ตอนที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น (หรือมูลค่าเงินสกุลต่างประเทศอ่อนตัวลง) เพราะฝั่งสินทรัพย์ของแบงก์ชาติอยู่ในรูปเงินสกุลต่างประเทศ แต่หนี้สินอยู่ในรูปเงินบาท นอกจากนี้ธนบัตรเป็นหนี้ที่แบงก์ชาติไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่แบงก์ชาติต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร แต่ตราบใดที่ผลตอบแทนที่ได้จากเงินสำรองสกุลต่างประเทศมากกว่าต้นทุนของพันธบัตรที่ใช้ดูดสภาพคล่อง แบงก์ชาติก็ไม่ต้องห่วงเรื่องต้นทุนการดูดซับสภาพคล่อง แต่มันมีปัญหาตรงที่แบงก์ชาติต้องเข้าไปรับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในอนาคต (เพราะพันธบัตรส่วนใหญ่มีระยะเวลาไถ่ถอนสั้น ต้อง rollover อยู่บ่อยๆ) ถ้าดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น หรืออัตราดอกเบี้ยต่างประเทศลดลง บัญชีแบงก์ชาติอาจจะโผล่ตัวแดงมากกว่าที่ควรได้ครับ แม้ว่าการขาดทุนเหล่านี้จะเป็นการขาดทุนทางบัญชีไม่มีผลต่อความมั่นคงของแบงก์ชาติแต่อย่างใด (ในระยะสั้น) เพราะแบงก์ชาติเป็นคนพิมพ์ธนบัตรเอง ถ้าใครเอาพันธบัตรมาขอเงินคืน แบงก์ชาติก็มีธนบัตรพอใช้หนี้ได้ตามกฎหมายแน่นอนครับ แต่เรื่องบัญชีอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ครับ ถ้าหนี้นี้พอกพูนขึ้นมากๆ จนไปสร้างความบิดเบือนในตลาดการเงิน หรือถ้าธนาคารกลางต้องออกหนี้ใหม่เพื่อจ่ายหนี้เก่าบ่อยๆ ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของธนาคารกลางได้ หรือถ้ารัฐบาล (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของแบงก์ชาติ) เกิดหงุดหงิดเมื่อเริ่มรู้สึกว่าแบงก์ชาติขาดทุนบ่อย และไม่ส่งผลกำไรเข้าคลังสักที หรือถ้าแบงก์ชาติต้องบากหน้าไปขออนุญาตรัฐบาลเพิ่มทุนในกรณี ที่แบงก์ชาติขาดทุนจนส่วนทุนหดหาย แต่ในระยะสั้นปัญหาเรื่องแบงก์ชาติขาดทุน ไม่ได้อยู่ที่ว่าแบงก์ชาติออกพันธบัตรหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่าแบงก์ชาติควรเข้าไปแทรกแซงค่าเงินหรือเปล่า ถ้าแบงก์ชาติไม่แทรกแซงเลย ค่าเงินก็อาจจะแข็งแบบพรวดพราดมากกว่านี้ คนคงบ่นเยอะกว่านี้ และแบงก์ชาติก็คงขาดทุนเยอะกว่านี้ แต่ถ้าแบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงเต็มที่ แบงก์ชาติก็คงสะสมเงินสำรองได้มากกว่านี้ และในขณะเดียวกันก็คงต้องมีหนี้สินมากกว่านี้ แต่เงินบาทก็คงแข็งอยู่ดีแหละครับ เพราะสุดท้ายแล้ว แบงก์ชาติคงไม่สามารถฝืนแรงกดดันได้ทั้งหมด และแบงก์ชาติก็ต้องคงขาดทุนอยู่ดี ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์แบบที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้กำหนดนโยบายเลยครับ ยิ่งถูกแรงกระหน่ำทั้งจากฝั่งดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลบัญชีการเงินพร้อมๆ กัน ด้วยเครื่องมือการดำเนินนโยบายที่จำกัด และเป้าหมายการดำเนินนโยบายที่ค้ำคออยู่ (เป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินไม่ใช่รักษาค่าเงินนะครับ แต่คือการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ) น่าเห็นใจคนเป็นธนาคารกลางของประเทศครับ (จริงๆ แล้วเรื่องทำให้เงินบาทอ่อนนี่ง่ายมากครับ แค่ทำตัวแบบไร้ระเบียบ แทรกแซงแบบไม่ต้องดูดซับสภาพคล่องไปเรื่อยๆ รับรองครับเงินบาทอ่อนแน่นอน แต่สิ่งที่จะเสียไปคือความเชื่อมั่นในธนาคารกลาง และอัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งไม่หยุด ซึ่งผมว่ามันเลวร้ายกว่าค่าเงินบาทแข็งหลายเท่าครับ) แต่ผมว่ามีประเทศอื่นโชคร้ายกว่าเราอีกครับ บ้านเรายังสามารถลดดอกเบี้ยกล้อมแกล้มไปได้ เพราะเงินเฟ้อไม่สูงนัก และยังอยู่ในช่วงขาลง แต่บางประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อแถมด้วยอย่าง Iceland หรือ New Zealand นี่สิครับ ดอกเบี้ย ก็ลดไม่ได้ เพราะจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น พอเห็นดอกเบี้ยสูง เงินต่างประเทศยิ่งวิ่งเข้าหา เงินก็ยิ่งแข็งขึ้นไปอีก แก้ยากครับแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเงินแข็งของเราในปัจจุบันได้ คือนโยบายการคลังน่าจะมีส่วนร่วมด้วยครับ อย่างน้อยก็ในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว กระทรวงการคลังน่าจะเข้ามาเป็นผู้นำในการเพิ่มการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต ใช้ประโยชน์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำ ไม่ต้องไประดมทุนต่างประเทศให้เสี่ยงเปล่าๆ แม้ว่าอาจจะไม่ได้เห็นผลทันตา แต่ก็น่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจกระเตื้อง พร้อมๆ ค่าเงินที่น่าจะอ่อนตัวลงจากการนำเข้าที่สูงขึ้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เมื่อเราดำรงอยู่ในระบบการเงินโลกที่พลิกผันได้อย่างรวดเร็ว ก็อย่าชะล่าใจว่าเงินบาทจะแข็งตลอดไปแล้วกันครับ พรุ่งนี้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกอาจจะหดหาย และเงินบาทอาจจะอ่อนพรวดพราดก็ได้ใครจะรู้ บริหารความเสี่ยงกันให้ดีๆ ครับ[/quote]
โดย
toon
พุธ ส.ค. 15, 2007 12:49 am
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
รบกวนพี่ครรชิคส่งให้ผมด้วยนะครับ
[email protected]
ขอบคุณมากนะครับ
โดย
toon
จันทร์ ก.ค. 16, 2007 11:56 am
0
0
สกุลเงินของโลก ควรมีสกุลเดียวหรือไม่
เอ.. พี่ครับแต่ถ้าสมมติเราใช้เงินสกุลเดียวกันทั่วโลก แต่ให้มีธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นอิสระต่อกันละครับ โดยที่แต่ละประเทศอาจจะดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่างกัน ผมว่าอาจจะทำได้นะครับ เพราะแต่ละประเทศอาจจะมี Country risk ที่แตกต่างกันก็ได้ ส่วนกรณีเงินยูโรมีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งก็คือ การที่ ECB แห่งเดียวแต่ต้องออกนโยบายการเงินซึ่งใช้กับหลายประเทศในยุโรป ซึ่งแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกก็เผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกัน อีกปัญหาหนึ่งที่ผมเคยอ่านเจอก็คือ เรื่องเชื้อชาติ ที่ไม่ได้รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวเหมือนอเมริกา เพราะคนอเมริกาอยู่ที่ไหนในอเมริกายังคือคนอเมริกา แต่ถ้าในยุโรปยังมีคนฝรั่งเศส คนเยอรมันอยู่
โดย
toon
จันทร์ ก.ค. 16, 2007 4:05 am
0
0
เครือข่ายการลงทุน
จบตรีเศรษฐศาสตร์ กำลังสนใจจะต่อโทครับ เคยทำงานในแวดวงการเงินมาประมาณ 2ปี สิ่งที่ชอบก็ ฟุตบอล กับ หุ้น ชอบติดตามข่าวสารธุรกิจ
โดย
toon
จันทร์ ก.ค. 16, 2007 12:55 am
0
0
วันนี้อะไรเข้าสิงหุ้นกลุ่มเบอร์ล่าครับ
ยังถืออยู่ครบเหมือนเดิม
โดย
toon
ศุกร์ มิ.ย. 29, 2007 4:01 am
0
0
แจก EPS16YEAR (งบดุล ย้อน 19 ปี,ราคา,Ratio,แบบเครดิตภาษี)
รบกวนขอด้วญครับพี่
[email protected]
โดย
toon
อาทิตย์ ก.พ. 18, 2007 11:09 pm
0
0
ถ้าไม่สนใจปัจจัยการเมือง SATTEL น่าสนหรือเปล่าครับเนี่ย
ถ้าคมช.จะยึดดาวเทียมเล่นๆ ก็คงทำได้ครับ แต่ผมว่าปัจจัยเสี่ยงของ sattel ในเรื่องนี้ ไม่ได้มากไปกว่าเหมืองถ่านหินของบ้านปูเลย รัฐบาลไทยหรืออินโดนิเซีย อาจจจะตัดสินใจ ยึดเหมืองของบ้านปูดื้อๆ ก็ทำได้ ถ้าอยากทำ พี่ Eto แต่ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ บ้านปูมีการทำประกันที่เกิดจาก political risk ด้วยนะครับ
โดย
toon
พฤหัสฯ. ม.ค. 25, 2007 8:33 am
0
0
ถ้าไม่สนใจปัจจัยการเมือง SATTEL น่าสนหรือเปล่าครับเนี่ย
ขอร่วมแสดงความเห็นด้วยนะครับ ผมว่าถ้าดูที่งบการเงิน โดยเฉพาะ Cash flow แล้ว ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกติดลบเกือบทุกปี แต่ถ้าดูในเรื่องเทคโนโลยี ต้องขอข้อมูลจากคนในวงการดีกว่า เพราะ เทคโนโลยี ipstar อาจจะสามารถเปลี่ยนวงจรรายได้ของ Sattel ไปเลยก็ได้
โดย
toon
พุธ ม.ค. 24, 2007 5:29 pm
0
0
ทำไมเขาปิดข่าว
วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056) ชลัช ชินธรรมมิตร์ เปิดเสรีอุตฯน้ำตาลคือ "ความคล่องตัว" สัมภาษณ์ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ถูกจับตามอง หลังจากที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้ามาบริหารประเทศ ในข้อถกเถียงที่ว่า อุตสาหกรรมนี้สมควรที่จะเปิดเสรีหรือไม่ และคำว่า "เสรี" นั้น กินความหมายมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงปัญหาและอุปสรรค "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านพัฒนาอ้อยและพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตน้ำตาล - อุปสรรคในการผลิตน้ำตาลให้มีคุณภาพดี ความจริงแล้ว โรงงานน้ำตาลอยากหีบน้ำตาลคุณภาพดี แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของประเทศผู้นำเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดค่าความหวาน หรือค่า Pol ในน้ำตาลดิบนำเข้า "ไม่เกิน" 98 ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ กำหนดค่า Pol "ไม่ต่ำกว่า" 98.5 นั้น หมายความว่า ถึงโรงงานน้ำตาลอยากจะผลิตน้ำตาลดิบที่มีคุณภาพดีมากเพียงไรก็ตาม แต่ในความเป็นจริงผลิตไม่ได้ เนื่องจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำตาลดิบรายใหญ่ที่สุดของไทย มีการนำเข้าปีละไม่ต่ำกว่า 600,000 กระสอบ ใช้กลไกภาษีนำเข้าบังคับให้น้ำตาลดิบเข้าประเทศมีค่า Pol ไม่เกิน 98 หากเกินกว่านั้น จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ขณะที่เราจำเป็นที่จะต้องรักษาตลาดส่งออกน้ำตาลดิบตลาดนี้เอาไว้ให้ได้ ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพน้ำตาลก็เกิดขึ้นลำบาก - กอน.พยายามจะกำหนดประสิทธิภาพโรงงาน ใช่ กอน.เคยพยายามที่จะออกระเบียบกำหนดประสิทธิภาพในการหีบอ้อย (ร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพอ้อย อ้อยไฟไหม้ ความบริสุทธิ์ของอ้อย และกำหนดประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานน้ำตาล พ.ศ. ...) ด้วยการบังคับให้โรงงานน้ำตาลแต่ละโรงต้องผลิตน้ำตาลทรายไว้ที่ 90 กิโลกรัม ณ ค่าความหวานที่ 10 CCS จากอ้อยที่เข้าหีบในโรงงานทุกๆ 1 ตัน แต่ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน ความจริงโรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ก็หีบอ้อยเฉลี่ยทุก 1 ตันอ้อยที่ค่าความหวาน 10 CCS เกินกว่า 90 กิโลกรัมอยู่แล้ว แต่แน่นอนก็มีบางโรงงานยังทำได้ไม่ถึง ตรงนี้จะเป็นปัญหา และส่วนที่หีบเกินกว่า 90 กิโลกรัมนั้น จะให้ใคร กับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น กอน.บอกว่า เป็นมาตรการจูงใจ ผมก็สงสัยว่า เอาทฤษฎีใดมาวัดว่าประสิทธิภาพต้องอยู่ที่ 90 กิโลกรัม ความจริงทุกโรงงานอยากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแทบทั้งสิ้น แต่หากระบบแบ่งปันผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมของเรายังเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีใครอยากลงทุนเพิ่ม หนี้เก่าก็ยังมี เราเคยเสนอให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเข้ามาช่วยเหลือปล่อยกู้ในการปรับปรุงพัฒนาเครื่องจักร แต่ก็มาติดปัญหา กองทุนฯขาดสภาพคล่องอีก ล่าสุดเข้าใจว่า กอน.ชะลอการบังคับใช้เรื่องประสิทธิภาพในการหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลออกไปแล้ว เรื่องเอทานอลแบ่งปันกันอย่างไร โรงงานน้ำตาลถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ กติกาปัจจุบันกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อย กับโรงงานน้ำตาล ในระบบ 70/30 การตั้งโรงงานเอทานอลโดยนำโมลาสที่ได้จากการหีบอ้อยมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต เอทานอลนั้น ถือเป็นการต่อยอดของโรงงานน้ำตาล ต้องเข้าใจว่าเราเป็นผู้ลงทุนตั้งโรงงาน เอทานอล เสร็จแล้วชาวไร่อ้อยก็ยังตามมาขอแบ่งปันผลประโยชน์จากเอทานอลอีก ซึ่งความจริงชาวไร่ได้แบ่งปันไปจากราคาโมลาสอยู่แล้ว ปัจจุบันเราตกลงกันไว้ว่า จะใช้สูตรในการแบ่งปันด้วยการคำนวณปริมาณน้ำอ้อยไปสู่เอทานอล แล้วย้อนกลับมาเป็นน้ำตาลอีกครั้งหนึ่ง - การเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาล ที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องของกฎระเบียบถูกคุมอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน โรงงานน้ำตาลก็อึดอัด เราถูกคุมตั้งแต่อ้อยเข้าโรงงานไปจน กระทั่งถึงน้ำตาลทุกเม็ดที่หีบออกมา ชาวไร่/ส่วนราชการรับรู้ตลอด แต่พอน้ำตาลในประเทศขาดแคลน ก็มาโวยวายว่าโรงงานน้ำตาลกักตุน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ เราจะกักตุนได้อย่างไรในเมื่อควบคุมทุกขั้นตอนอย่างนี้ น้ำตาลไปไหนใครๆ ก็รู้ สุดท้ายมาโทษโรงงานคนเดียว อย่างการเปิดเสรีในอุตสาหกรรมน้ำตาลต้องทำ คำว่า "เสรี" ในความหมายของผมก็คือ ความคล่องตัว ทุกวันนี้ไม่มีความคล่องตัว ยกตัวอย่าง เรามีคณะกรรมการที่มีทั้งชาวไร่อ้อย-โรงงานน้ำตาล-ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ถึง 5 ชุด ซึ่งความจริงแล้วไม่จำเป็นเลย เพราะทุกวันนี้พอมีปัญหาอะไรขึ้นมาในแต่ละชุดก็ตัด สินใจอะไรไม่ได้ กลับโยนทุกเรื่องกลับมาที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) กันอีก แล้วผมถามว่า จะมีอีก 4 ชุดที่เหลือเอาไว้ทำไม - เปิดเสรีแล้ว ต้องคุมราคาหรือไม่ จะปล่อยราคาน้ำตาลขึ้นลงอย่างเสรีในระยะแรกคงไม่ได้ ต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมคิดว่าจะต้องมีการกำหนดราคาน้ำตาลทรายในประเทศเป็นราคาขั้นสูงกับราคาขั้นต่ำเอาไว้ มีการประกาศราคาจำหน่ายเป็นคราวๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยราคานั้นจะคำนวณมาจากราคาส่งออกกับราคานำเข้า การประกาศ/บริหารในเรื่องราคาน้ำตาลทรายในประเทศจะต้องมีคนกลางที่ได้รับการยอมรับทั้งฝ่ายโรงงาน-ชาวไร่-ผู้บริโภค เข้ามาดูแล ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อปล่อยราคาน้ำตาลในประเทศแล้ว การตั้ง/ขยาย/ย้าย โรงงานน้ำตาล ยังจะถูกควบคุมหรือไม่นั้น ในประเด็นนี้ผมคิดว่าต้องทำให้เกิดความชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าจะย้ายโรงงานน้ำตาลไปที่อื่น จะต้องตั้งห่างจากโรงงานน้ำตาลเดิมกี่กิโล ผู้ย้ายจะต้องมีการลงทุนสนับสนุนการปลูกอ้อยในพื้นที่ที่จะย้ายไป ใครเข้าเกณฑ์ที่กำหนดก็ย้ายไปได้เลย แต่ปัจจุบันนี้ "ไม่" ลงทุนในการปลูกอ้อยไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ย้ายโรงงาน
โดย
toon
จันทร์ ม.ค. 15, 2007 5:25 pm
0
0
ทำไมเขาปิดข่าว
ประชาชาติ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056) กลุ่มน้ำตาลขอนแก่นตั้งเป้าเปิดหีบอ้อยรง.น้ำตาลในลาว/เขมรปี"51-52 กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น เร่งส่งเสริมการปลูกอ้อยทั้งใน สปป.ลาว ที่แขวงสะหวันนะเขต กับเกาะกง ในกัมพูชา หลังตั้งเป้าเปิดหีบอ้อยให้ได้ในปี 2551 กับ 2552 ตามลำดับ หวังส่งน้ำตาลดิบเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรป อาศัย ลาว/เขมร ได้รับสิทธิพิเศษ ประเทศที่พัฒนาน้อย นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-สายงานพัฒนาธุรกิจ กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาล ในประเทศเพื่อนบ้านว่า ปัจจุบัน กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น มีการลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลและส่งเสริมการปลูกอ้อยใน 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว กับกัมพูชา ใช้เงินลงทุนรวมกันประมาณ 3,200 ล้านบาท ใน สปป.ลาว บริษัทน้ำตาลขอนแก่น (KSL) ร่วมกับบริษัทบ้านโป่ง อินเตอร์เทรด (น้ำตาลบ้านโป่ง) ได้ลงนามในสัญญาการร่วมลงทุนเพื่อเช่าที่ดินระยะเวลา 30 ปีกับรัฐบาล สปป.ลาว เพื่อพัฒนาโครงการปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานน้ำตาล มูลค่า 700 ล้านบาท บนพื้นที่ 62,500 ไร่ที่แขวงสะหวันนะเขต โดยทั้ง 2 กลุ่มได้ตั้งบริษัทน้ำตาลสะหวันนะเขต (Savannakhet Sugar Corporation) ทุนจดทะเบียน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งสัดส่วนการถือหุ้นประกอบไปด้วย กลุ่ม KSL ร้อยละ 80 กลุ่มบ้านโป่งร้อยละ 20 เงินลงทุนขั้นแรก 700 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนทั่วไป 300 ล้านบาท กับเงินลงทุนก่อสร้างโรงงานน้ำตาลอีก 400 ล้านบาท นอกจากนี้แล้ว โรงงานน้ำตาลที่สะหวันนะเขตยังได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สปป.ลาวด้วยการ "ยกเว้น" ภาษีนำเข้าเครื่องจักรและภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปีอีกด้วย "ในขั้นแรกเราจะเข้าไปส่งเสริมการปลูกอ้อยในพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ เมื่อได้ผลผลิตก็จะทันพอดีกับการก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จ ตั้งเป้าว่าจะหีบน้ำตาลได้ประมาณ 3,000 ตัน/วันในระยะแรก ผมคาดว่าโรงงานน้ำตาลของเราจะเปิดหีบได้ในปี 2551" นายชลัชกล่าว ส่วนการลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลในกัมพูชานั้น กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ตัดสินใจที่จะลงทุนตั้งโรงงานอยู่ที่เกาะกง ในเบื้องต้นได้ตั้งบริษัทขึ้นมา 2 บริษัทคือ บริษัทเกาะกง แพลนเตชั่น จำกัด (KPT) กับ บริษัท เกาะกง ซูการ์ อินดัสตรี จำกัด(KSI) โดยบริษัทแรกจะส่งเสริมการปลูกอ้อย ส่วนบริษัทหลังจะเป็นโรงงานน้ำตาล ทั้ง 2 บริษัท กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น จะถือหุ้นร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนบริษัทละ 5 ล้านเหรียญ ส่วนผู้ถือหุ้นที่เหลือได้แก่ บริษัทวีวอง จากไต้หวัน ร้อยละ 30 กับ นายลี ยอง พัต นักธุรกิจกัมพูชา อีกร้อยละ 20 พร้อมกันนี้ กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลกัมพูชา ในการเช่าพื้นที่สัมปทานปลูกอ้อยเป็นจำนวน 20,000 เฮกตาร์ ระยะเวลาเช่า 90 ปี และได้รับสิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ค่าสัมปทานในระยะ 5 ปีแรกของการดำเนินกิจการด้วย "โรงงานน้ำตาลของเราที่เกาะกง คงจะเปิดหีบได้ในปี 2552 หรือหลังจากที่โรงงานน้ำตาลที่สะหวันนะเขตเปิดหีบไปแล้วได้ 1 ปี ขั้นต้นเราตั้งเป้าที่จะหีบอ้อยให้ได้ 5,000 ตัน/วัน" นายชลัชกล่าว สำหรับเหตุผลที่กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ไปลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้น นายชลัชกล่าวว่า ผลผลิตอ้อยในประเทศมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มามักจะส่งเสริมให้มีการปลูกยางพารา-ปาล์มน้ำมันมากกว่าอ้อย ดังนั้นทางกลุ่มจึงตัดสินใจไปลงทุนส่งเสริม การปลูกอ้อยและตั้งโรงงานน้ำตาลในประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับค่าแรงก็ถูกกว่าแรงงานไทยมาก แต่ที่สำคัญก็คือ น้ำตาลที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตาลดิบ สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปภายใต้สิทธิพิเศษทางการค้า เนื่องจาก สปป.ลาว/กัมพูชา จัดเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อย ส่วนน้ำตาลทรายขาว ที่เหลือก็จะจัดหน่ายภายในประเทศทั้ง 2 ซึ่งมีความต้องการน้ำตาลไม่มากนัก ทั้งนี้ กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น หรือที่รู้จักกันอีกชื่อในนาม กลุ่มท่ามะกา ประกอบไปด้วย โรงงานน้ำตาล 4 แห่งคือ บริษัทน้ำตาลขอนแก่น, บริษัทน้ำตาลท่ามะกา, บริษัทโรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย และบริษัทน้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี ขณะที่กลุ่มน้ำตาลบ้านโป่ง ประกอบไปด้วย บริษัทน้ำตาลนครเพชร กับ บริษัทน้ำตาลบ้านโป่ง
โดย
toon
จันทร์ ม.ค. 15, 2007 5:22 pm
0
0
ทำไมเขาปิดข่าว
ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันมั๊ยนะครับ แต่ราคาน้ำตาลตลาดโลกร่วง โรงงานต้องส่งออกน้ำตาลถูกๆ จะไปรับซื้ออ้อยแพงๆก็คงทำไม่ได้นะครับ แถมน้ำตาลบ้านเรามีปัญหาเรื่องคุณภาพ เรื่องสีและความหวาน สู้คู่แข่งไม่ได้ ยอดขายก็ลดอีก อันนี้มันเหมือนเจอสองเด้ง แต่แน่นอนว่าผู้ที่เดือดร้อนก็ต้องเป็นเกษตรกรอีกแล้วครับ ถ้ารัฐเข้าไปอุ้มอีก ก็ต้องเอาเงินภาษีไปอุดหนุน มันช่วยได้ในระยะสั้น แต่จะทำให้เกษตรกรที่ปลูกอ้อยอ่อนแอ มันดีในระยะสั้น แต่ส่งผลร้ายในระยะยาว ถ้าเราคิดว่าน้ำตาลเป็นโภคภัณฑ์ ผู้ที่อยู่รอดได้คือผู้ที่มีต้นทุนต่ำสุด ถ้าเราไม่สามารถไปยืนที่จุดนั้นได้ สักวันเราก็จะไม่มีที่ยืนครับ การแข่งขันมันโหดร้ายอย่างนี้นี่เอง อันที่จริงถ้าเกษตรกรจะอยู่รอดได้ ผมคิดว่าเราต้องทำแบบอิสราเอล อาจจะเริ่มจากมาวิเคราะห์ว่าพืชชนิดใดที่จะมีราคาดีในระยะเวลาถัดไป แล้วเราก็ไปทำสัญญาขายล่วงหน้า แล้วก็มาจัดสรรให้เกษตรกรปลูก แล้วเกษตรกรก็ควรปลูกแบบผสมผสาน ห้าหรือสิบชนิดเหมือนพอร์ตหุ้น นี่น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นบ้าง มันยากมากนะครับ แต่คิดว่าถ้าทำได้แล้ว ปัญหาความยากจนจะลดลง เมื่อปัญหาเรื่องความยากจนลดน้อยลง ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การแบ่งแยกดินแดนต่างๆจะลดน้อยลงมาก ผมเคยอ่านเจอมาว่าปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ศาสนานี่มันมักจะมีตอนที่เรามีปัญหาเรื่องปากท้อง เพราะเราชอบโทษคนอื่น เลยโบ้ยว่าปัญหามันมาจากคนเชื้อชาติอื่น พี่ครับ จริงๆ แล้วโรงงานน้ำตาลมีการขายล่วงหน้าไปแล้วนะครับ แต่จะมีการส่งมอบน้ำตาลในภายหลัง แต่พอราคาน้ำตาล ณ spotปรับลงโรงงานก็มักจะมากดราคากับเกษตรกรอีกที โดยให้เหตผลว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลง
โดย
toon
จันทร์ ม.ค. 15, 2007 5:17 pm
0
0
บริษัทญี่ปุ่นส่วนมากจะกู้เงินจากใคร
ถ้าเป็นก่อนมาตราการใหม่ บริษัทญี่ปุ่น บางครั้งอาจจะกู้จากธนาคารญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นเลย เพราะดอกเบี้ยถูกกว่าเยอะมาก แล้วก็มาหาวิธีป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่หลัง แต่หลังจากที่มีมาตราการออกมา การเปลี่ยนแปลงยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร
โดย
toon
ศุกร์ ม.ค. 12, 2007 12:42 pm
0
0
19/12 ทำให้ Bank ดีหรือเปล่า?
คิดเหมือนผมเลย แต่ผมว่าน่าจะเป็นเพราะนโยบายที่ออกมา น่าจะทำให้การกู้เงินจากต่างประเทศได้ยากขึ้น จึงต้องหันมากู้ภายในมากขึ้น
โดย
toon
พฤหัสฯ. ธ.ค. 21, 2006 8:28 am
0
0
แจก work sheet excel สำหรับ คำนวณเครดิตภาษีปันผล
[email protected]
ขอบคุณนะครับ
โดย
toon
อาทิตย์ ธ.ค. 03, 2006 12:46 am
0
0
มีท่านไหนมีข่าวเรื่องมาตรฐานบัญชีใหม่สำหรับโฮลดิ้ง คอมพานี ?
เท่าที่ผมเคยถามเพื่อน รู้สึกว่างบเฉพาะบริษัท จะไม่แสดงรายการส่วนได้ส่วนเสีย แต่ในงบรวมของบริษัทยังคงแสดงส่วนได้ส่วนเสียนะครับ
โดย
toon
พุธ พ.ย. 22, 2006 5:50 pm
0
0
อยากให้พี่ WEB แปล Security Analysis ครับ มีใครเห็นด้วยบ้าง?
ผมขอเสนอทางออกหน่อยนะครับ ว่า ถ้ามันเยอะมาก ทำไมไม่แบ่งแปลกันคนละบทละครับ เพียงแต่ถ้าเป็นวิธีนี้อาจจะใช้ได้แค่ใน web อาจจะไม่สามารถใช้แบบเป็นทางการได้ เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องภาษาที่ใช้ แต่เรื่องความเข้าใจ ไม่น่ามีปัญหานะครับ
โดย
toon
พุธ พ.ย. 22, 2006 5:47 pm
0
0
เกี่ยวกับ TR
ขอเพิ่มเติมหน่อยนะครับ คือ หากงบปี ต้องแจ้งภายใน 60 วัน แต่หากเป็นงบไตรมาส 1-3 จะต้องแจ้งภายใน 45 วัน
โดย
toon
พุธ พ.ย. 22, 2006 5:37 pm
0
0
UEC มาแล้ว
ที่ 16 / 2549 13 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง จ่ายปันผลระหว่างกาลและแต่งตั้งกรรมการ เรียน กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ได้มีมติดังนี้ 1. อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประจำปี 2549 ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท กำหนดจ่ายในวันที่ 8 ธันวาคม 2549 2. กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา 12.00 น. 3. แต่งตั้ง นาย ยัง ไท่ หลู ( Mr. Young Tai Lu ) เป็นกรรมการแทนตำแหน่ง กรรมการที่ว่างลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
โดย
toon
จันทร์ พ.ย. 13, 2006 9:08 am
0
0
สรุปผลการดำเนินงานของบจ.ไตรมาสที่ 3
สรุปผลการดำเนินงานของบจ.ไตรมาสที่3(F45-1) บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) สอบทาน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน (หน่วย : พันบาท) ไตรมาสที่ 3 งวด 9 เดือน ปี 2549 2548 2549 2548 กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 58,728 40,237 141,759 122,173 กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท) 0.19 0.13 0.46 0.41 ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต ที่ IR042/2006 10 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2549 เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 4/2549 เมื่อวันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ได้มีมติอันเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 ในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น จากกำไรส่วนที่มิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคล เนื่องจากบริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ มีสภาพคล่องสูง โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนการพักโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา 12.00 น. และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 ธันวาคม 2549 จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอแสดงความนับถือ (นายทนง โชติสรยุทธ์) กรรมการผู้จัดการ ที่ IR040/2006 13 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง สรุปสาระสำคัญผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2549 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามที่บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำส่งงบการเงินที่ผ่านการสอบทานจาก ผู้สอบบัญชีสำหรับไตรมาส 3 ปี 2549 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 ให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อ เผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนทั่วไปนั้น บริษัทฯ ใคร่ขอชี้แจงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่เปลี่ยน แปลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2549 เป็นเงิน 141.76 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 19.59 ล้านบาท หรืออัตราผลการดำเนินงานเติบโต 16.03% ในขณะที่ กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ปี 2549 เป็นเงิน 58.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 18.49 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 45.95% โดยในเก้าเดือนแรกของปี 2549 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,802.37 ล้านบาท ถือว่าเป็นไปตามที่บริษัทฯ ได้คาดการณ์ไว้ ในเก้าเดือนแรกของปี 2549 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาของร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นจำนวน 18 สาขา รวมเป็นสาขาที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ ณ วันที่ 30 กันยายน 2549 ทั้งสิ้น 208 สาขา และจุด ขายทั้งสิ้นที่ยังเปิดดำเนินการอยู่จำนวน 195 จุดขาย ผลการดำเนินงานสำหรับเก้าเดือน ปี 2549 เปรียบเทียบงวดเดียวกันของปี 2548 1. บริษัทฯ มีรายได้รวมสำหรับเก้าเดือนแรก ปี 2549 เป็นเงิน 2,802.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 336.41 ล้านบาท หรือเติบโตสูงขึ้น 13.64% โดยในจำนวนนี้เป็นรายได้จาก การขาย2,770.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.40 ล้านบาท หรือเติบโตสูงขึ้น 13.26% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ และ Book Variety ซึ่งเพิ่มขึ้น 15.78% จากสาขาและจุดขายที่เปิดเพิ่มขึ้น จากยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้นและ จากการปรับปรุงสาขา นอกจากนี้รายได้จากการขายส่งหนังสือให้ร้านหนังสืออื่น และสถาบัน การศึกษา เพิ่มขึ้น 2.73% 2. กำไรสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือน ไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เกิดจาก - กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Profit from operation) หลังหักภาษีแล้ว จำนวน 138.70 ล้านบาท - รายการที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก หลังหักภาษีแล้ว จำนวน 3.06 ล้านบาท - กำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือนไตรมาสที่ 3 ปี 2549 จำนวน 141.76 ล้านบาท 2.1 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Profit from operation) หลังหักภาษี แล้ว สำหรับงวดเก้าเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเงิน 138.70 ล้านบาท คิดเป็น 4.96% ต่อรายได้รวม เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 31.13 ล้านบาท คิดเป็น 28.94% (กำไรจากการดำเนินงานหลัก สำหรับงวดเก้า เดือน ปี 2548 เป็นเงิน 107.57 ล้านบาท) สาเหตุเกิดจาก - กำไรขั้นต้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 110.93 ล้านบาทจากยอดขายที่เติบโตขึ้น 15.08% จากงวดเดียวกันของปีก่อน - ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร ไม่รวมรายการที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก (Non-operation items) เพิ่มขึ้น 72.38 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.33% สาเหตุเกิดจาก - ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการส่วนกลาง โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากค่า เช่าสาขาที่เปิดใหม่ จำนวน 26 สาขา - ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มขึ้นของจำนวนพนักงานสาขาจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น - ขาดทุนจากสินค้าสูญหายที่สาขา เพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขาที่เข้าทำการตรวจนับ สินค้าที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่ไม่รวมรายการที่ไม่เกี่ยวกับ การดำเนินงานหลัก (Non-operation items) ยังเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้น ของกำไรขั้นต้น 2.2 รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก (Non-operation items) หลังหักภาษีแล้วสำหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 มี จำนวน 3.06 ล้านบาท โดยรายได้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ - รายได้เงินปันผลและดอกเบี้ยรับจากเงินลงทุนชั่วคราว จำนวน 11.18 ล้านบาท - ค่าตอบแทนกรรมการ จำนวน (2.88) ล้านบาท (สุทธิจากภาษี) ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นค่าบำเหน็จกรรมการประจำปี 2548 - ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม จำนวน (3.33) ล้านบาท 2.3 กำไรสุทธิ สำหรับงวดเก้าเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเงิน 141.76 ล้านบาท คิดเป็น 5.06% ต่อรายได้รวม หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.46 บาท (ปี 2548 กำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2548 เป็นเงิน 122.17 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.95% ต่อรายได้รวม หรือมีกำไรต่อ หุ้น 0.41 บาท) โดยกำไรสำหรับงวดนี้ เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 19.59 ล้านบาท คิดเป็น 16.03% ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 สามเดือน ปี 2549 เปรียบเทียบงวดเดียวกันของปี 2548 1. บริษัทฯ มีรายได้รวมสำหรับไตรมาสที่ 3 ปี 2549 เป็นเงิน 1,021.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.91 ล้านบาท หรือเติบโตสูงขึ้น 16.80% โดยในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการขาย 1,012.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143.30 ล้านบาท หรือเติบโตสูงขึ้น 16.48% ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ และ Book Variety ซึ่งเพิ่มขึ้น 18.60% จากสาขาและจุดขายที่เปิดเพิ่มขึ้น จากยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น และจากการ ปรับปรุงสาขา ขณะที่รายได้จากการขายส่งหนังสือให้ร้านหนังสืออื่น และสถาบันการศึกษา เพิ่มขึ้น 11.55% 2. กำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือน ไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เกิดจาก - กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Profit from operation) หลังหักภาษีแล้ว จำนวน 58.86 ล้านบาท - รายการที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก หลังหักภาษีแล้ว จำนวน (0.13) ล้านบาท - กำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือนไตรมาสที่ 3 ปี 2549 จำนวน 58.73 ล้านบาท 2.1 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Profit from operation) หลังหักภาษี แล้ว สำหรับไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเงิน 58.86 ล้านบาท คิดเป็น 5.77% ต่อรายได้รวม เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 13.17 ล้านบาท คิดเป็น 28.83% (กำไรจากการดำเนินงานหลัก สำหรับไตรมาส 3 ปี 2548 เป็น เงิน 45.69 ล้านบาท) สาเหตุหลักเกิดจาก - กำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 65.81 ล้านบาท จากยอดขายที่เติบโตขึ้น - ค่าใช้จ่ายขายและบริหารไม่รวมรายการที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก (Non-operation items) เพิ่มขึ้น 38.49 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.26% โดยเกิดจากสาเหตุเดียวกันกับงวด 9 เดือน 2.2 รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก (Non-operation items) สุทธิจากภาษีสำหรับไตรมาส 3/2549 มีจำนวน 0.13 ล้านบาท ที่สำคัญ ได้แก่ - รายได้เงินปันผลและดอกเบี้ยรับจากเงินลงทุนชั่วคราว จำนวน 2.82 ล้านบาท - การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม จำนวน (2.25) ล้านบาท 2.3 กำไรสุทธิ เมื่อรวมรายการที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก สำหรับงวด 3 เดือน ไตรมาสที่ 3 ปี 2549 เป็นเงิน 58.73 ล้านบาท คิดเป็น 5.76% ต่อรายได้รวม หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.19 บาท (ปี 2548 กำไรสุทธิสำหรับไตรมาสที่ 3 สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2548 เป็นเงิน 40.24 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.60% ต่อรายได้ รวม หรือมีกำไรต่อหุ้น 0.13 บาท) โดยกำไรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 18.49 ล้านบาท คิดเป็น 45.95% บริษัทฯ จึงใคร่ขอให้ท่านกรุณาเผยแพร่ข้อมูลงบการเงินนี้ ให้แก่ผู้ลงทุนได้ทราบโดยทั่วกัน จักเป็นพระคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ (นายทนง โชติสรยุทธ์) กรรมการผู้จัดการ
โดย
toon
จันทร์ พ.ย. 13, 2006 8:52 am
0
0
ได้เงินบำรุงเวบ 23,000 บาทครับ
ขอบคุณนะครับ
โดย
toon
เสาร์ พ.ย. 11, 2006 2:46 pm
0
0
นักลงทุนที่เฉลียวฉลาด
ได้รับหนังสือเมื่อวาน ขอบคุณพี่ WEB กับ พี่มน มากๆนะครับ ผมได้รับพัสดุมา ตกใจมาก เพราะใส่กล่องอย่างดี แถมมีพลาสติกห่อข้างในอีก ผมเห็นแล้วรู้สึกขอบคุณมากครับ ดีกว่าไปซื้อที่ร้านเองซะอีก
โดย
toon
เสาร์ พ.ย. 11, 2006 2:41 pm
0
0
STPI คิดว่าเป็นไงครับ
มันคือโครงการเดียวกับที่ บทวิเคราะห์บอกไว้รึเปล่าครับ http://www.settrade.com/brokerpage/AnalystConsensus/Research/asp_stpi.pdf
โดย
toon
พุธ พ.ย. 01, 2006 8:11 am
0
0
ถามเรื่องเอทานอลครับ
วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3835 (3035) โรงงานเอทานอลในประเทศไม่พร้อม อย่าดันทุรัง "ยกเลิก" เบนซิน 95 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินสถานการณ์การจัดหาและความต้องการใช้เอทานอลในประเทศเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ หลังวันที่ 1 มกราคม 2550 ที่กำหนดให้ "ยกเลิก" การจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 ผสม MTBE ตามนโยบายพลังงานทดแทน โดยพบว่าในปัจจุบันมีการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ประมาณ 104 ล้านลิตร/เดือน คิดเป็นร้อยละ 45.6 ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 ขณะที่การผลิตเอทานอลของโรงงานเอทา นอลปัจจุบันอยู่ที่ 443,000 ลิตร/วัน มีความต้องการเอทานอลของบริษัทผู้ค้าน้ำมันอยู่ประมาณ 350,000 ลิตร/วัน เท่ากับมีการจัดหาเอทานอลคงเหลือประมาณ 93,000 ลิตร/วัน หรือ 2.79 ล้านลิตร/เดือน แต่หลังวันที่ 1 มกราคม 2550 จะมีการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบซิน 95 ส่งผลให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันต้องเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เพื่อทดแทน ถึงช่วงนั้นกระทรวงพลังงานได้ประมาณความต้องการใช้เอทานอลหลังวันที่ 1 มกราคม 2550 ไว้ประมาณ 800,000 ลิตร/วัน ขณะที่โรงงานเอทานอล (รวมที่เปิดดำเนินการผลิตใหม่) น่าจะผลิตเอทานอลออกมาได้ไม่เกิน 673,000 ลิตร/วัน เท่ากับปริมาณเอทานอลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 127,000 ลิตร/วัน ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ กระทรวงพลังงานพบก็คือกำลังการผลิตตามแผนที่แจ้ง กชช.ไว้กับการผลิตจริง "ไม่ตรงกัน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลที่เปิดดำเนินการจริงเพียง 5 บริษัท กำลังผลิตแจ้งไว้ตามแผนคือ 605,000 ลิตร/วัน แต่ผลิตจริงแค่ 465,000 ลิตร/วัน หรือหายไป 140,000 ลิตร/วัน เมื่อพิจารณาจากโรงงานเอทานอลที่ใช้มัน สำปะหลังเป็นวัตถุดิบ และมีกำหนดการที่จะเปิดดำเนินการผลิตภายในปลายปีนี้อีก 4 โรงงาน ยิ่งพบความไม่แน่นอนเข้าไปใหญ่ เมื่อ 2 ใน 4 คือ บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล กำลังผลิต 150,000 ลิตร/วัน กับ บริษัทเอกรัฐพัฒนา กำลังผลิต 100,000 ลิตร/วัน มีท่าทีว่า ไม่สามารถสร้างโรงงานและเปิดดำเนินการผลิตได้ทันตามที่ได้แจ้งกับ กชช.ไว้ ในขณะที่บริษัทฟ้าขวัญทิพย์ กำลังผลิต 60,000 ลิตร/วัน ก็ยัง 50/50 อยู่ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลรักษาการชุดใหม่ยังดึงดันที่จะยกเลิกน้ำมันเบนซิน 95 จริง ขณะที่โรงงานเอทานอลภายในประเทศไม่มีความพร้อม ปัญหาการขาดแคลนจะต้องเกิดขึ้นตามมาอีก สุดท้ายคงจะหนีไม่พ้น "ตลกร้าย" ที่จะเปิดให้มีการ "นำเข้า" เอทา นอลจากต่างประเทศเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตอย่างแน่นอน
โดย
toon
เสาร์ ต.ค. 28, 2006 11:10 am
0
0
Investing in Cylical Stocks
On The Cover/Top Stories Can You Spell Commodity? Bernard Condon 10.30.06 While the Dow Jones booms, commodities like oil and gas swoon. Jim Rogers, the man who called the raw materials rise years ago, is upping his bets. Economist Stephen Roach thinks that's nuts. In three months crude oil has fallen 20% to $60 a barrel. A price drop in natural gas severely wounded hedge fund Amaranth Advisors. Gold and sugar are in bear markets. In August the Goldman Sachs (nyse: GS - news - people ) Commodities Index fell, breaking four years of month-on-month increases. To Jim Rogers, the man who called the commodity boom seven years ago, those are mere blips. This is a great time to invest in commodities, and he's backed this up by investing more of his own money. Supply of things like base metals, oil and rubber is crimped after years of underinvestment in mines and oilfields and farms, he says, so prices are heading up. And they will go up, with some transitory hiccups, well into the next decade and perhaps even the one following. Copper, zinc and oil have all at least doubled in the past three years. You'll see more doublings in many more commodities. That's the Rogers view. And then there's economist Stephen Roach, the Morgan Stanley (nyse: MS - news - people ) bear every bull loves to gore. He thinks Rogers is dead wrong. Roach says commodity prices could fall another third from here, putting an end to silly notions of a so-called supercycle of commodity increases. The culprits: slowing growth in China, a voracious buyer of commodities, and a U.S. housing recession that, he says, will slash demand for building materials like copper and weigh down the global economy. If you've been distracted by whether the Dow Jones stock index will stay in record-setting territory, there's a less-noticed but raging debate about the future of commodities. This, by the way, is a debate that can get personal. Rogers says Roach "couldn't even spell 'commodities' two years ago." Roach wearily responds that, yes, he used to write "commodities" with one "m" before Rogers kindly set him straight. The sparring recalls a famous exchange a quarter-century ago, during another price runup, when the ever-optimistic economist Julian Simon bet doom-and-gloom environmentalist Paul Ehrlich $10,000 that metals would fall over the next decade, ending 1990. Simon won. He wasn't a pessimist in the manner of Roach. His theory was that technology would eventually find a solution to any raw material shortage. We ran out of whale oil but found petroleum. Copper is expensive, but optical fiber is replacing a lot of it. If the issue of resource scarcity is similar, the wagers today are a bit bigger. Hedge funds have put $70 billion into energy, double the level of two years ago, says the Energy Hedge Fund Center. Investment banks have beefed up their trading desks with commodities experts. Merrill Lynch (nyse: MER - news - people ) paid $800 million for an energy trading unit after unloading a similar business a few years earlier. Bond investors are watching closely, too. Increased commodity prices usually mean inflation is right around the corner. The peripatetic Rogers, 63, who once set a Guinness World Record by riding his motorcycle around the world, brings a lot of credibility to the bull case. A founder with George Soros of the legendary Quantum Fund, he started a commodities index in 1998 when investors were caught up in the dot-com frenzy. The Rogers International Commodities Index has since returned 16.9% annually versus 13.9% and 11.8% for rivals from Goldman Sachs and Dow Jones-AIG, respectively. This year the gap has widened. Rogers' is up 7% through August. Goldman's is down 0.4%, and Dow Jones-AIG's up 3%. Rogers, author of Hot Commodities, says his optimism comes right out of the history books. The shortest commodity boom, which began in 1966, was 15 years, he says. The longest: 23 years. The current one: 7 years (forget the slump we're in now). The long trend reflects this fact: Lots of commodities can't be produced quickly. By the time miners or drillers or farmers realize that demand has outstripped supply, it's too late. New sources need to be found underground and regulators need to sign off before a shovel can even hit the ground. Food inventories are the lowest since 1972, he notes. Acreage devoted to wheat, for instance, has been falling for three decades. Cotton could also take off, he says, as clothesmakers switch to natural fabrics to avoid the rising cost of oil used in synthetics. Rogers says "soft" commodities like grains, oilseeds and fabrics, which have generally not shared in the boom, are likely to outperform. Rogers is relatively bearish on zinc and copper, however; they could drop like an anvil after having more than doubled in a year. Then there's China. Sure, the country's economic growth could slow, but over the long term Rogers is an unabashed bull. So much so that he's taught his 3-year-old daughter Mandarin and, in preparation for moving to a "Chinese-speaking" city with her, has put his Manhattan manse up for sale for $15 million. Roach's response: China will be slowing, and that's a big problem. The country is responsible for half the growth in purchases of aluminum, copper and steel and more than 85% of the growth in tin and nickel. Roach says bank reserve requirements and rises in interest rates, combined with Beijing's recent "administrative edicts" to rein in investments, will throw cold water on the "China mania" gripping investors who blithely assume 11% growth every year. It could also kill off a few of the mania's side effects--like Mandarin lessons for kids and uprooting families to Asia--what Roach calls "Rogers' whole schtick." Roach says crude oil prices are more likely to head down than up; Rogers says they will approach $100 a barrel before the commodity boom ends. Roach says cheap Chinese imports create "headwinds" against inflation and that rising U.S. bond prices wisely reflect that. Rogers says inflation, far from retreating, is rampant, and he is shorting U.S. Treasury bonds. Roach says the influx of money into commodities means trading "technicals" with no relation to fundamentals can cause investors to "overshoot." Rogers notes that there are fewer than 50 mutual funds worldwide dedicated to commodities versus 70,000 for stocks and bonds, though he too fears man's tendency to overshoot. It's Roach's timing that's off, he says. "Call me in 2019," says Rogers, which he considers a more likely peak-price year than today. "I will say, 'Sell commodities.' And you will laugh and giggle and say, 'Commodities always go up. You are an old fool.'" Roach might be thinking something along those lines right now. He apparently sees opportunity in the coming real estate crash. He jokes that he put in a bid of $1.5 million for Rogers' house (eight bedrooms, five baths). Roach says, "He hasn't gotten back to me yet." [/code]
โดย
toon
เสาร์ ต.ค. 28, 2006 11:06 am
0
0
มีหุ้นตัวไหนที่น่าเติบโตได้สองหลัก ?
ถ้าดูแต่ยอดขายอย่างเดียวนะ ขอส่ง TCB เข้าประกวด
โดย
toon
เสาร์ ต.ค. 21, 2006 4:46 pm
0
0
ประเทศที่ขาดดุลค่าเงินถึงมักจะอ่อนแต่ทำไมเวลาอเมริกาขาดดุล..
เพราะอเมริการเป็นประเทศใหญ่ มีอำนาจต่อรองสูงในหลายๆ เรื่องนะครับ ยกตัวอย่างเช่นแค่เรื่องดอกเบี้ยโดยเฉพาะ ในปัจจุบันไม่ว่า Fed จะพูดอะไร หรือแค่คิด ก็รู้สึกว่าจะมีผลต่อทั่วโลกแล้วนะครับ รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของดอลล่าร์ ที่แทบจะเรียกว่าเป็นสื่อกลางทางการแลกเปลี่ยนทั่วโลก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเล็กเช่นไทย เมื่อขาดดุลการค้า BOT อาจจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดการขาดดุลการชำระเงิน แต่ผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยของไทยน้อยมากในตลาดโลกนะครับ นั่นคือนักลงทุนบางคนอาจจะยังรู้สึกว่าผลตอบแทนดอกเบี้ยของไทยเพิ่มขึ้นจริง แต่เมื่อต้องการถอนออกอาจจะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนก็ได้ ในขณะที่ FED ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรกับการขึ้นดอกเบี้ยของไทย เพราะก็แค่ประเทศเล็กๆ ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากในตลาดโลก แต่ลองเทียบมในทางตรงกันข้าสิครับ สมมติว่า FED ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชดเชยการขาดดุลบ้างละ ทุกประเทศจะรู้สึกได้รับผลกระทบกันหมด เช่นไทยอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อจะแข่งขันให้เงินไหลเข้าบ้าง หรือนักลงทุนบางคนก็อาจจะโยกเงินที่ไปลงทุนที่อื่น กลับมาลงทุนในอเมริกามากขึ้น เพราะผลตอบแทนสูงขึ้น เสถียรภาพค่าเงินก็มั่นคงกว่าประเทศอื่นๆ
โดย
toon
ศุกร์ ก.ค. 21, 2006 1:13 pm
0
0
6 เดือนแรกของปี ชาว VI เป็นไงมั่ง >> เกือบลืม
โดยรวม ยังบวกอยู่เมื่อเทียบกับต้นปี แต่หายไปเยอะเหมือนกันนะ
โดย
toon
จันทร์ ก.ค. 10, 2006 6:20 pm
0
0
Auntie Anne VS Roti Boy
อ่านๆ ชักงงกับคำว่า Trend กับ แฟชั่นแล้วสิ ผมเห็นด้วยกับกับพี่สามัญชนว่า คุณตันแกรู้ แต่ผมว่า แม้ว่าปัจจุบันคนจะดื่มชาเขียวน้อยลง แต่ยังไงก็ตามมันก็ทำให้คนที่จะดื่มเครื่องดื่ม เกิดทางเลือกใหม่ขึ้นมานะครับ คือผมหมายถึงว่า อาจจะต้องใช้เพื่อพิสูจน์ว่า ชาเขียวจะหายไปจากตลาดเลยหรือไม่ แต่ยังไงตอนนี้มันก็ยังอยู่ แต่ก็ o.k นะครับว่าคนอาจจะดื่มลดลง แต่ก็ยังดื่มอยู่ เหมือน โค้ก นะครับ ที่อย่างตอนเราเด็กๆ เราอาจจะไม่ค่อยสนใจสุขภาพ แต่เมื่อตอนโตขึ้นเราก็ดื่มมันน้อยลงนะครับ มันก็อาจจะทำให้ยอดขายโค้กลดลง แต่มันก็ยังอยู่นะครับ ยังไม่หายไปจากตลาด
โดย
toon
จันทร์ ก.ค. 10, 2006 6:17 pm
0
0
Auntie Anne VS Roti Boy
สินค้าแฟชั่น คอลัมน์ market-think โดย สรกล อดุลยานนท์ ครั้งหนึ่งเมื่อ "ชานมไข่มุก" กำลังมาแรง ลูกน้องหลายคนพยายามคะยั้นคะยอให้ "ตัน ภาสกรนที" หรือ "ตัน โออิชิ" ลงทุนทำ "ชานมไข่มุก" แต่ "ตัน" ปฏิเสธ เหตุผลก็คือ เขาเชื่อว่า "ชานมไข่มุก" เป็น "สินค้าแฟชั่น" หลักการลงทุนของ "ตัน" คือจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่เป็นแฟชั่น ประเภทที่ได้รับความนิยมชั่วครั้งชั่วคราวไม่ใช่สินค้าที่ขายระยะยาวเป็นการถาวร แบบนี้ "ตัน" ไม่สนใจ หลักการตรวจสอบว่าสินค้าอะไรเป็นสินค้าแฟชั่นหรือสินค้าถาวร ของ "ตัน" มีอยู่ 2 อย่าง ข้อแรก พิจารณาจาก "รสชาติ" ถ้าอร่อยมาก อร่อยสุดๆ โอกาสที่จะเป็น "สินค้าแฟชั่น" สูงมาก เพราะอาหารที่อร่อยมากๆ มักจะมีรสเข้มข้น กินอะไรรสเข้มข้นมากๆ ไม่นานก็จะเบื่อ ไม่เหมือนอาหารหรือเครื่องดื่มที่รสชาติไม่เข้มข้นมากนัก เจือหวาน เจือเค็มนิดๆ พวกนี้กินได้นาน ไม่เบื่อง่าย สังเกตไหมครับว่า "โออิชิ กรีนที" รสชาติจะไม่เข้มข้นมาก "อะมิโน โอเค" หรือน้ำลำไย ตรา "ดีไทย" ก็ไม่หวานจัด เพราะ "ตัน" ต้องการให้คนดื่มได้บ่อยๆ ไม่เบื่อง่าย ข้อที่ 2 "ตัน" จะหาข้อมูลจากประเทศต่างๆ ใกล้บ้านเรา ถ้าเครื่องดื่มประเภทใดได้รับความนิยมเป็นระยะเวลายาวนาน ขายมา 5 ปี 10 ปีแล้วยังขายดีอยู่ แสดงว่าเครื่องดื่มประเภทนี้มีโอกาสที่จะเป็น "สินค้าถาวร" ไม่ใช่ "สินค้าแฟชั่น" เหมาะสมกับการลงทุน การลงทุนใหญ่ในธุรกิจ "ชาเขียว" ของ "ตัน" ในอดีตก็เกิดจากการหาข้อมูลจากประเทศในแถบเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เครื่องดื่มชาเขียวได้รับความนิยมสูงมากเป็นเวลายาวนาน "โออิชิ กรีนที" จึงกำเนิดขึ้น ช่วงหลังๆ ผมนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีศาลาแดง ถนนสีลมบ่อยมากทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของร้านโรตีบอยที่ผมเคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนั้นคนที่ยืนต่อแถวซื้อ "โรตีบอย" ยาวเหยียด ไม่ต่ำกว่า 30 คน เห็นความยาวของขบวน "โรตีบอย" แล้วได้แต่ถอดใจทุกครั้งไป แต่วันนี้ขบวน "โรตีบอย" หดสั้นลงเหลือเพียงแค่ 4-5 คน แถมในซอยใกล้ๆ กันมีร้านมาเปิดใหม่ ชื่อว่า "ปาป้า โรตี" ขนมแบบเดียวกันเลยครับ ถ้ามี "มาม่า โรตี-ซิสเตอร์โรตี-อังเคิล โรตี ฯลฯ" ก็ครบถ้วนวงศาคณาญาติ "โรตี" พอดี เห็นคิวที่หดสั้นลงของ "โรตีบอย" แล้วนึกถึงคำพูดของ "ตัน" ผมเคยคุยกับเขาเรื่องกระแสความนิยมใน "โรตีบอย" "ตัน" ให้ความเห็นว่า "โรตีบอย" น่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น ด้วย 2 เหตุผล 1.รสชาติอร่อยเกินไป กินไม่นานก็เบื่อ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ดีในมุมมองของ "ตัน" ลูกค้าต้องบริโภคซ้ำๆ ได้โดยไม่เบื่อ 2.ประวัติศาสตร์ "โรตีบอย" ในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ หรืออินโดนีเซีย จะบูมอยู่พักหนึ่งแล้วยอดขายก็จะตกลง ถึงวันนี้ผมยอมรับว่า "ตัน" มองถูก เพราะคิวที่หดสั้นลงนั้นทำให้ยอดขายต่อคนลดลงด้วย มันเป็นเรื่อง "จิตวิทยา" ครับ นึกดูสิครับตอนที่เราเห็นคนต่อคิวยาวเหยียด เราจะเกิดความสนใจว่าขนมอะไรทำไมคนถึงต่อคิวเยอะขนาดนี้ และอยากชิมว่าอร่อยจริงหรือเปล่า นอกจากนั้น ด้วยความยากของการเข้าถึงทำ ให้ "โรตีบอย" มีสถานะเป็น "ของฝาก" ที่มีมูลค่าทางใจ แม้จะมีราคาแค่ 20-25 บาทก็ตาม แต่คนที่ได้รับส่วนใหญ่จะชอบ "ความยาก" มี "ราคา" เมื่อต้องต่อคิวนานกว่าจะได้กิน และยังสามารถซื้อไปฝากเพื่อนๆ ได้ แต่ละคนที่ซื้อจึงซื้อกันคนละ 10-20 ชิ้น อัตราการซื้อต่อคนของ "โรตีบอย" เมื่อ 4-5 เดือนก่อนจึงสูงมาก แต่พอถึงวันนี้คนต่อคิวน้อยลง และคนส่วนใหญ่ได้ทดลองลิ้มรสชาติ "โรตีบอย" ไปแล้ว ไม่ใช่ของแปลกเหมือนในอดีต คนที่ซื้อก็รู้สึกว่าอยากกินเมื่อไรก็ซื้อได้ ไม่ต้องสต๊อกและไม่ต้องฝากใคร อัตราการซื้อต่อคนก็ย่อมลดลง ทำให้ยอดขายของ "โรตีบอย" ช่วงนี้คงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป ติดตามทั้งอนาคตของตัว "โรตีบอย" เอง และติดตามว่าจะมีญาติฝ่ายไหนของ "โรตี" พาเหรดเข้ามาในเมืองไทยบ้าง ปรากฏการณ์ "โรตีบอย" ครั้งนี้มีคนถามว่า "ใครเจ็บตัวที่สุด" รู้ไหมครับว่าใคร "บอย" ครับ เพราะเขาเป็นคนถูก "โร" ตี [code]
โดย
toon
จันทร์ ก.ค. 10, 2006 10:19 am
0
0
หุ้น บริษัทใด ในตลาดที่เทียบมาตรฐาน บับเฟ่ตต์ได้
ผมว่า OHTL มีแบรด์ที่แข็งแกร่ง มีกำแพงป้องกันคู่แข่งได้อย่างดี แต่เรื่องราคา กับผู้บริหารไม่แน่ใจ
โดย
toon
พฤหัสฯ. มิ.ย. 08, 2006 8:32 am
0
0
56-1 ฉบับเก่าๆย้อนหลังไปหลายๆปี
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกที่ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ จะมีบริการ down load ข้อมูลย้อนหลังแต่จำไม่ได้ว่ากี่ปี แล้วก็ไม่ฟรีนะครับ
โดย
toon
พุธ พ.ค. 24, 2006 8:19 am
0
0
METCO เป็นอะไรไปครับ
ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่าตอนนี้ค่าเงินเยนแข็งน่าจะส่งผลดีกับบริษัทนะ แต่ไม่รู้ว่าจะทันไตรมาส2รึเปล่า
โดย
toon
พุธ พ.ค. 17, 2006 5:42 pm
0
0
หุ้นที่มีสินค้าอันดับ 1 ในตลาด.....P/E เท่าไหร่ดี
ใช่บริษัท ชื่อแปลกมี 3 พยางค์นำหน้าด้วยตัว J หรือเปล่าครับ
โดย
toon
พุธ พ.ค. 17, 2006 5:39 pm
0
0
*** เงินบริจาคสนับสนุนเว็บ thaivi.com ***
ผมโอนให้แล้วนะครับ เมื่อวาน 26/4/06 เวลา 19.35 ที่บัญชี BBL ยังไง check ให้ด้วยนะครับ
โดย
toon
พฤหัสฯ. เม.ย. 27, 2006 1:02 pm
0
0
138 โพสต์
of 3
ต่อไป
ชื่อล็อกอิน:
toon
ระดับ:
Verified User
กลุ่ม:
สมาชิก
ที่อยู่:
สุดเขตตะวันตก
ติดต่อสมาชิก
PM:
ส่งข้อความส่วนตัว
สถิติสมาชิก
ลงทะเบียนเมื่อ:
พฤหัสฯ. มี.ค. 18, 2004 11:50 pm
ใช้งานล่าสุด:
อาทิตย์ มิ.ย. 20, 2021 10:18 pm
โพสต์ทั้งหมด:
213 |
ค้นหาเจ้าของโพสต์
(0.01% จากโพสทั้งหมด / 0.03 ข้อความต่อวัน)
GO_TO_SEARCH_ADV
ไปที่
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้น
↳ ห้องร้อยคนร้อยหุ้นต่างประเทศ
↳ ไอเดียหุ้นเด้ง
↳ หลักสูตรการลงทุนออนไลน์
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์ [กระทู้รับชมออนไลน์]
↳ ศาสตร์ของหุ้นเติบโต โดยอ.เบส ลงทุนศาสตร์
↳ ThaiVI GO Series
↳ คลังกระทู้คุณค่า
↳ Value Investing
↳ บทความ
↳ ความรู้งบการเงิน
↳ ร้อยคนร้อยเล่ม / Multimedia Forum
↳ mai Corner
↳ Alternative Investing
เรื่องทั่วไป
↳ นั่งเล่น / กีฬา / สุขภาพ
↳ Asking Staff
↳ CSR
×
บันทึกไม่สำเร็จ
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
×
บันทึกสำเร็จแล้ว