เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
- คัดท้าย
- Verified User
- โพสต์: 2917
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 1
http://www.bangkokbizweek.com/20050403/ ... 15225.html
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น..."Soft Company"
"ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" Value Investor (นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า) มือหนึ่งของเมืองไทย ยังมั่นใจในเป้าหมายว่าก่อนตายพอร์ตหุ้นจะแตะ "พันล้าน" แน่นอน ใครจะรู้บ้างว่า ในภาวะหุ้น "ขาลง" เช่นปีนี้ ดอกเตอร์มีมุมมองในการเลือกหุ้นอย่างไร และสภาพพอร์ตหุ้นที่ถืออยู่ของครอบครัว "เหมวชิรวรากร" ยังสุขสบายดีอยู่หรือไม่...
ปัจจุบัน "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" มีรายได้ส่วนใหญ่จากหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ต ส่วนตัว...เขาบอกว่าเริ่มต้นลงทุนเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว ด้วยเงินลงทุนราว 10 ล้านบาท จนมาถึงวันนี้ ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนกลับมาเป็นรายได้เท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้น หรือปีละประมาณ "10 ล้านบาท" คิดคร่าวๆ ตกเดือนละประมาณ "8 แสนกว่าบาท" เรียกว่าไม่ต้องทำงานประจำก็อยู่ได้อย่างสบายๆ
ดร.นิเวศน์ เล่าว่าตอนนี้ "ผมกลายเป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัว" เพราะมีรายได้หลักมาจากเงินปันผล แต่วิธีการจัดสรรเงินจะแบ่งสัดส่วนเงินสดประมาณ 0.5-1% ของพอร์ต ไว้สำหรับใช้จ่ายประจำวัน เงินส่วนที่เหลือจะอยู่ในหุ้นทั้งหมด (แช่อยู่ในหุ้นแทบจะตลอดเวลา)
เวลาได้รับเงินปันผลกลับมา หากมีเงินสดมากเกินไปก็จะนำไปซื้อหุ้นต่อ โดยจะไม่เก็บเงินสดเกิน 1% ของพอร์ต และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงพอร์ตมากนัก เฉลี่ยการถือหุ้นแต่ละตัวประมาณ 3-4 ปี หุ้นบางตัวถือยาวถึง 7-8 ปีก็มี
ดร.นิเวศน์ บอกว่า เมื่อถึงสิ้นปีของทุกปีจะมาพิจารณาดูว่าผลตอบแทนและการเติบโตของพอร์ตเป็นอย่างไร จากนั้นจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของต้นปีถัดมา ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมานี้ไม่ได้รับผลกระทบ และพอร์ตหุ้นยังได้รับผลตอบแทนดีกว่าตลาด
"ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ก็สามารถบริหารได้ชนะตลาดหุ้นมาโดยตลอด เฉลี่ยผลตอบแทนมากกว่า 10% ยกเว้นในปี 2547 เท่านั้นที่บริหารได้แพ้ตลาด และมีผลขาดทุนราวๆ 10% กว่า เนื่องจากตลาดหุ้นผันผวนมาก"
ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ มีหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ตราว 20 กว่าบริษัท แต่ก่อนที่จะลงทุนเขาจะพิจารณาเลือกหุ้นโดยมี "เรื่องราว" หรือ "theme" เป็นสำคัญ โดยจะคิดก่อนว่า ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจอะไรจะไปได้ดีและเติบโต ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พอร์ตหุ้นที่ถืออยู่ส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
วิธีค้นหา theme ของ ดร.นิเวศน์ จะมองในสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น หนังสือ ในอดีตไม่ค่อยมีร้านหนังสือ หนังสือไม่ค่อยมาก เช่น พ็อคเก็ตบุ๊คแต่ก่อนจะมีน้อย แต่เดี๋ยวนี้มีหลากหลายมาก ดาราทุกคนต้องออกหนังสือ เป็นการมองเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ช้าๆ แต่ชัดเจน หรือร้านอาหาร สมัยก่อนต้องซื้อของในตลาดสด เดี๋ยวนี้ซื้อได้จากห้างแทนตลาดสด
หรือธุรกิจมือถือ เมื่อ 7-8 ปีก่อนถ้าคนขับรถมีมือถือจะตกใจจะคิดว่าฟุ่มเฟือย ฟู่ฟ่า แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนต้องมีมือถือ อย่างรถยนต์ก็เช่นกัน สมัยก่อนคนมีรถจะต้อง มีระดับพอสมควร แต่หลังๆ มีรถกันเยอะขึ้น เพราะรถไม่แพง รายได้มากขึ้น ก็สามารถซื้อได้ เป็นทางเลือกแรกๆ ของชีวิต
เหล่านี้คือ "แก่น" ที่ใช้ในการลงทุน ที่เขาบอกว่านักลงทุนจะต้องฝึกสังเกตสิ่งรอบตัวเรา
สำหรับแนวทางการลงทุนใหม่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ จนกระทั่งในปีนี้ ซึ่งตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวนและอยู่ในภาวะเศรษฐกิจ ขาลง ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า ได้ปรับพอร์ตลงทุนเล็กน้อย โดยซื้อหุ้นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาบ้าง และจะเน้นลงทุนในหุ้นประเภท Soft Company ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่ขายบริการ ขายความรู้ มีระบบ และมีแบรนด์เนม ซึ่งเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงาน หรือซื้อเครื่องจักรราคาสูงๆ...
ในฐานะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า "Value" จะรับความเสี่ยงไม่ค่อยไหว จึงเน้นบริษัทที่มีรายได้แน่นอน เติบโต และมั่นคง ต้องให้มีความรู้ติดอยู่กับตัวกิจการ ไม่ได้ติดกับคน ถ้าคนไม่อยู่แล้วกิจการต้องอยู่ได้ เช่น ในธุรกิจบันเทิง ขายความรู้ และพรสวรรค์ เช่น เวิร์คพ้อยท์ จะติดอยู่กับ "คุณปัญญา นิรันดร์กุล" เยอะมาก ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่กรณี "แกรมมี่ฯ" ก็ขายพรสวรรค์เหมือนกัน แต่ในระยะหลังกลายเป็นสถาบันที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์สามารถสร้าง "ทางเลือก" และสร้างคนใหม่ได้
"การลงทุนตอนนี้ผมสนใจ Soft Company เพราะเป็นบริษัทที่ขายบริการหรือขายความรู้ และเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ใช้เงินเข้าไปลงทุนประกอบการน้อย ไม่ต้องรักษายอดขายหรือการเจริญเติบโตของตัวเอง ธุรกิจขายความรู้ หรือบริการที่ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ดีในตลาด ส่วนใหญ่จะติดอันดับ 1 แย่ที่สุดอันดับ 2 แต่ถ้า 3 แสดงว่าอนาคตการแข่งขันลำบาก หลังๆ มานี้ลงทุนธุรกิจประเภทนี้ เพราะ "อุตสาหกรรมหนัก" กิจการต้องลงทุนมาก แต่ Soft Company จะมีเงินสดมาก"
ธุรกิจที่จัดอยู่ในประเภท Soft Company ซึ่ง ดร.นิเวศน์ พิจารณาลงทุนในปัจจุบัน เช่น ธุรกิจโมเดิร์นเทรด หรือค้าปลีก บันเทิง รถยนต์ สิ่งพิมพ์ เป็นต้น
เขาให้เหตุผลการเลือกลงทุนในหุ้นประเภท "โมเดิร์นเทรด" ก็เพราะเป็นธุรกิจที่มั่นคง แนวโน้มเติบโตเรื่อยๆ ในระยะยาวเฉลี่ย 10-15% มีความเสี่ยงต่ำและมีกำไรสม่ำเสมอ
"แม้ธุรกิจค้าปลีกจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นมาก แต่ยังมีช่องว่างที่จะเติบโตอีกมาก เพราะปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งยังมีหัวเมืองใหญ่ที่สามารถจะขยายเข้าไปได้อีก ขณะที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะไม่ค่อยมีผลกระทบ หรือทนทานกับผลกระทบได้มาก"
ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า หลายปีก่อนเขาจะเน้น "theme" ธุรกิจรถยนต์ แต่ปัจจุบันก็ยังมีหุ้นรถยนต์อยู่เพราะมองว่า อนาคตรถยนต์ก็ยังเติบโตต่อไปได้อีก เพราะส่งออกได้อีกมาก ปีหน้ายังจะส่งออกได้มาก แม้ว่าภายในประเทศจะเริ่มชะลอลง 10% แต่จะมีส่งออกมาแทน เรื่องราวจึงยังไม่หมด แต่ผมมองมาตั้งแต่ 7-8 ปีก่อน ว่ายังเติบโต คนมีเงินมากขึ้นก็อยากมี Luxury เป็นสิ่งที่ต้องการอยู่
"ปัจจุบันผมถือหุ้นรถยนต์มีสัดส่วนมากสุด รวมถึงหุ้นโมเดิร์นเทรด แต่บางตัวอาจจะไม่ปรากฏในรายงานเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่บางตัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะบริษัทนั้นมีขนาดเล็ก"
สำหรับหุ้นในพอร์ตบางส่วนของ ดร.นิเวศน์ ซึ่งถือหุ้นโดย "เพาพิลาส เหมวชิรวรากร" ภรรยา ที่พอจะรวบรวมได้จากรายงานการถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจากตลาดหลักทรัพย์ พบว่า มีหุ้นในธุรกิจรถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ได้แก่ "IRC" หรือบริษัท อิโนเว รับเบอร์ จำนวนมากที่สุด 5,212,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.61%
และยังถือหุ้นในบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า หรือ "STANLY" จำนวน 2.5 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.65%
"คิดว่ารถยนต์และชิ้นส่วนยังเติบโตค่อนข้างดี แต่หุ้นหลายตัวราคาไม่ถูก หลายตัวเติบโตและมีพื้นฐานดี เป็นผู้นำตลาด จึงต้องเลือกเป็นรายตัว อย่างหุ้น IRC มีค่าพี/อีไม่สูงไม่เกิน 10 เท่า เติบโตมาตลอดหลายปี มีความแข็งแกร่ง เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ถือเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่คุณภาพใช้ได้ ราคาไม่แพง แต่จะมีสภาพคล่องต่ำ ถือยาวได้"
นอกจากนั้น ยังมีหุ้นสิ่งพิมพ์ อย่าง "APRINT" หรือ บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำนวน 2,105,263 หุ้น สัดส่วน 1.05% และ "SE-ED" หรือ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำนวน 2 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.64%
"สิ่งพิมพ์ช่วงนี้อาจไม่ค่อยดี เพราะกระดาษขึ้นและแข่งขันสูง แต่ถือยาวได้ เพราะมีข้อดีตรงที่ธุรกิจแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่มีลูกค้าประจำแน่นอน ขณะเดียวกันใช้เงินลงทุนน้อย มีเงินสดสูง ที่ถือหุ้นประเภทนี้ เพราะโดยส่วนตัวชอบอ่านหนังสือ จึงลงทุนในกิจการที่ชอบและอยากเป็นเจ้าของกิจการ คิดว่าระยะยาวแข็งแกร่งและยืนอยู่ได้"
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังถือ "SSC" หรือ บริษัท เสริมสุข จำนวน 2 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.76% ซึ่งเขาบอกว่า ถือหุ้นตัวนี้มาเป็นเวลานานมากแล้วราว 7-8ปี จึงมีต้นทุนที่ต่ำมาก แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีเรื่องราวอะไรให้เล่น ค่าพี/อีไม่ต่ำแล้ว เพราะการแข่งขันในธุรกิจเครื่องดื่มสูงขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตน้อยในช่วง 1-2 ปีมานี้ และกำไรลดลง แต่กิจการของบริษัทเข้มแข็ง มีกำไรสม่ำเสมอ และได้รับปันผลมาโดยตลอด จึงถือไปเรื่อยๆ และดูระยะยาว 5 ปีขึ้นไป
นอกจากนั้น พอร์ตหุ้นของ ดร.นิเวศน์ ยังปรากฏชื่อ "TMD" หรือบริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำนวน 1 แสนหุ้น สัดส่วน 0.67% และ "WG" หรือ บริษัท ไว้ท์กรุ๊ป จำนวน 1 แสนหุ้น สัดส่วนถือหุ้น 0.56%
รวมถึง "HMPRO" หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ แต่ยังไม่ปรากฏรายชื่อในรายงานผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเขามองว่า หุ้นตัวนี้อยู่ในธุรกิจโมเดิร์นเทรด ซึ่งจัดเป็น Soft Company ที่มีโอกาสที่เติบโตได้อีกมาก
หากพิจารณามูลค่าหุ้นในพอร์ตของครอบครัวเหมวชิรวรากร ณ วันที่ 11 เม.ย.2548 พบว่า หุ้นทั้ง 7 บริษัทที่ถืออยู่ (บางส่วน) มีมูลค่าหุ้นรวมทั้งสิ้น 166 ล้านบาท โดย "IRC" มีมูลค่าสูงสุด 50.82 ล้านบาท รองลงมา "SSC" มีมูลค่า 41.60 ล้านบาท "STANLY" มูลค่า 34.25 ล้านบาท "APRINT" มูลค่า 21.26 ล้านบาท "SE-ED" มูลค่า 9.84 ล้านบาท "TMD" มูลค่า 5.40 ล้านบาท และ "WG" มูลค่า 2.85 ล้านบาท
ปัจจุบันสุขภาพของหุ้นในพอร์ต ดร.นิเวศน์ จึงยังอยู่สบายๆ และสร้างผลตอบแทนกลับมาให้แก่ครอบครัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ดร.นิเวศน์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การลงทุนของเขาเปรียบเหมือนกับการ "บ่มเหล้า" ต้องรอเวลาหมักจนได้ที่ จะไปรีบร้อนไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าดีขึ้นหรือไม่ แต่จะมีโอกาสได้ศึกษากิจการลึกขึ้น ส่วนที่ได้มากขึ้น คือ ความไม่เครียด และไม่กังวล
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น..."Soft Company"
"ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" Value Investor (นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า) มือหนึ่งของเมืองไทย ยังมั่นใจในเป้าหมายว่าก่อนตายพอร์ตหุ้นจะแตะ "พันล้าน" แน่นอน ใครจะรู้บ้างว่า ในภาวะหุ้น "ขาลง" เช่นปีนี้ ดอกเตอร์มีมุมมองในการเลือกหุ้นอย่างไร และสภาพพอร์ตหุ้นที่ถืออยู่ของครอบครัว "เหมวชิรวรากร" ยังสุขสบายดีอยู่หรือไม่...
ปัจจุบัน "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" มีรายได้ส่วนใหญ่จากหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ต ส่วนตัว...เขาบอกว่าเริ่มต้นลงทุนเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว ด้วยเงินลงทุนราว 10 ล้านบาท จนมาถึงวันนี้ ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนกลับมาเป็นรายได้เท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้น หรือปีละประมาณ "10 ล้านบาท" คิดคร่าวๆ ตกเดือนละประมาณ "8 แสนกว่าบาท" เรียกว่าไม่ต้องทำงานประจำก็อยู่ได้อย่างสบายๆ
ดร.นิเวศน์ เล่าว่าตอนนี้ "ผมกลายเป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัว" เพราะมีรายได้หลักมาจากเงินปันผล แต่วิธีการจัดสรรเงินจะแบ่งสัดส่วนเงินสดประมาณ 0.5-1% ของพอร์ต ไว้สำหรับใช้จ่ายประจำวัน เงินส่วนที่เหลือจะอยู่ในหุ้นทั้งหมด (แช่อยู่ในหุ้นแทบจะตลอดเวลา)
เวลาได้รับเงินปันผลกลับมา หากมีเงินสดมากเกินไปก็จะนำไปซื้อหุ้นต่อ โดยจะไม่เก็บเงินสดเกิน 1% ของพอร์ต และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงพอร์ตมากนัก เฉลี่ยการถือหุ้นแต่ละตัวประมาณ 3-4 ปี หุ้นบางตัวถือยาวถึง 7-8 ปีก็มี
ดร.นิเวศน์ บอกว่า เมื่อถึงสิ้นปีของทุกปีจะมาพิจารณาดูว่าผลตอบแทนและการเติบโตของพอร์ตเป็นอย่างไร จากนั้นจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของต้นปีถัดมา ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมานี้ไม่ได้รับผลกระทบ และพอร์ตหุ้นยังได้รับผลตอบแทนดีกว่าตลาด
"ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ก็สามารถบริหารได้ชนะตลาดหุ้นมาโดยตลอด เฉลี่ยผลตอบแทนมากกว่า 10% ยกเว้นในปี 2547 เท่านั้นที่บริหารได้แพ้ตลาด และมีผลขาดทุนราวๆ 10% กว่า เนื่องจากตลาดหุ้นผันผวนมาก"
ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ มีหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ตราว 20 กว่าบริษัท แต่ก่อนที่จะลงทุนเขาจะพิจารณาเลือกหุ้นโดยมี "เรื่องราว" หรือ "theme" เป็นสำคัญ โดยจะคิดก่อนว่า ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจอะไรจะไปได้ดีและเติบโต ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พอร์ตหุ้นที่ถืออยู่ส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
วิธีค้นหา theme ของ ดร.นิเวศน์ จะมองในสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น หนังสือ ในอดีตไม่ค่อยมีร้านหนังสือ หนังสือไม่ค่อยมาก เช่น พ็อคเก็ตบุ๊คแต่ก่อนจะมีน้อย แต่เดี๋ยวนี้มีหลากหลายมาก ดาราทุกคนต้องออกหนังสือ เป็นการมองเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ช้าๆ แต่ชัดเจน หรือร้านอาหาร สมัยก่อนต้องซื้อของในตลาดสด เดี๋ยวนี้ซื้อได้จากห้างแทนตลาดสด
หรือธุรกิจมือถือ เมื่อ 7-8 ปีก่อนถ้าคนขับรถมีมือถือจะตกใจจะคิดว่าฟุ่มเฟือย ฟู่ฟ่า แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนต้องมีมือถือ อย่างรถยนต์ก็เช่นกัน สมัยก่อนคนมีรถจะต้อง มีระดับพอสมควร แต่หลังๆ มีรถกันเยอะขึ้น เพราะรถไม่แพง รายได้มากขึ้น ก็สามารถซื้อได้ เป็นทางเลือกแรกๆ ของชีวิต
เหล่านี้คือ "แก่น" ที่ใช้ในการลงทุน ที่เขาบอกว่านักลงทุนจะต้องฝึกสังเกตสิ่งรอบตัวเรา
สำหรับแนวทางการลงทุนใหม่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ จนกระทั่งในปีนี้ ซึ่งตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวนและอยู่ในภาวะเศรษฐกิจ ขาลง ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า ได้ปรับพอร์ตลงทุนเล็กน้อย โดยซื้อหุ้นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาบ้าง และจะเน้นลงทุนในหุ้นประเภท Soft Company ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่ขายบริการ ขายความรู้ มีระบบ และมีแบรนด์เนม ซึ่งเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงาน หรือซื้อเครื่องจักรราคาสูงๆ...
ในฐานะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า "Value" จะรับความเสี่ยงไม่ค่อยไหว จึงเน้นบริษัทที่มีรายได้แน่นอน เติบโต และมั่นคง ต้องให้มีความรู้ติดอยู่กับตัวกิจการ ไม่ได้ติดกับคน ถ้าคนไม่อยู่แล้วกิจการต้องอยู่ได้ เช่น ในธุรกิจบันเทิง ขายความรู้ และพรสวรรค์ เช่น เวิร์คพ้อยท์ จะติดอยู่กับ "คุณปัญญา นิรันดร์กุล" เยอะมาก ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่กรณี "แกรมมี่ฯ" ก็ขายพรสวรรค์เหมือนกัน แต่ในระยะหลังกลายเป็นสถาบันที่เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์สามารถสร้าง "ทางเลือก" และสร้างคนใหม่ได้
"การลงทุนตอนนี้ผมสนใจ Soft Company เพราะเป็นบริษัทที่ขายบริการหรือขายความรู้ และเป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ใช้เงินเข้าไปลงทุนประกอบการน้อย ไม่ต้องรักษายอดขายหรือการเจริญเติบโตของตัวเอง ธุรกิจขายความรู้ หรือบริการที่ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ดีในตลาด ส่วนใหญ่จะติดอันดับ 1 แย่ที่สุดอันดับ 2 แต่ถ้า 3 แสดงว่าอนาคตการแข่งขันลำบาก หลังๆ มานี้ลงทุนธุรกิจประเภทนี้ เพราะ "อุตสาหกรรมหนัก" กิจการต้องลงทุนมาก แต่ Soft Company จะมีเงินสดมาก"
ธุรกิจที่จัดอยู่ในประเภท Soft Company ซึ่ง ดร.นิเวศน์ พิจารณาลงทุนในปัจจุบัน เช่น ธุรกิจโมเดิร์นเทรด หรือค้าปลีก บันเทิง รถยนต์ สิ่งพิมพ์ เป็นต้น
เขาให้เหตุผลการเลือกลงทุนในหุ้นประเภท "โมเดิร์นเทรด" ก็เพราะเป็นธุรกิจที่มั่นคง แนวโน้มเติบโตเรื่อยๆ ในระยะยาวเฉลี่ย 10-15% มีความเสี่ยงต่ำและมีกำไรสม่ำเสมอ
"แม้ธุรกิจค้าปลีกจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นมาก แต่ยังมีช่องว่างที่จะเติบโตอีกมาก เพราะปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งยังมีหัวเมืองใหญ่ที่สามารถจะขยายเข้าไปได้อีก ขณะที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะไม่ค่อยมีผลกระทบ หรือทนทานกับผลกระทบได้มาก"
ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า หลายปีก่อนเขาจะเน้น "theme" ธุรกิจรถยนต์ แต่ปัจจุบันก็ยังมีหุ้นรถยนต์อยู่เพราะมองว่า อนาคตรถยนต์ก็ยังเติบโตต่อไปได้อีก เพราะส่งออกได้อีกมาก ปีหน้ายังจะส่งออกได้มาก แม้ว่าภายในประเทศจะเริ่มชะลอลง 10% แต่จะมีส่งออกมาแทน เรื่องราวจึงยังไม่หมด แต่ผมมองมาตั้งแต่ 7-8 ปีก่อน ว่ายังเติบโต คนมีเงินมากขึ้นก็อยากมี Luxury เป็นสิ่งที่ต้องการอยู่
"ปัจจุบันผมถือหุ้นรถยนต์มีสัดส่วนมากสุด รวมถึงหุ้นโมเดิร์นเทรด แต่บางตัวอาจจะไม่ปรากฏในรายงานเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่บางตัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะบริษัทนั้นมีขนาดเล็ก"
สำหรับหุ้นในพอร์ตบางส่วนของ ดร.นิเวศน์ ซึ่งถือหุ้นโดย "เพาพิลาส เหมวชิรวรากร" ภรรยา ที่พอจะรวบรวมได้จากรายงานการถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจากตลาดหลักทรัพย์ พบว่า มีหุ้นในธุรกิจรถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ได้แก่ "IRC" หรือบริษัท อิโนเว รับเบอร์ จำนวนมากที่สุด 5,212,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.61%
และยังถือหุ้นในบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า หรือ "STANLY" จำนวน 2.5 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.65%
"คิดว่ารถยนต์และชิ้นส่วนยังเติบโตค่อนข้างดี แต่หุ้นหลายตัวราคาไม่ถูก หลายตัวเติบโตและมีพื้นฐานดี เป็นผู้นำตลาด จึงต้องเลือกเป็นรายตัว อย่างหุ้น IRC มีค่าพี/อีไม่สูงไม่เกิน 10 เท่า เติบโตมาตลอดหลายปี มีความแข็งแกร่ง เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ถือเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่คุณภาพใช้ได้ ราคาไม่แพง แต่จะมีสภาพคล่องต่ำ ถือยาวได้"
นอกจากนั้น ยังมีหุ้นสิ่งพิมพ์ อย่าง "APRINT" หรือ บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำนวน 2,105,263 หุ้น สัดส่วน 1.05% และ "SE-ED" หรือ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำนวน 2 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.64%
"สิ่งพิมพ์ช่วงนี้อาจไม่ค่อยดี เพราะกระดาษขึ้นและแข่งขันสูง แต่ถือยาวได้ เพราะมีข้อดีตรงที่ธุรกิจแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่มีลูกค้าประจำแน่นอน ขณะเดียวกันใช้เงินลงทุนน้อย มีเงินสดสูง ที่ถือหุ้นประเภทนี้ เพราะโดยส่วนตัวชอบอ่านหนังสือ จึงลงทุนในกิจการที่ชอบและอยากเป็นเจ้าของกิจการ คิดว่าระยะยาวแข็งแกร่งและยืนอยู่ได้"
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังถือ "SSC" หรือ บริษัท เสริมสุข จำนวน 2 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.76% ซึ่งเขาบอกว่า ถือหุ้นตัวนี้มาเป็นเวลานานมากแล้วราว 7-8ปี จึงมีต้นทุนที่ต่ำมาก แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีเรื่องราวอะไรให้เล่น ค่าพี/อีไม่ต่ำแล้ว เพราะการแข่งขันในธุรกิจเครื่องดื่มสูงขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตน้อยในช่วง 1-2 ปีมานี้ และกำไรลดลง แต่กิจการของบริษัทเข้มแข็ง มีกำไรสม่ำเสมอ และได้รับปันผลมาโดยตลอด จึงถือไปเรื่อยๆ และดูระยะยาว 5 ปีขึ้นไป
นอกจากนั้น พอร์ตหุ้นของ ดร.นิเวศน์ ยังปรากฏชื่อ "TMD" หรือบริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำนวน 1 แสนหุ้น สัดส่วน 0.67% และ "WG" หรือ บริษัท ไว้ท์กรุ๊ป จำนวน 1 แสนหุ้น สัดส่วนถือหุ้น 0.56%
รวมถึง "HMPRO" หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ แต่ยังไม่ปรากฏรายชื่อในรายงานผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเขามองว่า หุ้นตัวนี้อยู่ในธุรกิจโมเดิร์นเทรด ซึ่งจัดเป็น Soft Company ที่มีโอกาสที่เติบโตได้อีกมาก
หากพิจารณามูลค่าหุ้นในพอร์ตของครอบครัวเหมวชิรวรากร ณ วันที่ 11 เม.ย.2548 พบว่า หุ้นทั้ง 7 บริษัทที่ถืออยู่ (บางส่วน) มีมูลค่าหุ้นรวมทั้งสิ้น 166 ล้านบาท โดย "IRC" มีมูลค่าสูงสุด 50.82 ล้านบาท รองลงมา "SSC" มีมูลค่า 41.60 ล้านบาท "STANLY" มูลค่า 34.25 ล้านบาท "APRINT" มูลค่า 21.26 ล้านบาท "SE-ED" มูลค่า 9.84 ล้านบาท "TMD" มูลค่า 5.40 ล้านบาท และ "WG" มูลค่า 2.85 ล้านบาท
ปัจจุบันสุขภาพของหุ้นในพอร์ต ดร.นิเวศน์ จึงยังอยู่สบายๆ และสร้างผลตอบแทนกลับมาให้แก่ครอบครัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ดร.นิเวศน์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การลงทุนของเขาเปรียบเหมือนกับการ "บ่มเหล้า" ต้องรอเวลาหมักจนได้ที่ จะไปรีบร้อนไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าดีขึ้นหรือไม่ แต่จะมีโอกาสได้ศึกษากิจการลึกขึ้น ส่วนที่ได้มากขึ้น คือ ความไม่เครียด และไม่กังวล
The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying
-
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 4
เทคประกันดีกว่าครับท่านประธาน
อย่าง WG เทคไป ก็ได้เงินสดที่รวมในส่วนของผู้ถือหุ้น นั่นก็คือรวมในราคาเทนเดอร์ออฟเฟอร์แล้ว สรุปว่าไม่มี Leverage
แต่ประกันภัย จะได้เงินสดในส่วนของผู้เอาประกัน(สำรองเบี้ยประกัน)
ตรงนี้เป็น Leverage ในการเอาเงินไปลงทุนครับ อย่างตู้เซฟ ได้ประมาณ 2 เท่าแน่ะครับ
อย่าง WG เทคไป ก็ได้เงินสดที่รวมในส่วนของผู้ถือหุ้น นั่นก็คือรวมในราคาเทนเดอร์ออฟเฟอร์แล้ว สรุปว่าไม่มี Leverage
แต่ประกันภัย จะได้เงินสดในส่วนของผู้เอาประกัน(สำรองเบี้ยประกัน)
ตรงนี้เป็น Leverage ในการเอาเงินไปลงทุนครับ อย่างตู้เซฟ ได้ประมาณ 2 เท่าแน่ะครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 7
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 8
ถ้าโอสถสภายอมขายหุ้น WG แถว 30 กว่าบาท คงมีคนเข้าแถวซื้อกันเยอะครับ
ส่วนเรื่องประกันนั้น ผมว่าในประเทศไทย ไม่น่าจะสามารถนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้มากมายนะครับ คงมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากๆ ไม่งั้นคงมีข่าวบริษัทประกันล้มกันมากมายแน่ๆ
ส่วนเรื่องประกันนั้น ผมว่าในประเทศไทย ไม่น่าจะสามารถนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้มากมายนะครับ คงมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากๆ ไม่งั้นคงมีข่าวบริษัทประกันล้มกันมากมายแน่ๆ
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 258
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 11
ถ้าจะให้เหมือนยิ่งขึ้นไปอีก ต้องเป็นบริษัทเกี่ยวกับสิ่งทอ 555Jeng เขียน:ท่านดร.นิเวศน์ น่าจะเจรจาเทคโอเวอร์ บริษัทประกันซักแห่ง แล้วเอาเงินสดของประกันไปลงทุน ไหนๆก็มีฝีมือระดับนี้แล้ว น่าจะเป็น berkshire แห่งเมืองไทยไปเลย
อิอิ

- ครรชิต ไพศาล
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 4623
- ผู้ติดตาม: 1
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 14
ถ้าจะเอาสูตร บริษัทที่เจ๊ง ก็ต้อง HTX ครับ :lol: :lol:
เทคโอเวอร์ ไม่แพง
Mar. Cap. เพียง 119.35 ล้านบาท
ขาดทุนสะสม -1,028.565 ล้านบาท
เทคโอเวอร์มาแล้ว ก็ ไม่ต้องทำแล้วธุรกิจสิ่งทอ
ใช้เป็นบริษัทโฮลดิ่ง เหมือนกับของ วอร์เรน
ขาดทุนสะสมก็ไว้ใช้สิทธิทางลดภาษีเงินได้
หรือไม่ก็ไปหาเอาในหมวด REHABCO มีหลายตัวที่จะเจ๊ง ราคาถูกๆ :lol: :lol:
YCI ก็ได้ :lol: :lol:
Mar. Cap.เพียง 52.50 ล้านบาท
ขาดทุนสะสม -36.40 ล้านบาท
ส่วนผู้ถือหุ้น 171.92 ล้านบาท
เทคโอเวอร์มาทำบริษัทโฮลดิ่ง
เทคโอเวอร์ ไม่แพง
Mar. Cap. เพียง 119.35 ล้านบาท
ขาดทุนสะสม -1,028.565 ล้านบาท
เทคโอเวอร์มาแล้ว ก็ ไม่ต้องทำแล้วธุรกิจสิ่งทอ
ใช้เป็นบริษัทโฮลดิ่ง เหมือนกับของ วอร์เรน
ขาดทุนสะสมก็ไว้ใช้สิทธิทางลดภาษีเงินได้
หรือไม่ก็ไปหาเอาในหมวด REHABCO มีหลายตัวที่จะเจ๊ง ราคาถูกๆ :lol: :lol:
YCI ก็ได้ :lol: :lol:
Mar. Cap.เพียง 52.50 ล้านบาท
ขาดทุนสะสม -36.40 ล้านบาท
ส่วนผู้ถือหุ้น 171.92 ล้านบาท
เทคโอเวอร์มาทำบริษัทโฮลดิ่ง
โค้ด: เลือกทั้งหมด
NAME หมวด MarCap LAST PAR หุ้นสามัญ ยังไม่จัดสรร ผู้ถือหุ้น
MGR REHAB 4.1 0.4 10 102.5 -1,318.78 -336.41
NPK FASHION 13 1.3 10 100 -150.72 -40.32
SRI REHAB 15.6 0.52 10 299.96 -2,099.80 -1,384.32
EPCO S 20.18 0.2 10 1,008.77 17.08 402.75
TGPRO REHAB 32.46 1 10 324.58 18.85 18.85
D-MARK AGRI 34.8 2.32 10 150 -3 -214.64
DTCI OTHER 49.2 4.92 10 100 -19.48 223.34
PAE REHAB 49.79 1.3 10 383 -176.16 -176.16
RANCH REHAB 50.04 0.6 10 834 1,110.85 1,618.02
YCI PETRO 52.5 7.5 10 70 -36.4 171.92
PE&T REHAB 58.45 1.6 10 365.34 -494.87 -10.05
แก้ไขล่าสุดโดย ครรชิต ไพศาล เมื่อ อังคาร เม.ย. 19, 2005 9:16 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN
-
- Verified User
- โพสต์: 465
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 16
166 ล้านจะเป็น1000 ล้าน
แสดงว่าเงินต้องโตขึ้น 6เท่า
ถ้าผลตอบแทนทบต้นที่15%ต่อปี
ความฝันของดอกเตอร์จะเป็นจริงในอีก13ปีข้างหน้า
(แต่น่าจะเร็วกว่านั้นเพราะดอกเตอร์คงได้ผลตอบแทนมากกว่า15%และ
ก็น่าจะมีเงินมากกว่า166ล้าน)
แสดงว่าเงินต้องโตขึ้น 6เท่า
ถ้าผลตอบแทนทบต้นที่15%ต่อปี
ความฝันของดอกเตอร์จะเป็นจริงในอีก13ปีข้างหน้า
(แต่น่าจะเร็วกว่านั้นเพราะดอกเตอร์คงได้ผลตอบแทนมากกว่า15%และ
ก็น่าจะมีเงินมากกว่า166ล้าน)
- ครรชิต ไพศาล
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 4623
- ผู้ติดตาม: 1
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 17
166 ล้าน นี้เป็นพอร์ตที่มีชื่อปรากฏในรายนามผู้ถือหุ้นรายใหญ่CupJok เขียน:166 ล้านจะเป็น1000 ล้าน
แสดงว่าเงินต้องโตขึ้น 6เท่า
ถ้าผลตอบแทนทบต้นที่15%ต่อปี
ความฝันของดอกเตอร์จะเป็นจริงในอีก13ปีข้างหน้า
(แต่น่าจะเร็วกว่านั้นเพราะดอกเตอร์คงได้ผลตอบแทนมากกว่า15%และ
ก็น่าจะมีเงินมากกว่า166ล้าน)
ในนาม ภรรยาของท่านดอกเตอร์
เพื่อนๆที่ได้รับแฟ้มข้อมูล eps12year จากผมไป
สามารถกรองข้อมูลดูได้ใน SHEET ผู้ถือหุ้น
นี้เป็นเฉพาะยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ครับ
ส่วนหุ้นที่ถือในบริษัท Mar.Cap. ใหญ่ๆ เช่น PTT PTTEP BANPU เรามองไม่เห็น ครับ
น่าจะมีอีกสัก 2 เท่าตัว
สมมุติเป็นเช่นนั้น จะรวมกันแล้วเป็น 3*166 = 498 :lol: :lol:
ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN
-
- Verified User
- โพสต์: 1435
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 18
ผมเดาว่า มากกว่าพี่ครรชิตนิดเดียว ใช่มั้ยครับ อิอิ
กฎข้อที่1 อย่ายอมขาดทุน กฎข้อที่2 กลับไปดูกฎข้อที่ 1
-
- Verified User
- โพสต์: 118
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 19
อ่านแล้วเหมือนของง่ายเลยครับ ซื้อแล้วถือยาวๆ จบ!
ใครๆ ก็ทำได้ แต่ ...
เมื่อสิบกว่าปีก่อนนู้นๆๆ
ลุงผมก็ซื้อ THAI 60.0 / หุ้น ราคา IPO รอบแรก
พ่อผมซื้อ KBANK 300 ก่าๆ / หุ้น ที่ par 100
.... เส้า
ลุงกับพ่อผมน่าจะใจแข็ง ถือเงินสด รอๆๆ สัก 9 ปีเพื่อที่จะได้ซื้อ THAI ที่ 20, KBANK ที่ 20 (par 10)
.... เน๊าะ
ใครๆ ก็ทำได้ แต่ ...

เมื่อสิบกว่าปีก่อนนู้นๆๆ
ลุงผมก็ซื้อ THAI 60.0 / หุ้น ราคา IPO รอบแรก
พ่อผมซื้อ KBANK 300 ก่าๆ / หุ้น ที่ par 100
.... เส้า
ลุงกับพ่อผมน่าจะใจแข็ง ถือเงินสด รอๆๆ สัก 9 ปีเพื่อที่จะได้ซื้อ THAI ที่ 20, KBANK ที่ 20 (par 10)
.... เน๊าะ
-
- Verified User
- โพสต์: 1688
- ผู้ติดตาม: 0
เจาะเซฟ "ดร.นิเวศน์" ปรับพอร์ตหุ้น เน้น...
โพสต์ที่ 21
เคยอ่านว่าท่านมีตัวน้อยๆ3-5ล้านบาท อีก 10-20ตัว
ที่เห็นStanley SSC น่าจะเป็นตัวมากในพอร์ต
ที่เห็นStanley SSC น่าจะเป็นตัวมากในพอร์ต
==หากบริษัทไม่ได้อยู่ในตลาดฯ หุ้นยังน่าซื้อหรือไม่ ==