.
จริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าหุ้น 3 ตัวที่ Market cap ใหญ่ที่สุดของแต่ละประเทศจะบ่งบอกลักษณะเฉพาะของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศได้ชัดเจนแบบไม่น่าเชื่อ
.
สหรัฐอเมริกา
1. Apple 2. Microsoft 3. Amazon สุดยอด 3 หุ้นเทคโนโลยีประเภท Information Tech สหรัฐในฐานะผู้ให้กำเนิด และทำให้ Internet คือเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 20 อย่างแท้จริง อุตสาหกรรม IT ทำให้เกิดการย้ายศูนย์กลางนวัตกรรมจาก East Coast ที่ชนกับยุโรป มาที่ West Coast ที่ชนกับเอเชียแทน และส่งให้ประเทศเกิดใหม่แห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก
.
เยอรมัน
1. SAP 2. Volkswagens 3. Siemens สะท้อนถึงความมีวินัยของประชาชน ความเป็นผู้ผลิตสินค้าที่คุณภาพสูง และสอดแทรกด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยการผลิตอย่าง SAP ครบเครื่องด้านการผลิตจริงๆ (ยังมี BASF, BAYER, BioNTech เป็นม้ามืดด้วย มี Adidas, Delivery Heros ประเทศนี้ครบจริงๆ)
.
ฝรั่งเศส
1. LVMH 2. L'Oréal 3. Hermès แสดงถึงพลังของแบรนด์ ความหรูหรา แบบพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมที่เข้มข้นมาก ถ้าจะให้ประเทศที่ขายประวัติศาสตร์อย่างมีรสนิยมที่สุด ผมคงเลือกฝรั่งเศส (ยังมี Kering, Dior, และบริษัทยาง Michellin ที่มีชื่อเสียงในฐานะคนให้ดาวอาหาร มาได้งัย 555)
.
อังกฤษ
1. Linde 2. AstraZeneca 3. Rio Tinto แสดงถึงพลังของอดีตเจ้าอาณานิคม Linde, Rio Tinto ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งโลหะ น้ำมัน แก๊ซธรรมชาติ และที่น่าสนใจคือการเริ่มก้าวขึ้นมาของ Healthtech ที่มีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของโลกอย่าง Oxford เป็นผู้หนุนหลัง
.
เนเธอร์แลนด์
1. ASML 2. Prosus 3. Uniliver ดินแดนแห่งนวัตกรรมและการลงทุน ASML เป็นเจ้าพ่อผู้ผลิตเครื่องจักรในการผลิตชิพ (คิดถึงอู่ต่อเรือ VOC ในยุค Explorer ของโลกสิครับ) และ Prosus ผู้ที่เป็นเจ้าของตัวจริงใน Tencent และ Tech Startup ชั้นนำ (คิดถึงตลาดหุ้นแห่งแรก) รวมไปถึง Uniliver บริษัทที่เอาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมาแปรรูปไปขายทั่วโลก (คิดถึงการขายเครื่องเทศ)
.
สวิสเซอร์แลนด์
1. Nesle 2. Roche 3. Novatis ประเทศกลางหุบเขา มีทรัพยากรทางธรรมชาติแต่ไม่ได้ใช้ แต่เน้นใช้มันสมองคนแค่ไม่กี่ล้านคน สร้างบริษัทอาหารที่ดีที่สุดในโลก สร้างบริษัทยาชั้นนำ โดยต่อยอดจากความรุ่งเรืองทางเคมี ตั้งแต่ยุคกลางของลุ่มแม่น้ำไรน์ ด้วยความเปิดกว้างและจุดยืนความเป็นกลางทางการเมืองมาโดยตลอด ประกอบกับความน่าอยู่ ทำให้สามารถดึงดูดชนชั้นสมองไหลเข้าประเทศ
.
จีน
1. Tencent 2. BABA 3. Kweichow Moutai ประเทศที่เดินตามรอยสหรัฐ + เยอรมัน + ญี่ปุ่น + สิงค์โปร์ ทำ Copy and Development แบบชัดเจน บริษัท Tencent คือเจ้าของ Soft Power ในศตวรรษที่ 21 อย่างธุรกิจเกม (ที่น่าจะมาแทน Hollywood) และ BABA คือผู้ต่อยอดพลังแห่งการผลิตของจีนและนำสินค้าไปขายทั่วโลก ขาดไม่ได้กับการคุยการค้าผ่านการร่ำสุราชั้นเลิศเหมาไถ
.
ญี่ปุ่น 1. Toyota 2. Softbank 3. Sony
เกาหลี 1. Samsung 2. SK 3. LG
ไต้หวัน 1. TSMC 2. Mediatek 3. Foxconn
สิงค์โปร์ 1. SEA 2. DBS 3. OCBC
.
หมดแรงพิมพ์ครับ ข้ามมาไทยเลย
.
ไทย
1. PTT 2. AOT 3. CPALL
.
สำหรับประเทศไทยมีจุดสังเกตคือ สามบริษัทนี้หากินหลัก ๆ แต่ในประเทศไทย อยู่บนพื้นฐานระบบอุปถัมภ์ เราจึงติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
.
ถ้าประเทศเราจะโต เราต้องหาพระเอกคนใหม่ให้ตลาดหุ้นไทยให้ได้ ที่หากินกับคนต่างประเทศ คิด Global มากกว่า Local
.
อนาคตผมคิดว่าไทยควรจะมุ่งโมเดลสวิสเซอร์แลนด์
แหล่งผลิตอาหารชั้นนำของโลก ควบคู่กับ เทคโนโลยีการแพทย์ชั้นสูง
ดึงดูดมันสมองเข้ามาทำงานในประเทศ และทำให้ประเทศมีภาษาราชการหลากหลาย
เชื่อมทางรถไฟไปหลายทาง เป็น Gateway from China to South East Asia
เป็นมิตรกับทั้งมหาอำนาจอเมริกา จีน และอินเดีย
.
ส่วนการท่องเที่ยวเป็นแค่ของแถม สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างมหาวิทยาลัยการโรงแรมชั้นนำ
.
ThaiVI พวกเราเป็นส่วนหนึ่งในจะปั้นนักลงทุนไทยเก่ง ๆ ออกไประดับโลก
สร้างกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติแบบสิงค์โปร์
.
คิดว่ายังไงครับ พอไหวมั๊ยครับ อิอิ