The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

โพสต์ โพสต์
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1593
ผู้ติดตาม: 2

The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 1

โพสต์

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    เมื่อเร็ว ๆ  นี้มีนักศึกษาปริญญาโทของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิดา) ได้มาสัมภาษณ์ผมเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานโดยอิงอยู่กับแนวความคิดที่มีการศึกษามานานและได้รับการเขียนเป็นหนังสือขายดีชื่อ “Don’t Eat The Marshmallow Yet” หรือ “หยุด อย่าเพิ่งรีบกินแมร์ชแมลโลว!”  หัวใจของคำถามส่วนใหญ่อยู่ที่ว่า  ผู้ถูกสัมภาษณ์คิดว่าในช่วงเด็กตนเองมีนิสัยที่ชอบ  “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”  หรือยอมเสียสละความพึงพอใจในวันนี้เพื่อที่จะได้ความพึงพอใจที่มากกว่าในวันข้างหน้าแค่ไหน?    หลังจากการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น  ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยว่ามันเป็นนิสัยที่เป็นจริงกับผมมาก  แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก  จนกระทั่งผมได้พบหนังสืออีกเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือเมื่อเร็ว ๆ นี้ชื่อ  “The marshmallow Test”  ผมจึงซื้อมาอ่านเพื่อดูว่ามันคืออะไรกันแน่  ทำไมการกินแมร์ชแมลโลวมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ  และสิ่งที่ผมพบก็คือ  มันน่าจะเป็นเรื่องจริง  โดยเฉพาะในกรณีของความสำเร็จของการเป็นนักลงทุนแบบ VI  ลองมาดูกันว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน?

    การทดลองที่เรียกว่า “Marshmallow Test” นั้น  เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 หรือประมาณ 50 ปีมาแล้วที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดโดยผู้ที่เป็นกลุ่มทดลองก็คือเด็กก่อนอนุบาลที่โรงเรียนเด็กเล็กของมหาวิทยาลัย  เด็ก ๆ ที่เข้ารับการทดสอบจะได้รับโอกาสที่จะเลือกว่าจะได้รางวัล 1 ชิ้น (ตัวอย่างเช่น  แมร์ชแมลโลว ซึ่งเป็นขนมหวานที่เด็กมักจะชอบกินมาก)  ซึ่งเขาจะได้รับทันที  หรือรางวัลที่ใหญ่ขึ้น (แมร์ชแมลโลว 2 ชิ้น) แต่เขาจะต้องรอในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที  เด็ก ๆ  จะมีโอกาสเลือกว่าเขาอยากได้อะไรที่สุด  เช่น  คุกกี้  เพรสเซล หรือลูกอม เป็นต้น  ซึ่งในกรณีของเด็กหญิง  “เอมี”  ที่ยกขึ้นมาเขียนเป็นหนังสือก็คือ แมร์ชแมลโลว

    วิธีการทดลองก็คือ  เอมีจะต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องคนเดียว  ข้างหน้าของหนูน้อยจะมีแมร์ชแมลโลว1 ชิ้นอยู่ทางมุมหนึ่งที่เอมีจะสามารถกินได้ทันที  และแมร์ชแมลโลว 2 ชิ้นอยู่อีกมุมหนึ่งที่เธอจะได้กินถ้ารอ   ข้าง ๆ โต๊ะจะมีกริ่งที่เอมีจะสามารถกดเรียกนักวิจัยกลับเข้ามาทันทีถ้าเธอต้องการกินแมร์ชแมลโลว 1 ชิ้น  หรือถ้าเอมีรอจนกระทั่งนักวิจัยกลับเข้ามาเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที  เธอก็จะได้กิน 2 ชิ้น   ห้องที่ใช้ทดลองนี้จะมีกระจกทึบที่มองเข้ามาได้จากภายนอกที่นักวิจัยจะสามารถสังเกตอากัปกริยาของเด็กได้ตลอดเวลา  พวกเขาจะเห็นว่าเด็กที่นั่งรออยู่นั้นทำอย่างไรที่จะพยายามอดกลั้นยับยั้งจิตใจไม่ให้กดกริ่งเพื่อที่จะได้กินแมร์ชแมลโลวมากขึ้น

    ผลของการทดลองที่เกิดขึ้นก็คือ  เด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถรอที่จะกินแมร์ชแมลโลว 2 ชิ้นได้  บางคนนั้น  นักวิจัยยังไม่ทันก้าวพ้นประตูเด็กก็กดกริ่งแล้วเพราะต้องการกินขนมหวานทันที  ความพยายามของเด็กบางคนที่จะอดกลั้นยับยั้งการกดกริ่งนั้น  บางทีทำให้นักวิจัยแทบจะ  “น้ำตาไหล”  เพราะรู้สึกสงสารเด็ก  วิธีการที่เด็กแต่ละคนใช้ในการ “สะกดใจ” ตนเองไม่ให้อยากกินแมร์ชแมลโลวทันทีนั้นหลากหลายมากและพวกเขาแสดงออกทางอาการต่าง ๆ  เช่นอาจจะปิดตา  เอนไปข้างหลัง เบือนหน้าหนีหรือกอดอก  รวมถึง  จินตนาการว่าแมร์ชแมลโลวนั้นเหมือนปุยเมฆที่  “กินไม่ได้” เป็นต้น

    สิ่งที่เด็กเล็กอายุแค่ 4-5 ขวบทำในขณะที่พวกเขารอและวิธีการที่พวกเขาจัดการหรือไม่จัดการที่จะชะลอความพึงพอใจที่จะได้รับนั้น  โดยที่ไม่คาดคิด  กลายเป็นสิ่งที่กำหนดหรือพยากรณ์ชีวิตในอนาคตของพวกเขา  แต่ละนาทีที่พวกเขารอได้นั้น  สะท้อนออกมาเป็นคะแนนสอบ SAT ซึ่งมหาวิทยาลัยใช้ในการรับเด็กเข้าเอนทร้านซ์ที่สูงขึ้น   วินาทีในการรอที่มากขึ้นสะท้อนถึงความสามารถในการเข้าสังคมและการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ  ที่ดีขึ้นเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่  ที่อายุ 27-32 ปี ซึ่งนักวิจัยได้ติดตามเด็กเหล่านั้นพบว่า  เด็กที่สามารถรอได้นานกว่าในการทดสอบแมร์ชแมลโลวมีดัชนีมวลกายที่ดีกว่าคนที่ได้คะแนนที่แย่กว่า  พวกเขายังมีความรู้สึกที่ดีกับตนเองมากกว่าและสามารถปรับตัวเพื่อรับกับความเครียดต่าง ๆ  ในชีวิตได้ดีกว่า  จากการสแกนสมองของพวกเขาพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการ “ติด” สิ่งต่าง ๆ  และความอ้วนสำหรับคนที่ได้คะแนนการทดสอบต่างกัน

    การศึกษาต่อมาของผู้เขียนและวิจัยคือ Walter Mischel ยังพบว่า  ระบบการ  “ควบคุมตนเอง” ต่อสิ่งเร้าหรือความอยากของคนเรานั้นมีสองระบบนั่นคือ  ระบบ “ร้อน” และระบบ “เย็น”  โดยระบบร้อนนั้นมาจากสมองส่วนที่เป็นสัญชาตญาณมากกว่า  ในขณะที่ระบบเย็นนั้นมาจากสมองส่วนที่เป็นเหตุผลและความนึกคิดมากกว่า  คนที่สามารถใช้หรือบังคับให้ตนเองใช้ระบบเย็นได้มากกว่านั้นจะสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและถูกต้องกว่า  การที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองใช้ระบบร้อนและตัดสินใจโดยอิงกับเหตุการณ์หรือแรงกระตุ้นเฉพาะหน้านั้น  เราจะต้องมองไปในอนาคตและดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตัดสินใจทำอะไรในตอนนี้  พยายามให้เห็นภาพของเราในสถานการณ์ภายหน้า  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราติดบุหรี่และกำลังอยากสูบ  เราก็จะต้องจินตนาการให้เห็นภาพของตัวเรา  อาจจะ5-6 ปีข้างหน้าที่เราอาจจะเป็นโรคถุงลมโป่งพอง  หรือเป็นโรคมะเร็ง ที่มีความเจ็บปวดทรมานสูงอย่างที่เห็นบนซองบุหรี่ อย่างนี้เป็นต้น  และเมื่อเราคิดและจินตนาการแบบนี้  ระบบเย็นก็จะเข้ามาแทนที่ระบบร้อน และก็จะทำให้เราไม่อยากสูบบุหรี่และในที่สุดก็จะสามารถเลิกบุหรี่ได้  และนี่ก็คงคล้าย ๆ  กับเด็กเล็กที่พยายามจินตนาการว่า แมร์ชแมลโลวนั้นคล้ายก้อนเมฆที่กินไม่ได้  ดังนั้น  เขาก็ไม่อยากกินมัน

    ความสามารถในการอดกลั้นต่อสิ่งที่ยั่วเย้าหรือเลื่อนการบริโภคความพึงพอใจในปัจจุบันเพื่อที่จะได้ความพึงพอใจที่มากขึ้นในอนาคตนั้น  จะมีผลต่อความสำเร็จของชีวิตของคนในอาชีพไหนมากน้อยแค่ไหนผมเองก็ไม่แน่ใจนัก  เหตุเพราะว่าคงไม่ใคร่มีคนสามารถศึกษากรณีชีวิตจริงได้มากนัก  เพราะมันต้องใช้เวลาติดตามเป็นสิบ ๆ  ปีกว่าจะได้ข้อมูลของตัวอย่างซึ่งก็มักจะมีไม่มากนัก  แต่โดยส่วนตัวนั้น  ผมเชื่อว่ามันน่าจะมีผลต่อการเป็นนักลงทุนโดยเฉพาะในแบบ VI  ที่ต้องเน้นการลงทุนระยะยาว  เมื่อลองคิดย้อนหลังไป  ผมเองรู้สึกว่าตนเองนั้น  เลื่อนการบริโภคความพึงพอใจมาตลอดเพื่อหวังที่จะได้สิ่งที่พึงพอใจมากกว่าในอนาคตและนี่เป็นมาตั้งแต่เด็ก  ผมเป็นคนประหยัดและใช้เงินทุกอย่างเฉพาะที่จำเป็นเพื่อเก็บเงินแต่ก็ไม่ได้เก็บไว้เฉย ๆ  เอาเงินมาลงทุนค้าขายหรือทำ “ธุรกิจ”  ตั้งแต่เด็ก  นอกจากนั้น  ผมลงทุนเป็น  “แรง” และ “เวลา” ในการเรียนและการศึกษาด้วยตนเองเป็นจำนวนมากเพื่อหวังว่ามันจะช่วยให้ผมทำเงินและประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต  การเลื่อนการบริโภควันนี้เพื่อการที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้านั้น  แท้ที่จริงมันก็คือนิยามหรือ  “หัวใจ” ใจของการลงทุน  ดังนั้น  คนที่มีแนวโน้มหรือทักษะนี้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจจะหมายความว่าเขามีมันอยู่ในยีนส์จึงน่าจะมีความได้เปรียบเมื่อเขาโตขึ้นและจะต้องลงทุนในเรื่องต่าง ๆ  ไม่ใช่เฉพาะการลงทุนในด้านการเงินเท่านั้น

    ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องของนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กเพราะยีนส์ก็คือ  นิสัยหรือความสามารถที่จะอดทนและควบคุมตัวเองได้ต่อสิ่งยั่วเย้านั้น  อาจจะสามารถสร้างขึ้นได้  เรื่องนี้อาจจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ผมคิดว่าไม่เสียหายที่จะทำ  สิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะฝึกฝนได้นั้นอยู่ที่ความเป็นจริงของเรื่องพฤติกรรมในเรื่องต่าง ๆ  ที่มีการศึกษามามากนั้นบ่งชี้ว่า  นอกจากเรื่องของยีนส์แล้ว  สภาวะแวดล้อมและการฝึกฝนมีส่วนกำหนดอุปนิสัยและพฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ  อาจจะถึงครึ่งหนึ่งหรืออย่างน้อย 30%-40% ขึ้นไป  ดังนั้น  สำหรับเด็กหรือคนที่สอบตก  “Marshmallow Test” โอกาสที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้นั้นมีแน่นอน  และผมเชื่อว่านี่เป็นทักษะที่มีประโยชน์และจำเป็นโดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จและนั่นก็คือ  การใช้ “ระบบเย็น”  ในการลงทุนแทนที่ “ระบบร้อน”  ที่มักจะทำให้เราตัดสินใจอย่างรวดเร็วและไม่ถูกต้อง
[/size]
ลูกหิน
Verified User
โพสต์: 1217
ผู้ติดตาม: 0

Re: The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ขอบคุณมากครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
vim
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2748
ผู้ติดตาม: 0

Re: The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ขอบคุณครับ เนื้อหาน่าสนใจมากจนต้องไปหาอ่านต่อเลย

http://en.wikipedia.org/wiki/Stanford_m ... experiment
Vi IMrovised
RnD-VI
Verified User
โพสต์: 2187
ผู้ติดตาม: 0

Re: The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ขอบพระคุณมากครับอาจารย์
เราลงรายละเอียดระดับไหน + แผนการ + วินัยในการแบ่งและใช้เวลาในแต่ละวัน
booklover
Verified User
โพสต์: 1061
ผู้ติดตาม: 0

Re: The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 5

โพสต์

ขอบคุณมากครับ vi กับ ธรรมะมีส่วนคล้ายกันเยอะดีครับ :D
nutsopon
Verified User
โพสต์: 218
ผู้ติดตาม: 0

Re: The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
romee
Verified User
โพสต์: 1850
ผู้ติดตาม: 0

Re: The Marshmallow Test/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ขอบคุณกับบทความครับ ส่วนอันนี้ก็ตัวอย่างการทดลองอันโด่งดัง :B

[youtube]QX_oy9614HQ[/youtube]
You only live once, but if you do it right, once is enough.
โพสต์โพสต์