บจ.ปันผล2แสนล้านปี'50เพิ่มขึ้น8.26%*PTTแชมป์3.2หมื่นล.*S&

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
vichit
Verified User
โพสต์: 15833
ผู้ติดตาม: 0

บจ.ปันผล2แสนล้านปี'50เพิ่มขึ้น8.26%*PTTแชมป์3.2หมื่นล.*S&

โพสต์ที่ 1

โพสต์

บจ.ปันผล2แสนล้านปี'50เพิ่มขึ้น8.26%*PTTแชมป์3.2หมื่นล.*S&Pชมไทยศก.แกร่ง
บริษัทจดทะเบียนใน  SET และ mai ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 50 รวม 194,250 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.26% เผย ปตท.จ่ายมากสุด 3.2 หมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มบจ. ใน SET ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดคือ "กลุ่มเทคโนโลยี" ส่วนบจ.mai มีมูลค่าเงินปันผลรวมเพิ่มขึ้น 27% Dividend Yield สูงสุด 3 อันดับแรก คือ MBAX บมจ.ชูโอ เซ็นโก CHUO และ PICO ด้านเอสแอนด์พีชมไทยปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังแข็งแกร่ง

ส่วนแบงก์ HSBC มองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีในปีนี้

นายวิเชฐ   ตันติวานิช   รองผู้จัดการสายงานศูนย์ระดมทุน  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ(SET)และตลาดหลักทรัพย์  เอ็ม เอ ไอ (mai) รวม 277 บริษัท หรือ 54% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 512 บริษัท

โดยไม่รวมบริษัทจดทะเบียนกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน (NC) และกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (NPG) ประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2550 โดยมีมูลค่าเงินปันผลที่ประกาศจ่ายรวมกันสูงถึง  194,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่จ่ายเงินปันผล 179,423 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.26 % ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของ SET และ mai (Average Dividend Yield) อยู่ที่3.63 %

"จากการประกาศจ่ายปันผลที่มีออกมาของบจ.จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ทาง

SET มีบริษัทจ่ายปันผล 245 บริษัท โดยมีมูลค่าเงินปันผลที่ประกาศจ่ายรวมกันสูงถึง 192,743 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.01 เมื่อเทียบกับปี 2549 ซึ่งมีจำนวน

178,450 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของ SET (Average Dividend Yield) อยู่ที่ร้อยละ 3.61"นายวิเชฐกล่าว

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี  Dividend  Yield สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1)กลุ่มเทคโนโลยีมี  Dividend Yield เท่ากับ 5.02% โดยหมวดชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์มี Dividend Yield เท่ากับ 6.73 % รองลงมาคือ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเท่ากับ 4.73%

2)กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มีDividend Yield เท่ากับ 4.89% โดยกองสังหาริมทรัพย์มี Dividend Yield สูงสุดเท่ากับ 7.26% และรองลงมาคือหมวดวัสดุก่อสร้างเท่ากับ 6.69 %และ 3) กลุ่มวัตถุดิบและสินค้าอุตสาหกรรม มี Dividend Yield เท่ากับ 4.84% โดยหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มี Dividend Yield สูงสุดเท่ากับ 5.24 % และรองลงมาคือหมวดบรรจุภัณฑ์ เท่ากับ 4.29%

"สำหรับริษัทจดทะเบียนใน  mai ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2550 แล้วมีจำนวน  32 บริษัท จากทั้งหมด 51 บริษัท รวมมูลค่าเงินปันผลจำนวน 1,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 27% หากเทียบกับปี 2549 ที่มีมูลค่าเงินปันผลรวมจำนวน 1,187 ล้านบาท

โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของ  mai (Average Dividend Yield) เท่ากับ 5.95% สำหรับบริษัทที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ บมจ.มัลติแบกซ์  (MBAX) 12.84% บมจ.ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) (CHUO) 10.47% และ บมจ.ปิโก (ไทยแลนด์) (PICO) 9.37% ตามลำดับ"นายวิเชฐ กล่าว

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมใน SET ที่มีมูลค่าการจ่ายเงินปันผลรวมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) กลุ่มทรัพยากร จ่ายปันผลรวม 72,883 ล้านบาท ซึ่งบมจ.ปตท. ( PTT)

มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 32,340.73 ล้านบาท (ปันผลในอัตราหุ้นละ 11.50 บาท)

และมี Dividend Yield เท่ากับ 3.36%

2)กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง จ่ายปันผลมูลค่ารวม 33,220 ล้านบาท โดยบมจ.ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 18,000 ล้านบาท (ปันผลในอัตราหุ้นละ 15 บาท ) มี Dividend Yield เท่ากับ 6.94%

3)กลุ่มเทคโนโลยี  มีมูลค่าเงินปันผลรวม  26,677 ล้านบาท โดยบมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 18,634.83 ล้านบาท (ปันผลในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท) มี Dividend Yield เท่ากับ 6% 4)กลุ่มบริการ

มีมูลค่ารวม 20,452 ล้านบาท โดย บมจ. การบินไทย (THAI) มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 3,822.53 ล้านบาท (ปันผลในอัตราหุ้นละ 2.25 บาท )มี Dividend

Yield เท่ากับ 6.98%

และ 5) กลุ่มธุรกิจการเงิน มูลค่ารวม 18,811 ล้านบาท โดย บมจ. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีมูลค่าเงินปันผลจ่ายสูงสุด 4,783.87 ล้านบาท (ปันผลในอัตราหุ้นละ  2 บาท) มี Dividend Yield เท่ากับ 2.27% ทั้งนี้ ยังมีบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจ่ายเงินปันผล และจะทยอยประกาศมาให้ทราบเป็นระยะ

ทางด้านสถาบันจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ หรือ เอสแอนด์พี ได้คาดว่า 4 ชาติอาเซียนเศรษฐกิจจะขยายตัวแข็งแกร่งในปีนี้ แม้ความต้องการในสหรัฐและเศรษฐกิจโลกซบเซา  พร้อมระบุว่า ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้แน่ใจได้ว่าจะได้รับผลกระทบแบบ "จำกัด" จากภาวะชะลอตัว

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอสแอนด์พีระบุว่า   การส่งออกภายในเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง   ช่วยชดเชยการส่งออกไปสหรัฐ  ขณะที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยในระดับต่ำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ

ขณะที่นายเฟรเดอริก   นิวมานน์  นักเศรษฐศาสตร์  ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธนาคารเอชเอสบีซี(HSBC)   กล่าวว่า   แม้จะมีความไม่แน่นอนในตลาดโลกและสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐ แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่ดีในปี 2551 ทั้งนี้  ปัจจัยส่งเสริมได้แก่ความชัดเจนทางด้านการเมือง  ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การบริโภคภายในประเทศของไทย มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการส่งออกที่ลดลงของไทยได้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะทำให้กำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลงก็ตาม

"เราคาดว่าการลงทุนจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น  ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2551 จะเติบโตได้ในอัตรา 4.9%"

สำหรับอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงต่อเนื่องในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ไม่สามารถประกาศปรับอัตราลดดอกเบี้ยได้ในระยะนี้ แม้ว่าผลกระทบจากราคาของน้ำมันที่สูงขึ้นอาจลดลงได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ก็คาดว่าราคาของสินค้าจะยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยดังนั้นจึงคาดว่าธปท.จะยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม  การที่ธปท.ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ของเงินทุนนำเข้าระยะสั้นนั้น จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศ และการแข็งค่าของเงินบาทมีแนวโน้มจะลดลงเนื่องจากการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การส่งออกลดลง ส่งผลให้การเกินดุลการค้าลดลง นอกจากนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลก็น่าจะส่งผลให้มีเงินลงทุนไหลเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นด้วย


http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=13772

วันที่ 11 มี.ค. 2551 แสดงข่าวมาแล้ว 6ช.ม. 4นาที
โพสต์โพสต์