|0 คอมเมนต์
คงเพราะทุกวันนี้ระบบมันยังพึ่งไม่ได้มังครับ ก็เลยต้องหวังพึ่งตัวบุคคลไปก่อน
ใช่ครับ.......
การที่สังคมนับถืออะไรก็สามารถบอกได้ว่าสังคมนั้นอยู่ในช่วงไหนของวิวัฒนาการ
สมัยด้อยพัฒนาสุดๆก็โน่นเลย
1.นับถือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฟ้าร้องก็กลัว ฝนตกหนักก็กลัว แผ่นดินไหวก็กลัว ก็กราบไหว้กันไป นับถือกันไป
2.ต่อมา ก็นับถือหมอผีประจำเผ่า ให้กินตับคนเพื่อความแข็งแรงก็ทำ ให้เต้นระบำรอบกองไฟก็ทำกระดกก้นขึ้นๆลงๆก็ทำ ให้บูชาก้อนหินก็ทำ ให้ทำสารพัดก็ทำ
3. ต่อมาเริ่มมีความรู้มากขึ้นก็ยกระดับขึ้นเป็นนับถือเทพเจ้า เทพแห่งฟ้าแลบ เทพแห่งสงคราม เทพแห่งอพอลโล่ พระพิรุณ พระแม่โพสพ
4. ต่อมามีความรู้มากขึ้นอีก.......................ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มีรุ่งเรือง มีเสื่อม มีการเรียนรู้ไม่จบสิ้น............
100. จนถึงปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ได้รับการยอมรับมากขึ้น ศาสตร์ต่างๆด้านอื่นๆก็ได้รับการพัฒนามากขึ้น ศาสนาก็ถือกำเนิดขึ้น เริ่มมีการนับถือ
คน มากขึ้น ไม่ใช่นับถือเฉพาะ
เทพ อย่างเดียว เพราะรู้แล้วว่า
เทพ ไม่มีอยู่จริง การนับถือสิ่งต่างๆในอดีตก็เริ่มคลายลง เดี๋ยวนี้คนไม่นับถือฟ้าร้องแล้ว ไม่นับถือเทพอพอลโล่แล้ว เพราะเจริญมากขึ้นแล้ว เริ่มนับถือในศาสตร์ที่พิสูจน์ได้จริง
แต่เนื่องจากคนมีมากมายและเป็นบัวสี่เหล่าตามที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ บางคนก็ยังนับถือในสิ่งเก่าๆไม่มีเหตุผลอยู่ซึ่งสามารถพบได้บ่อยๆในปัจจุบัน
สังคมที่นับถือบุคคลหากมองในแง่มานุษยวิทยาก็ถือว่าประสบผลสำเร็จสูงสุด แต่หากมองในแง่สังคมวิทยาหรือการบริหารจัดการก็ยังถือว่าไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่
200. ในอนาคตคนจะมีแนวโน้มที่จะนับถือศาสตร์ที่พิสูจน์ได้จริง ศาสตร์ว่าไงก็ว่าตามนั้น ไม่ได้ติดอยู่แค่ตัวระบบหรือตัวบุคคล และสิ่งที่เป็นความเชื่อหรือพิสูจน์ไม่ได้จะถูกปฏิเสธออกทีละนิดทีละหน่อยและไม่ได้รับเลือกจากคนตาม
กฎของ ชาร์ล ดาร์วิน