เปิดแผน 'ปตท.' ยึด 'ทีพีไอ'อนาคต' จะมีแต่ 'ขึ้น-กับ-ขึ้น'
- MrAnalysis
- Verified User
- โพสต์: 2
- ผู้ติดตาม: 0
เปิดแผน 'ปตท.' ยึด 'ทีพีไอ'อนาคต' จะมีแต่ 'ขึ้น-กับ-ขึ้น'
โพสต์ที่ 1
เส้นทางการต่อสู้ของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ใน 'ทีพีไอ' (TPI) เริ่มตีบตันลงทุกขณะ และนับจากนี้ต่อไปเกม 'ปั้นหุ้น' TPI จะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตามที่
เคยส่องอนาคตหุ้น..'ทีพีไอ' ว่า ในปี 49' จะขึ้นมาเป็น 'ผู้นำดัชนี' แทนหุ้น 'ปตท.'
มีผู้สังเกตการณ์ที่เกาะติดเกม 'ปตท.' ยึด 'ทีพีไอ' วิเคราะห์สถานการณ์ไว้ว่า ถ้าการเพิ่มทุนสำเสร็จ ราคาเหมาะสมของหุ้น TPI จะยืนอยู่ที่ 9-10 บาท ที่ขนาดมาร์เก็ตแคป ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท
รายงานข่าววงในยังเปิดเผยด้วยว่า หุ้น TPI ถูกวางตัวไว้แล้ว จะมาเป็น 'ท็อป 5' ของ SET เป็นกลุ่มนำดัชนี ในปี 2549 ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้...
หนึ่ง..เพิ่มทุนจบรอบนี้ หนี้สินของ TPI จะลดฮวบเหลือ D/E ไม่ถึง 1 เท่า ฐานะการเงินจะแข็งแกร่งสอง..มาร์เก็ตแคป จะไต่ขึ้นมาจากอันดับที่ 18 ขึ้นมาอยู่ที่ 6-7 มากกว่า TOP-SHIN ใกล้เคียง KBANK จะเป็น 'หุ้นบิ๊กแคป' ท็อป 10 ของตลาด สาม..เมื่อฐานะการเงินเคลียร์ จะกลายเป็นหุ้น 'บลูชิพ' ที่ทุกกองทุน จะเข้ามาลงทุนโดยอัตโนมัติ
สี่..การที่พันธมิตร ปตท. ถือรวมกัน 61.50% เจ้าหนี้ ถือ 8.5% รวมเป็น 70% หุ้นส่วนนี้จะไม่มีการซื้อขาย 2 ปี (2549-2550) เพราะฉะนั้นจะเหลือหุ้นหมุนเวียนในตลาดจริงๆ ราว 15-20% (3-4 พันล้านหุ้น) การควบคุมราคาจะทำได้ง่าย
จากการประเมินสถานการณ์ของกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ ถึงนาทีนี้สรุปแบบ 'ฟันธง' ได้แล้วว่า ประชัย ในฐานะผู้บริหารแผนฝ่ายลูกหนี้ 'แพ้แล้ว' หลังจากศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ว่าไม่มีสิทธิ-ซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนกลุ่มปตท.
ในเกมนี้แม้แต่ ดร.ทนง พิทยะ รมว.คลัง ยังลงมาเล่นด้วยตัวเอง โดยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นข่าวดี เพราะหากศาลมีคำตัดสินตรงกันข้าม เรื่องทุกอย่างจะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดและไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด
สอดคล้องกับ ตลาดหลักทรัพย์ เตรียมสั่งปลด ประชัย พ้นตำแหน่งคณะกรรมการของทุกบริษัท (TPI-TPIPL-BUI) ภายในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากพิจารณาคำอุทธรณ์--ฟังไม่ขึ้น
ความพ่ายแพ้ของประชัยเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 9 ธันวาคม 2548 เมื่อศาลล้มละลายกลางได้นัดฟังคำสั่งกรณีที่ ประชัย ยื่นคำร้องขอให้ศาล ระงับแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนเป็นการชั่วคราว และยื่นคำร้องขอให้มีการขายหุ้นเพิ่มทุนในราคายุติธรรม หรือในราคาที่สูงกว่า 3.30 บาท
ผลก็คือ ศาลล้มละลายกลางได้ยกคำร้องของเขาทั้ง 2 คำร้อง..ทำให้แผนการทั้งหมดเดินไปตามจิ๊กซอว์ของ 'ปตท.' เกือบจะ 'เบ็ดเสร็จ..เด็ดขาด'
ก้าวต่อของ ประชัย จากนี้เขาจะยื่น 'อุทธรณ์' ต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมองว่าการเสนอขายหุ้นให้กับกลุ่มปตท.ในราคาหุ้นละ 3.30 บาทนั้น--ไม่เป็นธรรม หากไม่ประมูลขาย (หุ้น) ก็ควรจะขายหุ้นให้กับ ปตท.ในราคา ตามวิธีคิดส่วนลดกระแสเงินสด คือ ในราคาหุ้นละ 6.7 บาท
แต่แนวทางการต่อสู้ในก๊อก 2 หรือ ในก๊อกต่อๆ ไป ถูก 'อ่าน' จากนักวิเคราะห์แล้วว่า ไม่น่าจะมีผลกับอนาคตของ TPI ในอุ้งมือปตท.อีกแล้ว
มีประเด็นที่น่าสังเกต ก็คือ ภายใต้เกมการต่อสู้ของ ประชัย ตลอดทางของกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ กลับมีการขายหุ้น TPI ออกมาเป็นระยะๆ เพื่อระดมเงินหวังไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนรักษาสิทธิในส่วนของตัวเอง
ตั้งแต่ปี 2547-ปัจจุบัน กลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ ขายหุ้น TPI ในนามส่วนตัวออกมารวมกันราว 700 ล้านบาท โดยเป็นในส่วนของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ คนเดียว 411 ล้านบาท, ประมวล-ประทีป เลี่ยวไพรัตน์ 166 ล้านบาท, มาลินี เลี่ยวไพรัตน์ 26 ล้านบาท และ ทยุติ ศรียุกต์สิริ อีก 93 ล้านบาท
จากเดิมกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ถือหุ้น TPI จำนวน 996.65 ล้านหุ้น หรือ 12.70% ถ้าไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนเลย จะเหลือสัดส่วนหุ้น 5.11% (ของทุนจดทะเบียนใหม่ 19,500 ล้านหุ้น) แต่ถ้าจะใช้สิทธิเต็ม 100% ก็ต้องใช้เงินเพิ่มทุนประมาณ 6.5-7 พันล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนหุ้น 12-15% ของตัวเอง
แต่ไม่ว่ากลุ่มเลี่ยวไพรัตน์จะใช้สิทธิ หรือไม่ใช้สิทธิเลยก็ตาม 'ประชัย' ก็ต้องถูก 'เขี่ย..พ้นทาง' อยู่ดี
ที่น่าจับตา--ปตท.ส่งสัญญาณ 'ปรับใหญ่..ขุนพล' ภายในเครือครั้งใหญ่ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 เพียง 1 วันหลังจากศาลฎีกาได้ตัดสินว่า 'ประชัย' ไม่มีสิทธิ-ซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนกลุ่มปตท.
โดยการ ดัน 'วิโรจน์ มาวิจักขณ์' ผู้บริหารบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ ไปนั่งกรรมการผู้อำนวยการบริษัท ไทยออยล์ แทน 'ปิติ ยิ้มประเสริฐ' ที่เคลียร์ให้ไปนั่งคุมเกมในทีพีไอ พร้อมตั้ง 'อดิเทพ พิศาลบุตร์' นั่งกรรมการผู้จัดการใหญ่พีทีที เคมิคอล (PTTCH)
แผนการของ ปตท.ได้วาง ทีพีไอ เป็น 1 ใน 4 ขุมกำลังหลัก (PTTEP, TOP, TPI และ PTTCH) ของอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว
หลังจากเสร็จการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน TPI บริษัทจะได้รับเงิน 1,450 ล้านดอลลาร์ (57,915 ล้านบาท) จะนำเงินเข้าบัญชีในวันที่ 13 ธันวาคม 2548 หลังจากนั้นจะดำเนินการชำระหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้
ขบวนการต่อไป ทีพีไอ จะสามารถออกจากแผนฟื้นฟู และจะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ทั้งหมด..โดยจะไม่มีคนที่ชื่อ 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' อีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยถึงแผนการบริหาร ทีพีไอ ว่า หลังจากที่ ปตท.ได้ใส่เงินเพิ่มทุนมูลค่า 20,270 ล้านบาทแล้ว หลังจากทีพีไอ ออกจากแผนฟื้นพูกิจการคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนมกราคม 2549
ต่อจากนั้น จะมีการประชุมผู้ถือหุ้น และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ของทีพีไอ โดยจะส่ง นายปิติ ยิ้มประเสริฐ เข้าไปบริหารงานทีพีไอ หลังจากนั้น จะมีการจัดทัพทางธุรกิจของทีพีไอ โดยพิจารณาว่าจะปรับปรุงการดำเนินการส่วนใดบ้าง ซึ่งในขณะนี้ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการได้ศึกษาในเบื้องต้นว่า อาจจะต้องลงทุนเพิ่มประมาณ 400-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.6-2 หมื่นล้านบาท)
ซีอีโอปตท. กล่าวด้วยว่า ภายใต้แผนจัดทัพธุรกิจทีพีไอ จะทำควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.6 หมื่นล้านบาท) ส่วนแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน ปัจจุบันทีพีไอมีกำลังการกลั่น 200,000 บาร์เรลต่อวัน อาจจะปรับกระบวนการกลั่นเพิ่มเติม ส่วนการปรับปรุงโรงไฟฟ้าจากที่ใช้ถ่านหินก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้ ก๊าซธรรมชาติแทน
เขายังกล่าวอีกว่า ในอนาคตมีแนวโน้มว่า ปตท. อาจจะเข้าไปถือหุ้นในทีพีไอเพิ่มขึ้นก็ได้ เพราะ ปตท. ได้มีข้อตกลงกับพันธมิตรร่วมลงทุนรายอื่นๆ ได้แก่ กบข., ธนาคารออมสิน และ กองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ว่า หากพันธมิตรต้องการออกจากการร่วมทุน เพราะไม่ใช่ธุรกิจหลัก ก็ต้องมีการเจรจาขายหุ้นให้ ปตท. ก่อนเป็นอันดับแรก และหาก ปตท. สนใจซื้อก็เป็นไปได้ที่จะถือหุ้นเพิ่มจาก 31% เป็น 49%
นี่คือ แผนการที่ 'ปตท.' จะเข้ายึดกุม 'ทีพีไอ' แบบเบ็ดเสร็จ..เด็ดขาดในอนาคตอันใกล้
แผนทีเด็ดที่จะดันราคาหุ้น TPI ขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2549-2550 ก็คือ การจัดทัพธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมดของ ปตท. เพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อ 'บมจ. ปตท. รีไฟเนอร์รี่' หลังจบการควบรวมกิจการโอเลฟินส์สำเร็จไปแล้ว
ตามสูตรที่ เคยต่อจิ๊กซอว์หมากกระดานนี้ไปแล้วว่า ในที่สุด--เกมผลประโยชน์ 'ระดับชาติ' นี้ มีเป้าหมายอยู่ที่ 'ราคาหุ้น..ทีพีไอ' เป็นเดิมพันล้วนๆ
...ถ้าปตท.ยังคุมเกมตามสูตรที่ว่านี้ ราคาหุ้น TPI จะมีแต่ 'ขึ้น-กับ-ขึ้น'
เคยส่องอนาคตหุ้น..'ทีพีไอ' ว่า ในปี 49' จะขึ้นมาเป็น 'ผู้นำดัชนี' แทนหุ้น 'ปตท.'
มีผู้สังเกตการณ์ที่เกาะติดเกม 'ปตท.' ยึด 'ทีพีไอ' วิเคราะห์สถานการณ์ไว้ว่า ถ้าการเพิ่มทุนสำเสร็จ ราคาเหมาะสมของหุ้น TPI จะยืนอยู่ที่ 9-10 บาท ที่ขนาดมาร์เก็ตแคป ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท
รายงานข่าววงในยังเปิดเผยด้วยว่า หุ้น TPI ถูกวางตัวไว้แล้ว จะมาเป็น 'ท็อป 5' ของ SET เป็นกลุ่มนำดัชนี ในปี 2549 ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้...
หนึ่ง..เพิ่มทุนจบรอบนี้ หนี้สินของ TPI จะลดฮวบเหลือ D/E ไม่ถึง 1 เท่า ฐานะการเงินจะแข็งแกร่งสอง..มาร์เก็ตแคป จะไต่ขึ้นมาจากอันดับที่ 18 ขึ้นมาอยู่ที่ 6-7 มากกว่า TOP-SHIN ใกล้เคียง KBANK จะเป็น 'หุ้นบิ๊กแคป' ท็อป 10 ของตลาด สาม..เมื่อฐานะการเงินเคลียร์ จะกลายเป็นหุ้น 'บลูชิพ' ที่ทุกกองทุน จะเข้ามาลงทุนโดยอัตโนมัติ
สี่..การที่พันธมิตร ปตท. ถือรวมกัน 61.50% เจ้าหนี้ ถือ 8.5% รวมเป็น 70% หุ้นส่วนนี้จะไม่มีการซื้อขาย 2 ปี (2549-2550) เพราะฉะนั้นจะเหลือหุ้นหมุนเวียนในตลาดจริงๆ ราว 15-20% (3-4 พันล้านหุ้น) การควบคุมราคาจะทำได้ง่าย
จากการประเมินสถานการณ์ของกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ ถึงนาทีนี้สรุปแบบ 'ฟันธง' ได้แล้วว่า ประชัย ในฐานะผู้บริหารแผนฝ่ายลูกหนี้ 'แพ้แล้ว' หลังจากศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ว่าไม่มีสิทธิ-ซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนกลุ่มปตท.
ในเกมนี้แม้แต่ ดร.ทนง พิทยะ รมว.คลัง ยังลงมาเล่นด้วยตัวเอง โดยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นข่าวดี เพราะหากศาลมีคำตัดสินตรงกันข้าม เรื่องทุกอย่างจะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดและไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด
สอดคล้องกับ ตลาดหลักทรัพย์ เตรียมสั่งปลด ประชัย พ้นตำแหน่งคณะกรรมการของทุกบริษัท (TPI-TPIPL-BUI) ภายในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากพิจารณาคำอุทธรณ์--ฟังไม่ขึ้น
ความพ่ายแพ้ของประชัยเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 9 ธันวาคม 2548 เมื่อศาลล้มละลายกลางได้นัดฟังคำสั่งกรณีที่ ประชัย ยื่นคำร้องขอให้ศาล ระงับแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนเป็นการชั่วคราว และยื่นคำร้องขอให้มีการขายหุ้นเพิ่มทุนในราคายุติธรรม หรือในราคาที่สูงกว่า 3.30 บาท
ผลก็คือ ศาลล้มละลายกลางได้ยกคำร้องของเขาทั้ง 2 คำร้อง..ทำให้แผนการทั้งหมดเดินไปตามจิ๊กซอว์ของ 'ปตท.' เกือบจะ 'เบ็ดเสร็จ..เด็ดขาด'
ก้าวต่อของ ประชัย จากนี้เขาจะยื่น 'อุทธรณ์' ต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมองว่าการเสนอขายหุ้นให้กับกลุ่มปตท.ในราคาหุ้นละ 3.30 บาทนั้น--ไม่เป็นธรรม หากไม่ประมูลขาย (หุ้น) ก็ควรจะขายหุ้นให้กับ ปตท.ในราคา ตามวิธีคิดส่วนลดกระแสเงินสด คือ ในราคาหุ้นละ 6.7 บาท
แต่แนวทางการต่อสู้ในก๊อก 2 หรือ ในก๊อกต่อๆ ไป ถูก 'อ่าน' จากนักวิเคราะห์แล้วว่า ไม่น่าจะมีผลกับอนาคตของ TPI ในอุ้งมือปตท.อีกแล้ว
มีประเด็นที่น่าสังเกต ก็คือ ภายใต้เกมการต่อสู้ของ ประชัย ตลอดทางของกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ กลับมีการขายหุ้น TPI ออกมาเป็นระยะๆ เพื่อระดมเงินหวังไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนรักษาสิทธิในส่วนของตัวเอง
ตั้งแต่ปี 2547-ปัจจุบัน กลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ ขายหุ้น TPI ในนามส่วนตัวออกมารวมกันราว 700 ล้านบาท โดยเป็นในส่วนของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ คนเดียว 411 ล้านบาท, ประมวล-ประทีป เลี่ยวไพรัตน์ 166 ล้านบาท, มาลินี เลี่ยวไพรัตน์ 26 ล้านบาท และ ทยุติ ศรียุกต์สิริ อีก 93 ล้านบาท
จากเดิมกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ถือหุ้น TPI จำนวน 996.65 ล้านหุ้น หรือ 12.70% ถ้าไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนเลย จะเหลือสัดส่วนหุ้น 5.11% (ของทุนจดทะเบียนใหม่ 19,500 ล้านหุ้น) แต่ถ้าจะใช้สิทธิเต็ม 100% ก็ต้องใช้เงินเพิ่มทุนประมาณ 6.5-7 พันล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนหุ้น 12-15% ของตัวเอง
แต่ไม่ว่ากลุ่มเลี่ยวไพรัตน์จะใช้สิทธิ หรือไม่ใช้สิทธิเลยก็ตาม 'ประชัย' ก็ต้องถูก 'เขี่ย..พ้นทาง' อยู่ดี
ที่น่าจับตา--ปตท.ส่งสัญญาณ 'ปรับใหญ่..ขุนพล' ภายในเครือครั้งใหญ่ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 เพียง 1 วันหลังจากศาลฎีกาได้ตัดสินว่า 'ประชัย' ไม่มีสิทธิ-ซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนกลุ่มปตท.
โดยการ ดัน 'วิโรจน์ มาวิจักขณ์' ผู้บริหารบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ ไปนั่งกรรมการผู้อำนวยการบริษัท ไทยออยล์ แทน 'ปิติ ยิ้มประเสริฐ' ที่เคลียร์ให้ไปนั่งคุมเกมในทีพีไอ พร้อมตั้ง 'อดิเทพ พิศาลบุตร์' นั่งกรรมการผู้จัดการใหญ่พีทีที เคมิคอล (PTTCH)
แผนการของ ปตท.ได้วาง ทีพีไอ เป็น 1 ใน 4 ขุมกำลังหลัก (PTTEP, TOP, TPI และ PTTCH) ของอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว
หลังจากเสร็จการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน TPI บริษัทจะได้รับเงิน 1,450 ล้านดอลลาร์ (57,915 ล้านบาท) จะนำเงินเข้าบัญชีในวันที่ 13 ธันวาคม 2548 หลังจากนั้นจะดำเนินการชำระหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้
ขบวนการต่อไป ทีพีไอ จะสามารถออกจากแผนฟื้นฟู และจะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ทั้งหมด..โดยจะไม่มีคนที่ชื่อ 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' อีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยถึงแผนการบริหาร ทีพีไอ ว่า หลังจากที่ ปตท.ได้ใส่เงินเพิ่มทุนมูลค่า 20,270 ล้านบาทแล้ว หลังจากทีพีไอ ออกจากแผนฟื้นพูกิจการคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนมกราคม 2549
ต่อจากนั้น จะมีการประชุมผู้ถือหุ้น และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ของทีพีไอ โดยจะส่ง นายปิติ ยิ้มประเสริฐ เข้าไปบริหารงานทีพีไอ หลังจากนั้น จะมีการจัดทัพทางธุรกิจของทีพีไอ โดยพิจารณาว่าจะปรับปรุงการดำเนินการส่วนใดบ้าง ซึ่งในขณะนี้ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการได้ศึกษาในเบื้องต้นว่า อาจจะต้องลงทุนเพิ่มประมาณ 400-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.6-2 หมื่นล้านบาท)
ซีอีโอปตท. กล่าวด้วยว่า ภายใต้แผนจัดทัพธุรกิจทีพีไอ จะทำควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.6 หมื่นล้านบาท) ส่วนแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน ปัจจุบันทีพีไอมีกำลังการกลั่น 200,000 บาร์เรลต่อวัน อาจจะปรับกระบวนการกลั่นเพิ่มเติม ส่วนการปรับปรุงโรงไฟฟ้าจากที่ใช้ถ่านหินก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้ ก๊าซธรรมชาติแทน
เขายังกล่าวอีกว่า ในอนาคตมีแนวโน้มว่า ปตท. อาจจะเข้าไปถือหุ้นในทีพีไอเพิ่มขึ้นก็ได้ เพราะ ปตท. ได้มีข้อตกลงกับพันธมิตรร่วมลงทุนรายอื่นๆ ได้แก่ กบข., ธนาคารออมสิน และ กองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ว่า หากพันธมิตรต้องการออกจากการร่วมทุน เพราะไม่ใช่ธุรกิจหลัก ก็ต้องมีการเจรจาขายหุ้นให้ ปตท. ก่อนเป็นอันดับแรก และหาก ปตท. สนใจซื้อก็เป็นไปได้ที่จะถือหุ้นเพิ่มจาก 31% เป็น 49%
นี่คือ แผนการที่ 'ปตท.' จะเข้ายึดกุม 'ทีพีไอ' แบบเบ็ดเสร็จ..เด็ดขาดในอนาคตอันใกล้
แผนทีเด็ดที่จะดันราคาหุ้น TPI ขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2549-2550 ก็คือ การจัดทัพธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมดของ ปตท. เพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อ 'บมจ. ปตท. รีไฟเนอร์รี่' หลังจบการควบรวมกิจการโอเลฟินส์สำเร็จไปแล้ว
ตามสูตรที่ เคยต่อจิ๊กซอว์หมากกระดานนี้ไปแล้วว่า ในที่สุด--เกมผลประโยชน์ 'ระดับชาติ' นี้ มีเป้าหมายอยู่ที่ 'ราคาหุ้น..ทีพีไอ' เป็นเดิมพันล้วนๆ
...ถ้าปตท.ยังคุมเกมตามสูตรที่ว่านี้ ราคาหุ้น TPI จะมีแต่ 'ขึ้น-กับ-ขึ้น'
เพื่อนๆที่ติดหุ้นหรือมีปัญหาเกี่ยวกับหุ้น
เมล์มาปรึกษาเรื่องจัดการพอร์ตลงทุนได้นะครับ
ช่วยๆกันนะ
เมล์มาปรึกษาเรื่องจัดการพอร์ตลงทุนได้นะครับ
ช่วยๆกันนะ